บรรยากาศภายในสตูดิโอโกดังเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยความเป็มืออาชีพ ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลต์ดวงใหญ่หลายสิบดวงที่ส่องสว่างเจิดจ้า แข่งกับแผ่นสะท้อนแสงที่ทีมงานฝ่ายจัดแสงคอยปรับมุมอยู่ตลอดเวลา สายไฟเส้นหนาถูกลากระโยงระยางไปตามพื้นคอนกรีต โดยมีทีมงานหลายสิบชีวิตคอยทำหน้าที่ของตนเองอย่างขะมักเขม้นอยู่หลังกล้อง
ธีร์ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง พิงแผ่นหลังเข้ากับลังไม้เก่าๆ ที่ถูกใช้เป็อุปกรณ์ประกอบฉาก ั์ตาสีเข้มทอดมองดูการทำงานของนักแสดงเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ
หากมองในมุมมองของคนที่ฝึกฝนและคลุกคลีอยู่กับศิลปะการต่อสู้มาอย่างจริงจัง ท่วงท่า การลงน้ำหนัก และทักษะการต่อสู้ของ 'ก๊อต' ดาราหนุ่มหน้าหล่อที่กำลังเข้าฉากอยู่นั้น ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเด็กหัดเดินที่เพิ่งจะเรียนรู้วิธีก้าวเท้าให้ตรงเส้น มันเต็มไปด้วยช่องโหว่ ความเชื่องช้า และการจัดระเบียบร่างกายที่ขัดกับหลักกายภาคศาสตร์ ทว่า หากตัดเื่ทักษะการต่อสู้ทิ้งไป แล้วมองในแง่ของ 'นักแสดง' ล้วนๆ ธีร์ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้ชายคนนี้เป็นักแสดงมากฝีมือ ที่มีความทุ่มเทและมีพร์ในการดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างน่าชื่นชม
บนพื้นที่ว่างหน้าฉากผ้าใบสีเขียวผืนั์ การถ่ายทำฉากแอ็กชันตะลุมบอนได้ผ่านพ้นไปแล้ว และตอนนี้กำลังเข้าสู่ฉากการสนทนาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความกดดัน
เบื้องหน้าเลนส์กล้อง ก๊อตกำลังสวมบทบาทตำรวจหนุ่มสายสืบที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ สีหน้า แววตาที่สั่นระริก และน้ำเสียงที่เปล่งออกมา ดูสมจริงจนน่าทึ่ง เขากำลังยืนประจันหน้ากับ 'มิลิน' นักแสดงสาวสวยเฉี่ยวที่รับบทเป็นางเอกของเื่ การรับส่งอารมณ์ของทั้งคู่ไหลลื่นและเป็ธรรมชาติ บทสนทนาที่เชือดเฉือนเกี่ยวกับการพลาดท่า ปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องหนีรอดไปได้ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ดาราสาวสวยส่งสายตาผิดหวังและต่อว่าตำรวจหนุ่มที่ทำงานพลาดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ชวนให้คนที่ยืนดูอยู่รอบนอกรู้สึกอินไปกับเนื้อเื่ได้อย่างง่ายดาย
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังทอดสายตาชมโลกมายาเบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ความรู้สึกสั่นะเืเบาๆ จากกระเป๋ากางเกงก็ดึงความสนใจของเขาไป ธีร์ละสายตาจากกองถ่าย ล้วงมือเข้าไปหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องบางขึ้นมาดู หน้าจอที่สว่างวาบปรากฏชื่อของ 'เพียงฟ้า' โชว์หราอยู่
เขาขยับตัวเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณที่ทีมงานยืนกระจุกตัวกันอยู่เล็กน้อย มุ่งหน้าไปยังมุมอับใกล้กับประตูทางออก เพื่อไม่ให้เสียงพูดคุยของตนเองไปรบกวนการบันทึกเสียงของกองถ่าย ก่อนจะกดรับสายและกรอกน้ำเสียงราบเรียบลงไป
"ครับ"
"ติดขัดอะไรหรือเปล่าคะ?"
น้ำเสียงหวานใสทว่าแฝงไปด้วยความสง่าผ่าเผยและเจือความสงสัยในแบบฉบับของนางพญาดังลอดมาตามสาย "ฉันเห็นคุณไปร้านตัดเสื้อตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่เห็นกลับมาที่บ้านเลย... มีปัญหาอะไรเื่ชุด หรือว่าหลงทางหรือเปล่าคะ?"
"อ๋อ เปล่าครับ" ธีร์ตอบกลับไปตามความจริงด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "พอดีผมลองชุดเสร็จแล้ว ก็เลยออกไปขับรถเล่นนิดหน่อยน่ะครับ แล้วบังเอิญเจอหยกเข้า ก็เลยถูกลากมาดูงานถ่ายหนังที่สตูดิโอ"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ ก่อนที่เสียงของเพียงฟ้าจะดังขึ้นอีกครั้งด้วยความแปลกใจ
"ไปเจอหยกที่ไหนเหรอคะ?"
"พอดีผมแวะซื้ออาหารไปให้หมาแมวจรจัดอยู่ข้างถนนน่ะครับ แล้วก็เจอคุณหยกที่กำลังขับรถไปทำงานเห็นเข้าพอดี เธอจอดรถทักทาย แล้วก็ลากผมให้ตามมาที่นี่เลย"
ความเงียบโรยตัวลงบนบทสนทนาข้ามสายอีกครั้ง คราวนี้กินเวลานานกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนที่เสียงหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดีจะดังแว่วมาให้ได้ยิน
"ฮะๆ... สมกับเป็ยัยหยกจริงๆ" เพียงฟ้าเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ นึกภาพเพื่อนสนิทจอมห้าวของตนเองออกได้อย่างชัดเจน "แล้วเป็ยังไงบ้างคะ ดูงานแสดงสนุกไหม?"
ธีร์ทอดสายตามองกลับไปยังใจกลางเซตถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้ผู้กำกับยังคงนั่งจ้องจอมอนิเตอร์อย่างตั้งใจโดยไม่สั่งคัต ก๊อตและมิลินยังคงสาดอารมณ์ใส่กันผ่านบทสนทนาที่เข้มข้น ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อเห็นความตั้งใจของคนเ่าั้
"ก็สนุกดีครับ" เขาตอบกลับไปสั้นๆ
"ถ้าเป็แบบนั้นก็ดีแล้วค่ะ..." น้ำเสียงของเพียงฟ้าอ่อนโยนลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยความโล่งใจที่ััได้ "ฉันแอบกลัวอยู่เหมือนกัน... ว่าใครบางคนจะคิดถึง 'สนามรบ' จนไม่อยากอยู่ที่นี่ซะอีก"
ธีร์เพียงแค่คลี่ยิ้มรับกับคำพูดนั้น ั์ตาสีเข้มของเขายังคงทอดมองไปข้างหน้า โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาเพื่อตอบโต้ หรือแก้ตัว ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันไปชั่วขณะ
"เอาเป็ว่า... ถ้าเย็นนี้คุณจะกลับมาทานมื้อเย็นที่บ้าน หรือว่าจะไปทานข้าวกับยัยหยกต่อ ก็โทรมาบอกกันด้วยนะคะ ฉันจะได้ให้แม่บ้านเตรียมอาหารเผื่อถูก"
คิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับประโยคเมื่อครู่ สถานะระหว่างเขากับเธอคือ 'คู่หมั้น' แต่เธอกลับพูดเื่ที่เขาจะไปทานมื้อเย็นกับเพื่อนสนิทของเธอได้อย่างหน้าตาเฉย ราวกับว่ามันเป็เื่ปกติที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แถมยังไม่มีน้ำเสียงของการหึงหวง หรือการแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้จะรู้สึกตะหงิดใจ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ตั้งคำถาม เขาทำเพียงแค่ตอบรับไปสั้นๆ
"ครับ"
"งั้นก็... ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะคะ"
น้ำเสียงของเพียงฟ้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ได้ราบเรียบเหมือนตอนต้น แต่กลับเจือไปด้วยความเ้าเล่ห์และเย้ายวนแปลกๆ ที่ทำให้คนฟังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
"แล้วก็... อย่าไปทำตัวเ้าชู้กับใครที่ไหนนะคะ..." เธอจงใจทอดเสียงยาว ทิ้งจังหวะอย่างมีเลศนัย "เพราะฉันยังไม่ได้ถามคุณเลย... ว่าไอ้คำว่า 'ก็มีบ้าง' ของคุณน่ะ... มันมีใครบ้าง"
ธีร์ยืนนิ่งงันไปในทันที ร่างกายของเขาแข็งทื่อ รอยยิ้มบางๆ ที่เคยกอดเก็บไว้บนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...
ปลายสายชิงตัดไปเสียดื้อๆ ทว่า ในเสี้ยววินาทีก่อนที่สัญญาณจะขาดหาย ธีร์มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า เขาได้ยินเสียงหัวเราะ 'คิกคิก' อย่างสะใจดังลอดมาให้ได้ยิน
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลมหายใจที่พรูออกมาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เขาพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงคนนี้ในทุกๆ ทางจริงๆ ธีร์ส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ยัดใส่ลงไปในกระเป๋ากางเกงตามเดิม
ป้าบ!!
"โย่ว! เป็ไงบ้าง ดูการถ่ายทำสนุกไหม!?"
ธีร์หันไปตามเสียง ฝ่ามือที่ตบลงมาบนแผ่นหลังไม่ได้แรงมากนักแต่ก็เต็มไปด้วยความสนิทสนม หยกนภาในเวลานี้สลัดคราบผู้กำกับคิวบู๊จอมเนี๊ยบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงหญิงสาวลุคทอมบอยที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้มร่าเริง
"ก็สนุกดีครับ" ธีร์คลี่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไป
"งั้นเหรอ?" หยกยิ้มกว้าง "ถ้าอย่างนั้น... เดี๋ยวไปทานข้าวด้วยกันไหมล่ะ? ฉันเลี้ยงเองเลย พอดีรู้จักร้านอร่อยๆ อยู่แถวนี้ด้วยนะ"
"ไม่ดีกว่าครับ เกรงใจเปล่าๆ" ธีร์เอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ
"โธ่! จะมาเกรงจงเกรงใจอะไรกันเล่า" หยกทำตัวใจป๋า โบกมือปัดไปมา "ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า ปกติฉันก็พาลูกทีมของฉันไปเลี้ยงข้าวเป็ประจำอยู่แล้ว ไปด้วยกันนี่แหละ"
"ไปด้วยกันเถอะครับคุณธีร์" สตันต์แมนหนุ่มคนเดิมที่เคยเข้ามาคุยด้วยก่อนหน้านี้ เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาพร้อมกับเอ่ยชวนอีกแรง
ธีร์หันไปส่งยิ้มให้กับสตันต์แมนคนนั้น ก่อนจะหันกลับมาหาหยกแล้วตอบอย่างมีมารยาททว่าหนักแน่น "ขอบคุณสำหรับคำชวนจริงๆ นะครับ แต่คงต้องขอเป็โอกาสหน้าแล้วกัน พอดีว่าผมมีธุระที่ต้องไปจัดการต่อน่ะครับ"
"ธุระ?" หยกเลิกคิ้วสูง ทำหน้าฉงน "นายเพิ่งจะมาอยู่ประเทศไทยได้ไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ... จะมีธุระอะไรให้ไปจัดการกันฮึ?"
ชายหนุ่มเพียงระบายยิ้มออกมา "ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีมันเป็ธุระที่ต้องไปจัดการจริงๆ... ไว้วันหลังผมจะเป็คนเลี้ยงข้าวเพื่อขอโทษคุณก็แล้วกันนะครับ"
พูดจบ ธีร์ก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวและเดินผละออกไปจากบริเวณนั้นทันที ทิ้งให้หยกและบรรดาลูกทีมมองไล่หลังแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความรู้สึกเสียดาย
ทว่า คล้อยหลังธีร์ไปได้เพียงไม่กี่วินาที เสียงของดาราหนุ่มคนดังก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
"คุณหยกครับ! การแสดงของผมเมื่อกี้เป็ยังไงบ้างครับ?"
ก๊อตเดินอาดๆ เข้ามากลางวง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างโชว์ความมั่นใจ "ผมบอกแล้วใช่ไหมล่ะครับว่าผมเต็มที่อยู่เสมอ แล้วคุณหยกก็เห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าผมเตรียมตัวมาดีขนาดไหน"
หยกและลูกทีมทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่ ไม่มีใครแสดงสีหน้าตื่นเต้น ประทับใจ หรือเอ่ยปากชมเชยออกมาเลยสักคนเดียว บรรยากาศนิ่งเงียบจนก๊อตชะงักไปนิดหน่อย แต่เขาก็ยังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้และเดินหน้าเสนอตัวต่อ
"เอ่อ... คือผมอยากจะตอบแทนทุกคน ที่ช่วยให้การถ่ายทำในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีน่ะครับ ถ้าเป็ไปได้... ผมอยากจะขอเป็คนเลี้ยงข้าวพวกคุณ..."
"ไว้วันหลังก็แล้วกันนะก๊อต" หยกเอ่ยตัดบทขึ้นมาดื้อๆ ก่อนที่ก๊อตจะทันพูดจบประโยค "เพราะว่าวันนี้... ฉันตัดสินใจเอาไว้แล้ว ว่าฉันจะเป็คนเลี้ยงข้าวพวกเขาน่ะ"
ก๊อตทำหน้าแปลกใจไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าฉีกยิ้มหล่อเหลา "อ้าว ถ้าเป็อย่างนั้นก็พอดีเลยสิครับ! เดี๋ยวให้ผมช่วยเลี้ยงด้วยก็แล้วกันครับ เพราะผมอยากจะตอบแทนทุกคนที่เหนื่อยกันมาทั้งวันจริงๆ"
หยกคลี่ยิ้มบางๆ อย่างเป็มิตร ก่อนจะเอ่ยเบรกอย่างนุ่มนวล "วันนี้... ก็ใช่ว่าจะปิดกล้องซะหน่อยนะ"
คำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใย ทำเอาก๊อตถึงกับไปไม่เป็ ดาราหนุ่มได้แต่ยิ้มเปลี่ยนๆ และพยักหน้ารับอย่างเป็มิตร "น... นั่นสินะครับ เอางั้นก็ได้ครับ ไว้วันหลังคุณหยกต้องห้ามเบี้ยวนะครับ ต้องให้ผมได้เลี้ยงข้าวทุกคนด้วย... เพราะผมอยากตอบแทนทุกคนมานานแล้วจริงๆ ครับ"
...
บนถนนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซอยทางเข้าโกดังสตูดิโอ รถเก๋งสี่ประตูสีบรอนซ์เงินคันเดิมยังคงจอดซุ่มอยู่อย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องโดยสาร ชายฉกรรจ์ในชุดสูทที่นั่งอยู่เบาะหลัง และชายคนที่ทำหน้าที่อยู่หลังพวงมาลัย กำลังก้มหน้าก้มตากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคัพเพื่อประทังความหิว
กริ๊ก...
ประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับถูกเปิดออก ชายในชุดสูทอีกคนที่เพิ่งเดินกลับมา ก้าวเข้ามานั่งประจำที่พร้อมกับถุงพลาสติก
"เป็ไงบ้างวะ?" ชายที่นั่งหลังพวงมาลัยเอ่ยถาม
ชายที่นั่งข้างคนขับล้วงเอาขนมปังออกจากถุง ฉีกซองพลาสติกออกแล้วกัดคำโต ก่อนจะเคี้ยวและตอบกลับมา "เรียบร้อย... ได้มาแปดคน"
"แน่ใจแล้วนะ ว่าพวกมันน่ะจะไม่มีใครสืบสาวไปถึงตัวคุณวศินได้?" คนขับถามย้ำ
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า..." ชายที่กำลังเคี้ยวขนมปังตอบอย่างไม่ยี่หระ "ไอ้พวกห่าเนี่ย มันเข้าออกเรือนจำเป็ประจำอยู่แล้ว... แค่พวกมันรุมกระทืบทำให้ชายคนหนึ่งพิการ ไม่มีใครเขาสงสัยหรอก อย่างมากก็แค่ถูกมองว่าเป็พวกปล้นชิงทรัพย์ทั่วไปนั่นแหละ"
ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่เบาะหลังหยุดกินบะหมี่ ก่อนจะเอ่ยแย้งขึ้นมาทันที "เฮ้ย... ปล้นชิงทรัพย์บ้าอะไรวะ มีตั้งแปดคน แล้วมารุมปล้นมันคนเดียวเนี่ยนะ!?"
"กูแค่พูดเฉยๆ เว้ย!" ชายคนขับหันไปสวนกลับ "ความหมายของกูก็คือ... มันไม่มีใครเขาสงสัย หรือแปลกใจในการกระทำของพวกมันหรอกโว้ย!"