ลานหน้าเรือนหลักของจวนรองเสนาบดีตอนนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม พรมแดงทอดยาวจากหน้าประตูเรือนใหญ่ไปจนถึงศาลากลางสวน ทั้งสองฝั่งทางเดินประดับด้วยโคมแดงที่แกว่งไกวตามลม กลิ่นหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้จากสวนโดยรอบลอยปะปนมากับสายลม ให้ความรู้สึกสงบละมุนในยามเช้า
ตลอดสองข้างทาง บ่าวไพร่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมงานเลี้ยง เมื่อเห็นคุณหนูรองของจวนเดินมา ต่างก็หยุดมือลงพร้อมก้มหัวทำความเคารพ
คุณหนูรอง หญิงสาวที่คนในจวนแทบจะลืมเลือนไปแล้ว
คุณหนูที่มีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยออดแอดแทบทั้งปี ใช้ชีวิตเงียบงันอยู่แต่ภายในเรือนฮวาหง ไม่เคยออกมาสุงสิงกับผู้ใด ไม่ปรากฏตัวแม้ยามมีงานสำคัญของตระกูล จนหลายคนเผลอหลงลืมไปแล้วว่า ในจวนหลังนี้ยังมีคุณหนูรองอยู่อีกคนหนึ่ง
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับปรากฏตัวขึ้น หลังจากเกือบก้าวข้ามประตูผี ก้าวเท้าออกจากเรือนฮวาหงมาเยือนเรือนใหญ่ในรอบหลายปี
อวี้หลันเดินทอดน่องออกมาจากเรือนฮวาหงด้วยกิริยาสงบ โดยมีฉิงหว่านคอยประคองอยู่ข้างกาย เดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปยังเรือนใหญ่ เสียงฝีเท้าของนางเบาแทบไร้เสียง แต่กลับเรียกความสนใจของบ่าวไพร่รอบข้างได้เป็อย่างดี
คุณหนูรองผู้นี้ แม้จะสวมเพียงชุดผ้าแพรสีอ่อนเรียบง่าย ไร้ลวดลาย ไร้เครื่องประดับ ผมดำเงางามผูกเป็เปียผมสองข้างเรียบง่าย แต่กลับยิ่งขับให้ร่างบอบบางของนางดูอ่อนโยนและละมุนละไมยิ่งขึ้น ยิ่งฟื้นจากอาการป่วยยิ่งดูบอบบางอ่อนแอ จนคนนึกอยากทะนุถนอม
อวี้หลันไม่ได้ใส่ใจกับสายตาหรือความคิดของผู้ใด นางเพียงกวาดตามองอย่างเงียบๆ
สายตาของพวกเขาที่มองมาแฝงไว้ด้วยความแตกต่างอย่างชัดเจน
บางคนแววตาอ่อนน้อม แสดงออกถึงความเคารพอย่างแท้จริง และเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร โดยเฉพาะพวกบ่าวเก่าแก่หรือคนที่เป็คนของรองเสนาบดีอวี้ พวกเขาก้มศีรษะลงเคารพนางอย่างจริงใจ
แต่บางคนแม้จะก้มหน้า แต่สายตากลับแฝงความเย้ยหยันดูแคลน บางคนแอบกลอกตา บางคนเม้มปากยามแอบมองเสื้อผ้าเรียบง่ายของนาง
อวี้หลันเดินผ่านไปโดยไม่เอ่ยอะไร รอยยิ้มบางแต่งแต้มมุมปากหากแต่ในใจกลับกำลังมองสำรวจคนเ่าั้
ไม่ยากเลยที่จะแยกแยะ เพียงมองแววตาและท่าที ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครภักดีต่อใคร ใครเป็คนของใคร
เมื่อมาถึงหน้าเรือนหลัก อวี้หลันก้าวเข้าไปภายในอย่างสงบ ท่วงท่าของนางเรียบง่ายเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนนุ่มนิ่ม ดวงตาอ่อนหวานกวาดมองไปรอบห้องโถงปราดหนึ่ง ภายในเรือน ทุกคนต่างนั่งประจำที่กันครบแล้ว
ผู้ที่นั่งในตำแหน่งสูงสุดด้านหัวโต๊ะคือบิดาของนาง รองเสนาบดีอวี้จิ้ง ถัดไปด้านขวาคือเซิ่งซื่อ ภรรยาเอกผู้เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง นางแต่งกายงดงามราวนางในวัง เสื้อคลุมเนื้อดีปักดิ้นทองั้แ่แขนเสื้อจรดชายกระโปรง
ด้านข้างเซิ่งซื่อควรจะเป็ที่ของอวี้เฉินน้องชายร่วมมารดาผู้เป็ทายาทโดยชอบธรรม เก้าอี้ที่ควรจะเว้นว่างไว้ กลับมีร่างของ อวี้คุน บุตรชายของเซิ่งซื่อนั่งอยู่เสียแทน ท่าทางสง่าผ่าเผยราวเ้าของที่นั่งแต่กำเนิด
ทางฝั่งซ้ายของบิดาก็ไม่ต่างกัน ที่นั่งซึ่งควรเป็ของนาง ในฐานะบุตรสาวภรรยาเอกผู้ล่วงลับ กลับถูก อวี้เหมย ยึดครองอย่างเต็มภาคภูมิ ใบหน้างามแต่งแต้มจนเจิดจ้า เสื้อผ้าล้วนหรูหราไม่แพ้ผู้ใด
ผู้คนบนโต๊ะล้วนแต่งองค์ทรงเครื่องกันราวออกจากตำหนักใน ริ้วผ้าปักดิ้นเงินดิ้นทองระยับตา อาหารเลิศรสถูกจัดเรียงอย่างพิถีพิถันบนโต๊ะยาวตรงหน้า มองดูโอ่อ่าสมฐานะตระกูลขุนนาง
ทันทีที่อวี้หลันปรากฏตัว สายตาทุกคู่ก็หันมองเป็จุดเดียว ความเงียบงันแ่เบาแผ่คลุมทั่วทั้งห้องโถงอยู่เพียงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มของรองเสนาบดีอวี้จิ้งจะดังขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก
"หลันเอ๋อร์ เ้ามาแล้วหรือ"
"หลันเอ๋อร์มาช้า ขออภัยท่านพ่อเ้าค่ะ"
อวี้หลันย่อกายลงแววตาอ่อนโยนนอบน้อม เสียงของนางนุ่มนวลอ่อนหวาน ท่าทางอ่อนแรงคล้ายยังไม่หายดีจากอาการป่วย ทว่าท่าทีนั้นกลับยิ่งขับให้ผู้คนบนโต๊ะอดไม่ได้ที่จะจับจ้องเงียบๆ
"ไม่เป็ไรๆ ร่างกายของเ้าอ่อนแอ พ่อจะกล้าตำหนิเ้าได้อย่างไร มาเถอะ ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียหมด"
อวี้จิ้งเอ่ยกับบุตรสาวอย่างอ่อนโยน เขาจำไม่ได้แล้วว่า ไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับบุตรสาวมานานเพียงใดแล้ว
รองเสนาบดีแห่งราชสำนักถึงกับลุกจากที่นั่ง เข้ามาประคองนางด้วยตนเองด้วยท่าทีเอาใจใส่ ราวกับนางยังเป็เด็กน้อยที่ต้องทะนุถนอม โดยที่อวี้หลันยังไม่ได้แสดงความเคารพต่อฮูหยินเอกของจวน หรือแม้แต่กล่าวทักทายพี่สาวและน้องชายต่างมารดาเลยด้วยซ้ำ
การกระทำนั้นบอกได้ชัดเจนว่าอวี้จิ้งไม่ได้ยึดติดกับกฎระเบียบภายในเรือนอย่างเคร่งครัดนัก ดูได้จากการอนุญาติให้ทุกคนร่วมโต๊ะอาหารโดยไม่แบ่งแยกชายหญิง แต่หากอยู่ในตำแหน่ง "รองเสนาบดี" เขากลับขึ้นชื่อว่าเป็คนเด็ดขาด เ็า และเข้มงวดจนขุนนางในราชสำนักยังต้องเกรงใจ
ซึ่งการกระทำเช่นนั้นทำให้เซิ่งซื่อถึงกับเม้มปากแน่น สีหน้าไม่อาจปิดบังความไม่พอใจได้เลย และเมื่อนายท่านของจวนลุกขึ้นยืน ใครเล่าจะกล้านั่งเฉยอยู่อีก ทุกคนจึงต้องลุกตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และโดยไม่คาดคิด อวี้จิ้งประคองอวี้หลันไปนั่งด้านซ้ายมือของตนเอง ที่นั่งซึ่งก่อนหน้านี้ อวี้เหมยอยู่
อวี้เหมยอึ้งงันไปชั่วขณะ ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองทันที นางอ้าปากเตรียมจะเอ่ยประท้วง ทว่าถูกสายตากดดันของมารดาที่มองมาหยุดเอาไว้ คำพูดทั้งหมดจึงต้องกลืนหายลงคอ
สุดท้ายนางก็จำใจต้องนั่งเก้าอี้ถัดไปด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด แม้จะยังคงแสร้งยิ้มบางๆ แต่ดวงตานั้นกลับวาวโรจน์
การกระทำของอวี้จิ้งสร้างความประหลาดใจให้กับอวี้หลันเป็อย่างมาก นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใส่ใจบุตรสาวที่ไร้มารดาและไร้อำนาจหนุนหลังถึงเพียงนี้ ความอบอุ่นแ่เบานั้นแม้จะมาในเวลาไม่คาดคิด แต่มันกลับทิ้งร่องรอยในใจได้อย่างน่าแปลก จนอวี้หลันต้องรีบสลัดความรู้สึกนั้นออกไป ขึ้นชื่อว่าเป็บุรุษล้วนแต่ไว้ใจไม่ได้
ในความทรงจำของเ้าของร่าง อีกฝ่ายในฐานะบิดามักส่งเครื่องประดับและสิ่งของมีค่ามาให้เสมอไม่เคยขาด แต่น้อยครั้งนักที่จะแวะมาเยี่ยมหรือพูดคุยด้วยตัวเอง
ฝ่ายหนึ่งนั้นเอาแต่เก็บตัวอยู่เพียงในเรือน ไม่เคยก้าวเท้าออกมาแม้แต่ครึ่งก้าว ส่วนอีกฝ่ายก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับงานในราชสำนักและการแสวงหาอำนาจ จึงทำให้ยิ่งห่างเหิน ยิ่งวันเวลาผ่านไป ความห่างเหินก็ยิ่งฝังลึกจนแทบจะกลายเป็คนแปลกหน้า
ใครจะไปรู้เื้ัรอยยิ้มและความห่วงใยเอาใจใส่นั้น คือหัวใจที่เ็าและคำนวณทุกสิ่งเป็ผลประโยชน์
ความคิดของอวี้หลันก็มีเพียงเท่านี้
แต่ภายในใจของอวี้จิ้ง รองเสนาบดีที่ขุนนางในราชสำนักนับหน้าถือตา เป็บุรุษที่หลายคนยำเกรงและกล่าวขานว่าเ็า ไร้หัวใจ และยึดถือผลประโยชน์เป็ที่ตั้ง ทว่าในสายตาของเขา บุตรสาวคนรองอย่างอวี้หลันกลับเป็ข้อยกเว้น
แม้ภายนอกเขาจะดูเหมือนบุรุษที่หลงใหลในอำนาจ ไม่เคยลังเลที่จะใช้การแต่งงานเป็เครื่องมือทางการเมือง แต่ในส่วนลึกของหัวใจ เขากลับรักและห่วงใยบุตรีคนนี้ของตนอย่างแท้จริง
เมื่อครั้งที่เขาแต่งงานกับไป๋ซูเหยามารดาของนาง มันอาจเริ่มต้นจากการหวังผลทางอำนาจและอิทธิพลของตระกูลไป๋ แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมทีละน้อย จนกลายเป็ความรักโดยไม่รู้ตัว
เขารักนาง และเมื่ออวี้หลันลืมตาดูโลก นางมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับมารดาเป็อย่างมาก เขาก็รักบุตรสาวของตนไม่ต่างจากหัวใจอีกดวงหนึ่ง
ต่อให้ตระกูลไป๋จะล่มสลายจนไม่เหลือแม้แต่ชื่อเสียงให้กล่าวถึง แต่อวี้จิ้งไม่เคยคิดจะทอดทิ้งภรรยาและบุตร เขาแบกรับทุกอย่างไว้เงียบๆ ทั้งความเสียใจ ความรู้สึกผิด และความคิดถึงต่อผู้หญิงที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ในใจของเขายังจดจำไป๋ซูเหยาได้เสมอ สตรีที่เคยยิ้มให้เขาอย่างอบอุ่นในวันที่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของเขา และบุตรธิดาของนาง คือสิ่งที่เขาเหลืออยู่ เป็เหมือนเงาของอดีตที่เขาไม่เคยลืม
แม้เขาจะเป็คนเลวในสายตาใครต่อใคร แต่ในฐานะพ่อ เขารักอวี้หลันด้วยหัวใจที่จริงแท้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง