ข้ออ้างที่ว่า "แค่คุยกัน" กลายเป็ม่านบางๆ ที่เอมิใช้บังหน้าตัวเองจากความจริงที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสารวัตรกฤตได้เดินทางมาไกลเกินกว่าคำว่าเพื่อนหรือลูกค้าคนสนิทไปแล้ว ทุกครั้งที่เขาแวะมา บทสนทนาที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ และสายตาที่สื่อความหมายของเขา มันตอกย้ำความรู้สึกที่เธอพยายามปฏิเสธ... ความผูกพันทางใจที่แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน กำลังเรียกร้องหาการเติมเต็มทางกายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ความรู้สึกผิดต่อศิวัฒน์ยังคงอยู่ แต่มันเริ่มถูกบดบังด้วยความโหยหาในสิ่งที่เธอขาดหาย – ความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง การรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ และความรู้สึกของการเป็คนพิเศษในสายตาใครสักคน กฤตมอบสิ่งเ่าั้ให้เธอได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เขาทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวา รู้สึกเป็ผู้หญิงที่น่าปรารถนาอีกครั้ง และความรู้สึกนี้มันช่างหอมหวานจนยากจะตัดใจ
บ่ายวันหนึ่ง ร้าน "ละมุนใจ คาเฟ่" ค่อนข้างเงียบสงัด มีเพียงลูกค้าประจำสองสามคนที่นั่งทำงานหรืออ่านหนังสืออยู่ในมุมของตัวเอง มิ้นท์ลาป่วย ส่วนพลอยกำลังง่วนอยู่กับการจัดของในห้องเก็บของด้านหลัง เอมิกำลังยืนเช็ดเคาน์เตอร์ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งที่คุ้นเคยดังขึ้น เอมิหันขวับไปมอง ร่างสูงของสารวัตรกฤตในชุดลำลองสบายๆ ก้าวเข้ามา เขาส่งยิ้มอบอุ่นมาให้เธอทันที
"คนไข้ของผมวันนี้อาการเป็ยังไงบ้าง" เขาเอ่ยทักอย่างอารมณ์ดี หมายถึงกาแฟแก้วโปรดของเขา
"รอคุณหมอมาตรวจอยู่ค่ะ" เอมิยิ้มตอบ รับมุกของเขาอย่างเป็ธรรมชาติ ความเกร็งหรือประหม่าระหว่างพวกเขาจางหายไปมากแล้ว เหลือเพียงความคุ้นเคยที่แสนอันตราย
"วันนี้ดูเงียบๆ นะครับ" กฤตพูดพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์ แทนที่จะสั่งแล้วยืนรอเหมือนเคย ท่าทีสบายๆ ของเขาทำให้บรรยากาศยิ่งดูเป็กันเองมากขึ้น
"ค่ะ วันนี้เงียบหน่อย" เอมิเริ่มลงมือชงกาแฟให้เขา "สงสัยอากาศจะร้อน คนเลยไม่ค่อยอยากออกไปไหน"
"ร้อนๆ แบบนี้ เห็นคุณเอมิแล้วผมรู้สึกเย็นใจขึ้นเยอะเลย" เขาพูดเรียบๆ แต่สายตาที่มองมานั้นพราวระยับ
เอมิแก้มร้อนผ่าว ก้มหน้าชงกาแฟต่อ "สารวัตรก็พูดไปเรื่อย"
"ผมพูดจริงๆ นะ" เขายืนยัน "ผมชื่นชมคุณจริงๆ นะเอมิ คุณทั้งเก่ง ทั้งเข้มแข็ง แล้วก็...สวยมากในสายตาผมเสมอ" คำชมที่ตรงไปตรงมาและเจาะจงกว่าครั้งไหนๆ ทำให้มือที่กำลังจับพิชเชอร์นมของเอมิสั่นเล็กน้อย
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ตั้งใจ เห็นความจริงจังในแววตาคมคู่นั้น "ขอบคุณค่ะ" เธอตอบเสียงแ่เบา รู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับพันตัวกำลังบินว่อนอยู่ในท้อง
เมื่อกาแฟเสร็จ เธอยื่นแก้วให้เขา กฤตรับไป แต่แทนที่จะยกขึ้นดื่ม เขากลับวางแก้วลง แล้วยื่นมือมาข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ใช้ปลายนิ้วปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน ััแ่เบานั้นกลับส่งกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง เอมิยืนนิ่ง ไม่ได้ถอยหนีเหมือนที่เคยทำ เธอหลับตาลงช้าๆ รับัันั้นอย่างเต็มใจ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองนั้น กฤตก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดแก้มเธอ "เอมิ..." เขากระซิบเรียกชื่อเธอเสียงพร่า ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะประทับลงบนริมฝีปากของเธออีกครั้ง
จูบครั้งที่สองนี้แตกต่างจากครั้งแรก มันไม่ได้ร้อนแรงหรือจาบจ้วง แต่กลับนุ่มนวล ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความหมาย เหมือนเป็การยืนยันความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้แต่ไม่เคยเอ่ยออกมา กฤตใช้มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอยเธอไว้ ส่วนอีกข้างเลื่อนลงมาโอบรอบเอวบาง ดึงร่างเธอให้เข้าไปแนบชิด เอมิไม่ได้ต่อต้าน เธอยกแขนขึ้นโอบรอบคอเขาโดยอัตโนมัติ ตอบสนองจูบนั้นด้วยความโหยหาที่เก็บกดไว้เนิ่นนาน กำแพงแห่งเหตุผลและศีลธรรมพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในวินาทีนั้น เหลือเพียงหัวใจที่ยอมจำนนต่อแรงปรารถนา
พวกเขายืนจูบกันเนิ่นนานอยู่ตรงนั้น ลืมเลือนโลกรอบข้าง ลืมสถานะ ลืมความผิดชอบชั่วดี จนกระทั่งเสียงกุกกักดังมาจากหลังร้าน ทำให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างอ้อยอิ่ง
เอมิหอบหายใจหนัก แก้มแดงก่ำ ดวงตาหวานฉ่ำมองสบตากับกฤตที่มองเธอกลับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่และความ้า ไม่จำเป็ต้องมีคำพูดใดๆ อีกต่อไป การกระทำเมื่อครู่ได้ยืนยันทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
กฤตยกมือขึ้นลูบแก้มเธอเบาๆ อีกครั้ง "ผมต้องไปแล้ว" เขากระซิบ "ดูแลตัวเองนะ" เขายิ้มให้เธอเป็ครั้งสุดท้าย หยิบแก้วกาแฟที่เกือบจะลืมไปแล้วขึ้นมา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว
เอมิยืนพิงเคาน์เตอร์ ขาสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงอุ่นซ่าน จูบครั้งนี้...มันคือการยอมรับ คือการตัดสินใจ คือการก้าวเดินบนเส้นทางที่อันตรายอย่างเต็มตัว ข้ออ้างว่า "แค่คุยกัน" ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้มันคือ "ความสัมพันธ์" ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และเธอก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่า เธอ้าจะปฏิเสธมัน