ตอน 10 เหนือชะตา
ฮั่วหลินอีบอบช้ำไปทั้งกายใจ นางได้เรียนรู้แล้วว่า โลกแห่งนี้แตกต่างจากโลกแห่งความเป็จริงที่นางจากมานัก หลินอีจำต้องระแวดระวังตัว คิดหาวิธีรับมือกับชีวิตที่ยากลำบาก อยู่ให้รอดในโลกอีกใบที่ไม่คุ้นชิน
ในขณะเดียวกันนั้นเมียรองอย่างนางต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวนฉืออย่างยากลำบาก แค่ทำให้แม่ผัวไม่พอใจเพียงครั้งเดียว ทำให้นางต้องใช้ชีวิตทนอยู่เยี่ยงทาส ต่ำเตี้ยเรี่ยดินราวตกนรกทั้งเป็
**********
ณ จวนไร้ยศของแม่ทัพเล็ก ที่เว่ยกวงรักษาตัวให้รอดพ้นความตาย
ฉือเว่ยกวงเองไม่นิ่งนอนใจ หลังจากรักษาตัวจนหายดี เหมือนได้กลับไปมีชีวิตใหม่ เขาเร่งควบม้าดีกลับประจำการ ณ ชายแดนรบ โดยมิได้คำนึงถึงสิ่งใด ทว่าดันมีเพียงหนึ่งเื่ที่วนอยู่ในจิตใจของเขา... ตลอดทางที่ย่างไกลเขาไม่ลืมแม้แต่ครั้งเดียว ว่าสตรีนางหนึ่งคือผู้ช่วยชีวิต
"แม่นาง... ขอบคุณเ้าที่ช่วยเหลือ หากไม่มีเ้าในวันนั้น ป่านนี้ข้าคงได้เป็ผีเฝ้าตรอก" ฉือเว่ยกวงฉุกคิดคำนึงถึงนางตลอด เขาเพียงอยากขอบคุณนางสักครั้ง ดูเหมือนว่าหัวใจของแม่ทัพใหญ่จะว้าวุ่น เพราะสตรีนางนี้ ทั้งที่เขาไม่เคยให้ความสนใจกับผู้ใดมาก่อน
การกลับไปเมืองหลวงของเขาครานี้เหมือนเอาชีวิตไปล่อเป้า เว่ยกวงเกือบจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาบัญชาการ จึงทำให้ฝ่ายศัตรูได้ใจไปใหญ่ ใช้โอกาสที่เว่ยกวงไร้การเคลื่อนไหว ซุ่มเตรียมกำลังพลอย่างดิบดี
ณ ด่านรบแนวชายแดน
"สองแผ่นดินรวมเป็หนึ่ง เมืองเสียนอิงแคว้นใต้ ผนึกกำลังกับเผ่าทุ่งหญ้าเมืองป่าเถื่อนหวังครองแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียว โดยปราศจาก แคว้นเหนือของเราขอรับ" แม่ทัพเล็กหลายนายรีบเข้ารายงานสถานการณ์ด่านรบแก่นายใหญ่อย่างเว่ยกวงผู้เงียบหายไปนาน เพียงได้พบหน้า ขวัญกำลังใจที่ห่อเหี่ยว ถูกเรียกกลับคืนราวปาฏิหาริย์
แน่นอนว่าแม้ใจจะแสนว้าวุ่น แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ก็พร้อมจะวางทุกอย่างลงให้พร้อมกับการรับมือศึกใหญ่ของสองแผ่นดิน
แต่เพราะร่างกายที่ได้รับาเ็หนักจากการถูกลอบทำร้ายที่ตรอกนั่น ฉือเว่ยกวงผู้นี้แม้จะร่างกำยำแต่กลับไม่เหมือนแต่ก่อน เขาเองเพิ่งจะพักฟื้นได้ไม่นาน แผลบางจุดยังไม่สมานกันดีด้วยซ้ำ ก็ต้องกลับไปวางแผนกลยุทธ์ศึกที่หนักหนาที่รออยู่ ณ เบื้องหน้า
"คนเช่นข้า... จะปล่อยให้ชาวประชาอยู่อย่างหวาดผวาได้อย่างไร" เว่ยกวงปฏิญาณตนกับฟ้าดินอย่างหนักแน่น คำพูดเพียงประโยคเดียวนี้ ซื้อใจทหารได้นับแสนนาย
"ท่านแม่ทัพขอรับ... ร่างกายของท่านภายนอกแม้จะดูหายดี แต่ภายในนั้น ลมปราณยังคงขัดแย้ง ดูท่าว่าศึกครั้งนี้คงไม่เหมาะยิ่งที่ท่านแม่ทัพจะลงสนามเอง ได้โปรด... รั้งอยู่บัญชาการที่ค่ายเถิด" แม่ทัพเล็กสุดแสนห่วงใย เว้าวอนผู้เป็นายอยู่หลายหน แม้จะรู้ว่ามันเป็ไปได้ยากก็ตามที
"แม่ทัพเล็ก ข้ารับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของท่านแล้ว ถึงอย่างไร บ้านเมืองนั้นต้องมาก่อนสิ่งอื่น หวังว่าข้าจะไม่ได้ยินคำขอที่ฟังดูอ่อนแอและเห็นแก่ตัวเช่นนี้อีก มันรบกวนการวางแผนกลยุทธ์รบของข้านัก" ฉือเว่ยกวงผู้มีใจหนักแน่น ไม่ขอฟังคำใคร เขาเองยังคงยึดมั่นในคำปฏิญาณและทะนงตน
วันแล้ว... วันเล่า... แม่ทัพใหญ่ผู้สูงส่งเริ่มมีสภาพร่างกายอิทโรยอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านแม่ทัพขอรับ ผ่านมาสามวันสามคืน ท่านยังไม่ได้นอนเลยแม้แต่ครึ่งชั่วยาม ข้าเกรงว่าร่างกายของท่านจะรับไม่ไหว" แม่ทัพเล็กผู้ติดตามเว่ยกวง นำชาร้อนผสมยาสมานปราณเข้าไปให้ผู้เป็นายถึงในกระโจม พร้อมพูดจาหว่านล้อมให้เว่ยกวงตระหนักถึงร่างกายตน
"เหลวไหล !! ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าานาน 7 วันเจ็ดคืน ไม่หลับไม่นอน ข้ายังเคยผ่านมันมาได้ " เว่ยกงอารมณ์ฉุนเฉียว ตะเบ็งเสียงดุดันจนแม่ทัพเล็กไม่กล้าเอ่ยปาก เขาทำได้เพียงยกชาดียื่นให้ผู้เป็นาย
"รายงานแก่ข้า!! ตอนนี้สถานการณ์ที่ด่านหน้าเป็เช่นไร !! " เว่ยกวงเริ่มมีนัยต์ตาสีแดงก่ำ นิ้วมือชาสั่นจนแทบถือจอกชาไม่ไหว
"รายงานท่านแม่ทัพ ตลอดสามวันสามคืน ทหารแสนนายออกรบที่ด่านหน้าไม่เคยขาด บัดนี้เหลือทหารเพียงหมื่นนาย " แม่ทัพเล็กคุกเข่ารายงานด้วยความหวาดหวั่น
"เป็ไปได้อย่างไร!! " เว่ยกวงเริ่มรู้สึกโทษตนเอง ว่ากลยุทธ์รบของตนใช้ไม่ได้ผล ทั้งที่อุตสหาจนไม่ได้หลับได้นอน
"เยี่ยชิง ทหารในค่ายที่พร้อมออกรบ เหลือกี่นาย!!" เว่ยกวงเริ่มต้องคิดหนัก ใตร่ตรองทุกกระบวนให้ดี
"ทหารพร้อมออกรบที่เหลืออยู่ มีเพียงหนึ่งแสนนาย ขอรับ " เยี่ยชิงกล่าวรายงานอย่างตรงไปตรงมา
"เช่นนั้นจงตระเตรียมกำลังพลให้พร้อม เสียนอิงและทุ่งหญ้าช่างเหิมเกริมนัก บังอาจสังหารกำลังพลของข้าล้มตายถึง 9 หมื่นนาย"
"รุ่งสาง ข้าและกำลังพลหนึ่งแสนนายนี้ จะออกไปเด็ดหัวพวกชั่วนั่นให้เห็นเป็เห็นตายกันไปคนละข้าง!! " ถึงเวลาที่เว่ยกวงต้องออกไปจัดการาใหญ่ด้วยตัวเอง หลังจากที่ปล่อยให้กองทัพไร้คนบัญชาการ ทำให้ต้องเสียทหารไปมากถึง 9 หมื่นนาย
"ขอรับ" แม่ทัพเล็กเยี่ยชิง รับคำสั่งผู้เป็นาย คำนับอย่างจำใจและจากไป
หลังจากที่เยี่ยชิงก้าวออกจากกระโจมได้เพียงหนึ่งก้าว จอกชาบนมือร่วงหล่นพื้น หกเหือดสาดกระเซ็น...
"เหตุใด... ข้ามีอาการเช่นนี้ " ฉือเว่ยกวงเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย แต่เขาทำได้เพียงพึมพำกับตนเองเท่านั้น ไม่้าแสดงความอ่อนแอนี้ให้ผู้ใดได้รับรู้ แต่ถึงกระนั้นเว่ยกวงผู้รั้นยังไม่ยอมหยุดพัก หักโหมวางกลยุทธ์การรบสำหรับศึกในวันรุ่งขึ้นต่อไป
***********
ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 - 06.59 น.
ณ ด่านหน้า สนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพทหารนอนเกลื่อน
ท้องฟ้ามืดมนในยามเช้า ฟ้าสางสลั่ว หมอกควันหนาคลุ้งไปทั่ว ราวมหานครแห่งความตาย นกแร้งน้อยใหญ่บินโฉบไปมาเหนือหัวรอกินซากศพ กลิ่นคาวตีดันจมูกมวลหนาจนชวนอ้วก
"พลทหารทั้งหลาย !! พวกเ้า จงสู้จนตัวตาย!! ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า บุตรสาว บุตรชาย จะภูมิใจในตัวมหาบุรุษเช่นพวกเ้า" แม่ทัพใหญ่ผู้น่าเกรงขาม สวมเกราะทอง ควบม้าดำทมิฬคู่ใจออกศึก ร่างกาย น้ำเสียงดูฮึกเหิมปลุกใจ เป็เยี่ยงอย่างแก่ทหารนับแสน
"เฮ้!! เฮ้!!" ทหารนับแสนกระทุ้งทวนแสกทบพื้นดังก้อง พร้อมโห่ร้องส่งเสียงเชิดชูผู้เป็นาย ข่มขวัญฝั่งศัตรูได้ดียิ่ง
"อะฮ่า ฉือเว่ยกวง คนเช่นเ้า ตายยากจริงๆ ข้าคิดว่าข่าวคราวที่ข้าได้รับมานั้น ไม่ผิดแน่ " แม่ทัพฝั่งศัตรูะโเสียงดังเพื่อเย้ยหยัน
"ผิดแล้ว ผิดแล้ว หากข้าเว่ยกวงสิ้นนั้น จะยืนชูคอรอสังหารพวกเ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
"ที่แท้ คนร้ายชุดดำที่รอสังหารข้าอย่างคนขลาดเขลา คือคนที่พวกเ้าส่งไปนี่เอง!! " เว่ยกวงรู้ได้ทันทีว่าผู้ใดอยู่เื้ั เื่ชุลมุนทั้งหมด
" หึหึ ชีวิตเทวทูตเดินดินเช่นเ้า มีผู้ใดไม่้าปลิดชีพบ้างล่ะ!! "
"เอาล่ะ อย่ามัวแต่พูดพล่ามให้มากความ เสียเวล่ำเวลาไปมากโข จะมาสังหารคนก็อย่ารอช้า!! " แม่ทัพฝั่งศัตรูเริ่มท้าทาย
"ดี !! พูดได้ดี !!!" เว่ยกวงผายมือ ยกดาบเสียดฟ้า เป็สัญญาณแห่งการเริ่มนองเื ทันใดนั้นทหารทั้งสองฝั่ง วิ่งเข้าหากัน ห้ำหั่นอย่างเืเย็น
ทว่าไม่นานนักหลังจากาเริ่ม ฉือเว่ยกวงต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ไร้ความปรานี แม้ร่างกายจะอ่อนแรงเต็มทน แน่นอนว่า ฝืนสู้ได้ไม่นานนัก เว่ยกวงผู้นี้พลาดท่าให้กับแม่ทัพใหญ่เ้าเล่ห์ฝ่ายศัตรูอย่างน่าอนาถ ทหารแสนนายถูกสังหารอย่างง่ายดายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม
"นี่เ้า!! ชนะเยี่ยงนี้มิถือว่าเป็ชัยของมหาบุรุษ !!" เว่ยกวงถุยน้ำลายในปากที่ปนเืสาดใส่หน้าเท้าของพวกมัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้วินาทีสุดท้ายที่ตัวตาย เขาเองไม่ยอมสยบให้ใคร
"ดีจริงๆ วันนี้ข้าจะได้เป็ผู้สังหารแม่ทัพใหญ่แห่งชิงเป่ย ผู้ได้รับขนานนามว่าเทวทูตเดินดิน เห็นทีชื่อเสียงนี้คงไม่เหมาะกับคนอย่างเ้าอีกต่อไป " คำเย้ยหยันเจาะทะลวงผ่านเกราะทอง ฝังลงลึกกลางใจชายนักรบผู้ไม่เคยแพ้พ่ายอย่างเว่ยกวง
"เร็วเข้า!!! สังหารข้าซะ !!" เว่ยกวงทนความอัปยศไม่ไหว ถึงขั้นร้องขอความตาย
"อะฮ่าาาา ขอพึงใจจริงเชียว ดูท่าเห็นเ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้มันทำให้ข้าสุขใจเสียยิ่งกว่าบั่นคอให้เ้าตาย!!!" แม่ทัพร้ายยกถุงเหล้าแรงอมกลั่วร่องปาก ก่อนจะพ่นถุยถ่มรดหน้าเว่ยกวงให้ไร้เกียรติ
"แม่ทัพขอรับ... นายท่าน้าให้เว่ยกวงผู้นี้รอดชีวิต อยู่อย่างอดสู มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย เป็เช่นนั้น... ท่านจะได้รับรางวัลที่ใหญ่กว่า" ทหารข้างกายเข้ากระซิบหูแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นาย ก่อนที่เขาจะสังหารเว่ยกวงเพื่อสังเวยคมดาบ
"จริงสินะ!!"
"ดี!! เช่นนั้นข้าจะทำให้เ้าได้ลิ้มรสชีวิตที่ตายทั้งเป็!!" หลังจากพูดจบประโยค เขาชักดึงมีดสั้นด้ามเล็ก กรีดเืกรีดเนื้อตามลำตัวมิให้เอ็นขาด ทว่าจุดสุดท้ายที่เขาวาดเล็งไว้นั้น คือใบหน้าโฉมงามของเว่ยกวง มันถูกคมมีดกรีดเฉือนไม่ละเว้น
หลังจากชิงเป่ยได้รับความพ่ายแพ้ ทหารนับแสนตายอย่างน่าเวทนา และทหารผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่... ถูกคุมตัวกลับไปเป็เชลยที่เสียนอิง เว่ยกวงเองถูกตรึงร่างไว้กลางลานกว้าง เืสดๆตามร่างกายค่อยๆไหลหยดจนแห้งเหือด นกแร้งบินตอมราวฝูงแมลงวัน
"เลวระยำ ช่างเืเย็นนัก " วินาทีนั้นเว่ยกวงอยากจะตายไปให้สิ้นเื่ หากมีมีดดาบใกล้มือ เขาอยากจะปลิดชีพตนเองซะ... ทว่าแม้แต่แรงเอียงตัวยังไม่มี จะสังหารตนเองให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร
แววตาที่ริบหรี่สิ้นหวังกำลังหลับลง เปลือกตาค่อยๆหย่อนยานปกปิดโลกให้มืดทึบ เสียงฝีเท้าม้าเร็ววิ่งมาอย่างองอาจ
"ท่านแม่ทัพ!! ท่านแม่ทัพอยู่นั่น!! เร็วเข้า!!" เป็เยี่ยชิงและทหารสองสามนาย ออกตรวจตราเสาะหาผู้รอดชีวิต และช่วยเหลือได้ทันเวลา
"เป็อีกคราแล้วสินะ ที่คนเช่นข้ากึ่งเป็กึ่งตาย..." เว่ยกวงฉุกคิดขึ้นมา ก่อนจะหมดสติไปเพราะเสียเืมาก