เมื่อกลับมาถึงบ้านสหายของซ่งเวยหลงก็รับหน้าที่ไปยืมเกวียนบ้านผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นทั้งสองคนก็ขนหมูป่าตัวใหญ่เข้าไปขายในเมือง โดยกำชับให้เซี่ยซูมี่นั้นรอเขาอยู่ที่บ้าน
“ข้า” เซี่ยซูมีกำลังจะขอเข้าไปในเมืองด้วย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ต้องเดินเท้าสบายกว่ากันเยอะ
“เ้ารอพี่อยู่ที่บ้าน พี่ไปไม่นานจะรีบกลับมา” ซ่งเวยหลงพูดดักขึ้น เพราะเพียงแค่เห็นสายตาตื่นเต้นของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่
“ก็ได้เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ไม่คิดดึงดันที่จะขอไปด้วย เพราะตัวเองก็มีงานใหม่ที่ต้องทำ นั่นคือเดินไปเก็บลูกพลับที่เหลือ ถึงอย่างไรแล้ววันนี้ก็ว่างไม่มีอะไรทำ จึงทำอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่านั่งรอสามีกลับมาบ้าน
เซี่ยซูมี่ใช้เวลาเกือบค่อนวันเก็บลูกพลับ ซึ่งตอนนี้นั้นลานหน้าบ้านของเธอเต็มไปด้วยลูกพลับสีส้มส่งกลิ่นหอม จากนั้นก็ล้างทำความสะอาดเพื่อตากแดด ทำเป็ลูกพลับตากแห้งเอาไว้กินในหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง นอกจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะลองเอาไปขายที่ในเมืองอีกด้วย เท่าที่เดินดูมายังไม่เคยเห็นของกินจำพวกนี้มาก่อน
“เหนื่อยใช่ย่อยแฮะ” เซี่ยซูมี่บ่นกับตัวเองหลังจากที่ล้างลูกพลับลูกสุดท้ายเสร็จ แต่ตอนนี้ที่บ้านไม่ได้มีที่ตากที่มากพอ คงต้องให้สามีสานที่ตากเพิ่มไม่อย่างนั้นมีหวังได้เน่าก่อนที่จะตากแห้งหมดอย่างแน่นอน
ยามเซิน ( 15.00-16.59 น.) ซ่งเวยหลงเดินเข้ามาภายในบ้าน ทั่วทั้งบ้านของเขาตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยลูกพลับส่งกลิ่นตลบอบอวนชวนให้เวียนหัว แต่เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สอดสายตาเพื่อหาตัวการที่ขนลูกพลับทั้งป่ามาไว้ภายในบ้าน
“กลับมาแล้วหรือเ้าคะ? ท่านหิวหรือไม่ข้าอุ่นอาหารไว้รอท่านพอดีเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ได้ยินเสียงเท้าของคนเข้ามาภายในบ้าน จึงคิดว่าน่าจะเป็สามีพรานป่าจึงเดินออกมาดู
“อืม” ซ่งเวยหลงไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งๆที่ก่อนจะกลับก็ได้แวะซื้อหมั่นโถวกินมาระหว่างทางกับสหายแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นท่านนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน รอข้าสักครู่นะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกดี เวลาที่เราใส่ใจใครสักคน หรือรอเขากลับมาบ้านเพื่อกลับมากินฝีมือที่ตัวเองทำ
แต่เมื่อกำลังจะยกออกไปให้เขาที่โต๊ะอาหารกลับรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่รู้ว่าเขาจะกินฝีมือของตนได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งแต่อย่างใด วันๆเอาแต่ทำงานเสียเป็ส่วนใหญ่ ไม่เคยต้องมาทำอาหารให้ใครกิน
“อะ เอ่อ ข้าเองก็เพิ่งจะเคยทำอาหารเมื่อย้ายมาอยู่กับท่าน หากว่า” เซี่ยซูมี่พูดขึ้น แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ ซ่งเวยหลงก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“รสชาติดี” เขาพูดเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินราวกับว่าไม่เคยกินมาก่อน คำพูดเพียงแค่นี้ก็สามารถทำให้คนฟังใจฟูขึ้นมาได้
“ถ้าเช่นนั้นก็กินเยอะๆนะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เผลอยิ้มออกมา และพูดกับเขาด้วยอาการยิ้มแย้ม
“เ้าเอาลูกพลับมาทำอะไรตั้งมากมาย” ซ่งเวยหลงนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามขึ้น
“อ่อ ข้าจะเอามาทำลูกพลับตากแห้งไว้กินใน่ฤดูหนาวน่ะเ้าค่ะ ตั้งใจว่าจะเข้าไปเก็บในป่าด้วย หากมีมากก็จะเอาไปขายในเมือง” เซี่ยซูมี่บอกความตั้งใจของตัวเองออกไป
“นี่เป็เงินขายหมูป่า ครั้งนี้อาจจะได้ไม่มากเพราะมีส่วนแบ่งเพิ่ม” ซ่งเวยหลงล้วงมือเข้าไปหยิบถุงเงินในอกเสื้อมาให้กับภรรยา
“ขอบคุณเ้าค่ะ ว่าแต่ขายได้เท่าไหร่หรือเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยถามขึ้น เพราะในถุงเงินนี้คล้ายว่าจะมีพวงเงินอยู่หลายพวงทีเดียว
“ 800 อีแปะ แต่ให้ให้อาจื่อไป 300 อีแปะ ที่เขามาช่วยแบกหมูป่าไปขายในเมือง” ซ่งเวยหลงอธิบาย เป็ไปไม่ได้ที่จะแบ่งกันคนละครึ่ง เพราะกับดักนี้ซ่งเวยหลงเป็คนทำขึ้นมาคนเดียว ส่วนสหายของเขานั้นแค่มาช่วยยกมันขึ้นมาเท่านั้น ได้ไปตั้ง 300 อีแปะก็ถือว่ามากพอแล้ว
“เ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่รู้สึกเสียดาย หมูป่าน้ำหนักตัวราวๆร้อยกว่าชั่งได้เงินแค่ 800 อีแปะเองหรือ ถ้าเช่นนั้นก็นำมันมาแปรรูปเป็อย่างอื่น แล้วเอาออกไปขายจะไม่ดีกว่าหรือ อย่างเช่นขาหมูรมควัน สามชั้นหมักเค็ม หรือไม่ก็แหนมหมู คิดว่ามันน่าจะขายได้ราคาที่ดีมากกว่าขายหมูเป็ตัวๆอย่างแน่นอน
“เ้าจะไม่นับเงินในถุงนั่นก่อนหรือ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น เพราะหากเป็บรรดาภรรยาของสหายเขาทั้งหลาย ทันทีที่พวกหล่อนได้เห็นห่อผ้าใส่เงิน เป็ต้องคลี่ออกมานับว่าขาดเกินอยู่เท่าไหร่ และจะต้องไล่บี้ถามเอาความจริงว่าเงินส่วนที่เหลือไปไหน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนมากแล้วมักจะลงที่ไหสุรา เขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นักร่ำสุรา เพียงแต่่นี้ไม่ยังไม่ว่างที่จะออกไปก็เท่านั้น
“ไม่เ้าค่ะ ท่านพี่ว่าเท่าไหร่ข้าก็ว่าเท่านั้นจะต้องนับทำไมกันหลายรอบ” เซี่ยซูมี่แสดงออกว่าไว้ใจสามี การที่คนสองคนจะใช้้ชีวิตอยู่ร่วมกันสิ่งสำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์ รองลงมาคือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน หากมัวแต่มาใช้ชีวิตบนความหวาดระแวง แล้วจะหาความสุขได้อย่างไรกัน
“อืม” ซ่งเวยหลงเมื่อได้ยินคำตอบก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก เพราะไม่คิดว่าภรรยาในนามจะไว้ใจตนมากถึงเพียงนี้ มันทำให้เขารู้สึกว่าเข้าใกล้คำว่าสามีภรรยาเพิ่ิมมากขึ้น นอกจากการกลับบ้านมาแล้วมีคนทำอาหารไว้รอ ซักเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านเอาไว้ให้ และรอกินข้าวด้วยกันในทุกๆมื้อ
“จริงสิเ้าคะ ท่านช่วยตัดไม้ไผ่มาสานกระด้งอันใหญ่ๆ ให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ?” เซี่ยซูมี่นึกได้ว่ายังไม่มีที่สำหรับตากลูกพลับ
“ได้ พรุ่งนี้พี่จะจัดการให้เ้า ว่าแต่เ้าจะเอาไปทำสิ่งใดหรือ?” แค่เื่ตัดไม้ไผ่มาสานกระด้งไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร เพียงแต่นางจะเอาไปทำอะไร เพราะในบ้านก็มีแล้ว 2-3 อัน
“ข้าจะเอามาตากลูกพลับน่ะเ้าค่ะ ทิ้งไว้นานเกรงว่ามันจะเน่าทิ้งเสียก่อน อีกอย่างข้าก็อยากจะเร่งไปเก็บต้นที่เหลือด้วย เพราะมันเริ่มจะสุกจนหมดแล้ว” เซี่ยซูมี่ไม่คิดปิดบัง เพราะหากให้ทำคนเดียวมีหวังตายก่อนรวยอย่างแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้นพี่ว่าไปขอซื้อจากท่านลุงจูดีกว่า เพราะท่านทำพวกนี่ขายโดยเฉพาะ หากมัวแต่รอพี่สานให้เ้ามีหวังลูกพลับพวกนี้ของเ้าได้เน่าก่อนเป็แน่” เมื่อดูจากปริมาณที่ภรรยาเก็บมาแล้ว ซ่งเวยหลงคิดว่าคงจะต้องตากเลย การสานกระด้งไม่ใช่เื่ยาก หากแต่ว่าจำเป็ต้องใช้เวลา เพราะต้องขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ จากนั้นก็ต้องนำมาเหลาเป็แผ่นบางๆเพื่อสาน เกรงว่าจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ
“ถ้าเช่นนั้นท่านพี่จัดการให้ข้าด้วยก็แล้วกันเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับสามี เพราะไม่รู้จักบ้านของพ่อเฒ่าจูว่าอยู่ที่ไหน หากจะพูดหรือบอกออกไปว่าไม่รู้จัก ก็กลัวว่าจะเป็ที่น่าสงสัยกันอีก สู้โยนให้เขารับผิดชอบเองเลยก็แล้วกันส่วนตนนั้นทำหน้าขึ้นเขาไปเก็บลูกพลับสบายใจกว่า
เช้าวันถัดมาซ่งเวยหลงตื่นขึ้นมาในยามอิ๋น ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็เดินไปที่บ้านของพ่อเฒ่าจูตามที่ได้รับคำสั่งจากภรรยา ตอนที่ตนตื่นขึ้นมานั้นนางยังนอนอยู่ข้างๆ ไม่รู้สึกตัว อาจจะเป็เพราะว่าเหนื่อยจากการขึ้นเขาไปเก็บลูกพลับมาทั้งวัน ดูจากปริมาณที่กองในพื้นห้องโถงบ้านก็น่าจะพอเดาได้คร่าวๆว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 5-6 เที่ยวอย่างแน่นอน
“ท่านลุงจูตื่นหรือยังขอรับ?” ซ่งเวยหลงเดินเข้าไปบริเวณรั่วบ้านของพ่อเฒ่าจู ที่กล้าะโเรียกเป็เพราะว่าสังเกตเห็นตะเกียงภายในบ้านจุดอยู่ นั่นหมายความว่าคนในบ้านเองก็น่าจะตื่นแล้วเช่นเดียวกัน
“ตื่นแล้ว นั่นใครหรือ? เสียงเหมือนอาหลง ใช่อาหลงหรือไม่?” พ่อเฒ่าจูอาศัยอยู่คนเดียว เนื่องจากว่าภรรยาอันเป็ที่รักได้จากไปแล้ว ส่วนลูกสาวทั้งสองคนก็แต่งงานไปมีครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านสามี ทำให้พ่อเฒ่าจูต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ก็คงจะมีเพียงซ่งเวยหลงเท่านั้นที่มักจะเอาของป่ามาให้อยู่บ่อยๆ
“ข้าเองขอรับ” ซ่งเวยหลงขานรับ เพราะไม่อยากทำให้คนแก่ต้องเป็กังวล
“เข้ามาในบ้านก่อนสิ มีเื่อันใดถึงได้มาเวลานี้เล่า” พ่อเฒ่าจูนึกแปลกใจ หากจะบอกว่าเขากลับจากหาของป่าก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะเวลานี้มันยามอิ๋นเท่านั้น
“ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าแค่จะมาถามซื้อกระด้งไปให้ภรรยาเท่านั้น” ซ่งเวยหลงปฏิเสธ
“ภรรยารึ เ้าแต่งงานั้แ่เมื่อไหร่กัน เหตุใดข้าถึงไม่รู้เื่” พ่อเฒ่าจูแปลกใจ งานสำคัญเพียงนี้ทำไมตนถึงไม่ได้ไปงาน
“ไม่ได้จัดงานใหญ่โตอะไรน่ะขอรับ มีเพียงพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเท่านั้น ท่านลุงแก่แล้วเดินเหินไม่สะดวก เอาไว้ข้าจะหาเวลาพอนางมาทำความเคารพท่านลุงนะขอรับ” ซ่งเวยหลงรู้สึกผิด เพราะตนเองก็นับถือพ่อเฒ่าจูเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่เป็เพราะปีนี้ท่านแก่ลงไปมากตนจึงไม่อยากทำให้คนแก่ลำบาก
“ดีๆ พาหลานสะใภ้มาให้ข้าเห็นหน้าก่อนตาย อยากจะเห็นหน้าแม่นางผู้นั้นว่าโชคดีมากเพียงใดที่ได้เ้าเป็สามี ฮ่าๆ” พ่อเฒ่าจูพูดเหย้าหลานชาย จากนั้นก็เข้าไปภายในห้องเก็บของเพื่อหอบเอากระด้งมาให้หลานชายตามที่เขา้า
“เท่าไหร่หรือขอรับ?” ซ่งเวยหลงเตรียมตัวจะล้วงเอาเงินในถุงผ้าที่ภรรยาเตรียมเอาไว้ให้
“ไอหยา…คนกันเองทั้งนั้นจะคิดเงินได้อย่างไรกัน นี่ถือว่าเป็ของขวัญแต่งงานให้หลานสะใภ้ก็แล้วกัน” พ่อเฒ่าจูส่ายหน้า พร้อมทั้งโบกมือไปมา เพราะเดิมทีก็ไม่คิดที่จะเก็บเงินกับหลานชายอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีภรรยาหรือไม่ก็ตาม
“ขอบคุณครับท่านลุง ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ซ่งเวยหลงพูดจบก็ขอตัวลา ในเมื่อเป็ของขวัญแต่งงานตนจะปฏิเสธได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรก็ต้องรับเอาไว้เป็สินน้ำใจ หวังว่ากระด้งอันใหญ่ทั้ง 5 อันนี้น่าจะเพียงพอสำหรับการตากลูกพลับในครั้งนี้ของนาง
เมื่่อกลับถึงบ้านปรากฏว่าภายในบ้านมีการจุดตะเกียงขึ้นแล้ว นั่นแปลว่าภรรยาเขาตื่นแล้วอย่างนั้นหรือ ทำไมนางถึงตื่นเช้าเพียงนี้ เดิมทีตั้งใจว่าจะออกไปดูกับดักเสียหน่อย
“ทำไมตื่นเช้านักเล่า ไม่นอนต่ออีกสักหน่อย” ซ่งเวยหลงเข้าไปภายในบ้านเห็นร่างบางกำลังจะก่อไฟ
“นอนไม่หลับแล้วเ้าค่ะ เมื่อคืนนอนเร็วทำให้นอนเต็มอิ่มแล้ว” เซี่ยซูมีตอบสามี ทั้งสองคนนอนบนเตียงเดียวกัน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงเว้นระยะห่างกันไว้เป็อย่างดี
เซี่ยซูมี่เองก็ตั้งใจว่าจะลองเปิดใจให้กับผู้ชายคนนี้ดู ไหนๆก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องมีนายหน้าหนวดนี้เป็สามี แต่เมื่อสังเกตจากโครงหน้าของเขาแล้ว ก็อดที่จะคิดเข้าข้างตัวเองไมได้ว่าเขามีเสน่ห์ สายตาน่าหลงใหลชวนให้มองจ้องราวกับว่าถูกดึงดูดเข้าหากัน มีบางครั้งที่เผลอรู้สึกว่าเขาก็ดูดีไม่แพ้ชายใด แต่ก็เป็เพียงเสี้ยวความรู้สึกเท่านั้น เพราะความจริงเื่ที่ว่าสามีคือชายหนุ่มบ้านป่า หนวดยาวเฟื้อยก็ไม่ได้จางหายไปไหน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือข่าวลือที่ว่าเขาโเี้นั้น คงต้องบอกว่าไม่เป็ความจริงเลยสักนิด เพราะชายที่ยืนอยู่ข้างๆในเวลานี้นั้นช่างใจดีและแสนอบอุ่น
หน้าหนวดแต่อยู่ในโหมดอ่อนโยนเอาสิ๊ ผู้บ้านนี้อ่อนโยนทุกคนยกเว้นบนเตียง อิอิ