บทที่ 22
ดึงตัวแปรใหม่มาใช้ชั่วคราว...
เวลานี้เอวาทำได้เพียงเหลือบสายตามองศัตรูด้วยความแค้นเท่านั้น อีกฝ่ายอยู่สูงเกินไป ความแข็งแกร่งของเธอทำได้แค่จำนนต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
เอวาบ่นกับตัวเองอย่างหงุดหงิดกับวาระสุดท้ายที่ต้องเผชิญ
“เวรเอ้ย!! พ่ายแพ้ฮาเดสก็ว่าแย่แล้ว ยังต้องมาแพ้ให้กับไอ้คลั่งนี้อีก น่าหงุดหงิดจริงๆ” ตลอดชีวิตของเอวา หากนับการต่อสู้ที่ใช้ชีวิตเป็เดิมพัน ถึงตรงนี้เธอพ่ายแพ้ให้กับคนสองคนเท่านั้น ทว่าสองคนที่ว่านั้นเกิดขึ้นใน่เวลาที่ไล่เลี่ยกันจนน่าหงุดหงิด
ขณะที่ลูคัสกำลังจะลงดาบปิดงานสังหารอีกฝ่าย ในตอนนั้นเอวาััได้ถึงแรงสั่นะเืของต้นไม้ใบหญ้า เสมือนประกายแสงแห่งความหวังที่สาดเข้ามา ไม่มีทางเลือกอื่นได้แต่ลองเสี่ยงดวงดูสักครั้ง หญิงสาวร้องะโออกมาสุดเสียงเป็ภาษาบาบาเลียนตามที่ได้เล่าเรียนมา
“อัช-รากห์-วาบรัล-ดาน!วาบรัล-ดาน!! (ศัตรูบุก ศัตรูบุกเข้ามาแล้ว)”
ทันใดนั้น เองประกายแสงพวยพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ลูกธนูกระแทกเข้าใส่ดาบของลูคัสอย่างจัง ความรุนแรงพอที่จะผลักดาบที่กระชับไว้ในมือแน่นให้ถอยห่างออกไปจากร่างของเอวาได้ทันที
เห็นแบบนั้น เอวาสบถคำพูดพร้อมกวาดสายตามองไปรอบๆ
“พลุไฟก็จุดเป็สัญญาณ แถมมีเสียงะเิ ตูมตามขนาดนั้น ต้องรอให้บ้านของพวกเ้าถูกเผาก่อนถึงจะโผล่หัวกันออกมาหรือไง ไอ้พวกชนเผ่าบาบาเลียน!!!”
บัดนี้ รอบๆตัวของลูคัสและเอวา ปรากฏร่างสูงใหญ่ในมุมมืด รูปร่างของพวกเขามีความสูงราวๆสามถึงสี่เมตร กล้ามเนื้อแน่นราวกับเหล็ก ผิวกายแต้มด้วยรอยสัก สวมหนังสัตว์แทนชุดเกราะ บางตนถือธนู บางตนถือขวาั์ ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงแสดงถึงความโกรธแค้นของการถูกบุกรุก
สำหรับเผ่าบาบาเลียนแล้ว ผืนป่าเหมือนท้องฟ้า ต้นไม้เสมือนบ้าน หินผาทุกก้อนถือเป็สมบัติของชนเผ่า การที่ลูคัสและเอวารุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตอีกทั้งยังทำลายไม่เลือกได้สร้างความโกรธแค้นให้กับพวกมันเป็อย่างมาก
เอวาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เธอทบทวนความจำที่เรียนรู้มาจากหนังสือ เรียบเรียงตัวอักษรของบาบาเรียนให้เป็ภาษาพูด เธอสุมฟืนเข้ากองไฟ ชี้ไปยังตัวตนของลูคัส พร้อมกับะโออกมาสุดเสียง
“คา-นา คา-นา!! (ศัตรู ศัตรู!!)”
ถึงแม้ชนเผ่าบาบาเลียนจะเกิดความสงสัยว่าเหตุใด มนุษย์ถึงใช้ภาษาของพวกมันได้ แต่เื่นั้นเอาไว้ถามทีหลัง พวกมันจำเป็ต้องจัดการศัตรูผู้บุกรุก ที่เข้ามาทำลายผืนป่าที่เปรียบเสมือนบ้านให้ได้เสียก่อน!!
ภาษาบาบาเลียนนั้นมีบันทึกไว้ในหนังสือของตระกูลชั้นสูง สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการอ่าน เพียงแต่ว่า การออกเสียงนั้นเป็เื่ยากสำหรับมนุษย์ หากออกเสียงผิดพลาดไปเล็กน้อยความหมายจะเปลี่ยนไปและทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับพวกบาบาเลียนได้เข้าใจ
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เอวาเข้าออกห้องสมุดของตระกูล เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านออกเสียงภาษาบาบาเลียน และถึงแม้ว่าตัวของลูคัสจะมีความรู้ศึกษาภาษาของพวกบาบาเลียนมาบ้าง แต่เขาไม่ได้ฝึกออกเสียงให้มากพอ ทำให้ทุกคำพูดที่ลูคัส พยายามจะสื่อสารไม่อาจบอกกล่าวให้เ้าของภาษาเข้าใจได้และด้วยเหตุนี้ ลูคัส จึงกลายเป็ศัตรูในสายตาของพวกมันทันที
“ฮาโวร์รร์~~~”
“ฮาโวร์รร์~~~”
เสียงกู่ร้องพวกบาบาเลียนดังสนั่นหวั่นไหว ภาพการรุมล้อมต่อสู้กลับมาอยู่ในสายตาของเอวาอีกครั้ง เสมือนการต่อสู้ที่ขบวนคาราวานได้ปรากฏให้เห็นใหม่ หากแต่ในครั้งนี้ พวกบาบาเลียนหลายสิบชีวิตมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเดียวกับโอเวนเกือบทั้งหมด เว้นก็เพียงตัวที่คล้ายเป็หัวหน้า บาบาเลียนเพศชายร่างมหึมาสามารถปลดปล่อยกลิ่นอายสังหารออกมาได้ในระดับเดียวกับลูคัส
การถูกรุมล้อมด้วยนักสู้ระดับนี้ อย่าว่าแต่ไล่จับเอวาเลย แม้แต่จะเอาชีวิตรอดออกไปยังเป็เื่ยาก
เอวาคิดว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่พบเจอกลุ่มบาบาเลียนที่แข็งแกร่ง พวกมันรอาจเป็ตัวแปรที่จะช่วยให้เธอรอดไปจากสถานการณ์เป็ตายนี้ได้
แต่สำหรับลูคัส เขาก็คิดว่าตัวเองโชคดีเหมือนกันที่ได้เผชิญหน้ากับบาบาเลียนกลุ่มนี้ เพราะในเขตอาศัยของพวกบาบาเลียน ยังมีกลุ่มที่แข็งแกร่งกว่านี้อีกมากมาย หากได้เผชิญกับบาบาเลียนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับอัศวินระดับไดมอนด์หรือมาสเตอร์แล้วละก็ ผลลัพธ์คงออกมาเลวร้ายถึงขีดสุด!!
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรุนแรงถึงขีดสุด เอวาอดทึ่งไม่ได้ ที่เห็นความแข็งแกร่งของลูคัสเต็มสองตา ทั้งประสบการณ์การต่อสู้ ความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความแม่นยำ บางทีเขาอาจเป็นักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับเงินก็ได้ ซึ่งความคิดของเธอก็ไม่ได้เกินความจริงไปเลย เพราะถ้าลูคัสมีความตั้งใจที่จะทะลวงระดับของตนเองแล้วละก็...เวลานี้เขาอาจก้าวข้ามระดับทองไปสู่ระดับเอมเมอรอลแล้วก็เป็ได้
“บอร์โรวด์ดาร์กเนส*(วิถีการหยิบยืมพลังความมืด)” ทักษะไม้ตายของลูคัสถูกใช้ออกมา ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยออร่าสีดำเต็มรูปแบบ ถึงไดรฟ์จะอยู่ในระดับเงิน แต่พลังที่ใช้ออกมา ไม่ได้แตกต่างจากระดับทองเลยแม้แต่น้อย
เอวาจ้องมองการต่อสู้ พร้อมกับใช้โอกาสนี้ในการปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องตน าแภายนอกพอที่จะทนไหว แต่กระดูกซี่โครงที่หักแทงอวัยวะภายเป็อาการาเ็ที่อันตราย แต่ว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าโพชั่นฟื้นฟู หลังจากเอวาหยดมันลงที่าแแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนผ่านมือหมอมาเลยทีเดียว
“คิดถูกจริงๆที่แอบขโมยมันมาจากคลังของตระกูล”
จากนั้นเธอพยายามเฝ้ามองการต่อสู้ เพื่อที่จะหาโอกาสดีในการลอบโจมตี เอวาพยายามลอบโจมตีลูคัสหลายครั้ง แต่ปัญหาก็คือออร่าที่สามารถเคลือบอากาศให้กลายเป็ของแข็ง มักจะคอยปัดป้องไม่ให้อาวุธใดต้องัักับร่างกายได้สำเร็จ
หากจะลอบโจมตีให้สำเร็จละก็ จะต้องไม่ใช่แค่โอกาสดี...แต่ต้องเป็โอกาสที่อีกฝ่ายไม่อยู่ในสภาพที่จะป้องกันได้ แต่ถึงกระนั้นแม้การต่อสู้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเพียงใด ซากศพของเหล่าบาบาเลียนล้มกองใต้เท้าของลูคัสมากขนาดไหน แม้ว่าเขาจะเหนื่อยล้าและอ่อนแรงแค่ไหน ลูคัสก็ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เอวาลอบโจมตีได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
“ช่างเป็ความแข็งแกร่งที่น่าอิจฉาจริงๆ” เอวาหรี่สายตาจ้องมองลูคัสที่กำลังฟาดฟันและตั้งรับการโจมตีของกลุ่มบาบาเลียน
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ “ถ้าเ้าเป็ฝ่ายชนะ ฉันคงเป็ฝ่ายที่ต้องตาย ผลลัพธ์จะออกแบบไหนก็คงมีแค่ฟ้าเท่านั้นที่จะกำหนดได้”