หลังจากนั้นเขาก็ออกปล้นอีก ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขารู้เพียงว่าผู้ที่ถูกหมายหัวส่วนใหญ่มักเป็ขุนนางผู้ฉ้อฉลหรือเศรษฐีผู้ร่ำรวยผิดปกติบางครั้งก็เป็การดักปล้นตามทาง บางครั้งก็เป็การย่องเบาเข้าชิงทรัพย์
เหล่าขุนนางและเศรษฐีคนอื่นๆพบว่า บางครั้งก็พบเพียงหีบทรัพย์ที่เปิดอ้าไว้บางครั้งเมื่อตื่นขึ้นในยามเช้าเครื่องประดับราคาแพงและเงินจำนวนหนึ่งก็อันตรธานไป ไม่มีร่องรอยใดๆที่ไว้ให้สืบหาแม้ไม่มีใครได้รับาเ็ แต่ก็สร้างความหวาดกลัวแก่พวกเขามาก
เื่เล่าของโจรลึกลับแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วขุนนางบางคนด่าว่าเขาเป็โจรชั่ว แต่ชาวบ้านบางคนกลับแอบยกย่องว่าเป็คนที่กล้าต่อต้านผู้มีอำนาจ จื้ออันไม่เคยสนใจคำสรรเสริญหรือคำสาปแช่งเ่าั้ สำหรับเขา... ทองคำทุกแท่งล้วนมีราคา และราคานั้นคืออิสรภาพของเขากับแม่
แต่....จื้ออันรู้ดีว่า หากเขาเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เพียงลำพังย่อมมีวันหนึ่งที่ผู้คนจะเริ่มสงสัย เขาจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
คืนหนึ่ง ครอบครัวชาวนาซึ่งถูกเ้าหนี้ยึดนาพบถุงเงินวางอยู่หน้าประตูบ้าน
อีกคืน หญิงชราที่เลี้ยงหลานกำพร้าเพียงลำพังตื่นขึ้นมาพบว่ามีเหรียญเงินจำนวนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างโอ่งน้ำ
หลายครอบครัวที่กำลังอดอยากได้รับเงินปริศนาโดยไม่รู้ที่มา ผู้คนต่างพากันเล่าลือว่า์เห็นใจคนยากจนจึงได้ส่งเทวดาผู้เมตตาลงมาช่วย
ความจริงแล้ว... จื้ออันไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะความเมตตาเพียงอย่างเดียว เขานั่งครุ่นคิดอยู่หลายคืนก่อนจะยอมรับกับตัวเองว่า หากมีแต่เขาที่ได้ประโยชน์ เมื่อทางการมาสอบถามทุกคนย่อมพร้อมจะขายเขาเพื่อแลกกับรางวัล แต่หากพวกเขาได้รับประโยชน์พวกเขาจะเลือกเงียบ และทำเป็ไม่เห็นสิ่งใด ความหิวโหยสามารถบีบให้คนทำได้ทุกอย่าง ดังนั้นเขาจึงเลือกสร้างสิ่งที่แข็งแรงกว่าความสงสาร นั่นคือ...ผลประโยชน์ร่วมกัน
เมื่อชาวบ้านบางส่วนเริ่มได้รับความช่วยเหลือจากเงินปริศนาพวกเขาก็เริ่มไม่เต็มใจที่จะพูดถึงสิ่งที่ตนเคยเห็น หากมีทหารเข้ามาสอบถามว่า
“คืนก่อนมีใครวิ่งผ่านตรอกหรือไม่”
คำตอบที่ได้รับมักมีเพียงการส่ายหน้า หากมีผู้ใดถามว่า
“เห็นชายในชุดดำหรือเปล่า”
ชาวบ้านก็เพียงตอบว่า
"ยามค่ำคืนมืดนักข้ามองไม่เห็นสิ่งใด"
จื้ออันรู้ดีว่าความเงียบของผู้คนไม่ได้เกิดจากความภักดีต่อเขาแต่เกิดจากความหวัง...หวังว่าสักวันหนึ่งถุงเงินปริศนาอาจมาวางอยู่หน้าบ้านของตนอีกครั้ง
ในระยะแรกเหล่าผู้คุม ไม่มีใครสังเกตเห็น ทุกคนต่างคิดว่าเขาแอบไปหาเยวี่ยหรือไปหาของกินหลังทำงานเสร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หวังฮุยก็เริ่มรู้สึกผิดสังเกต
หลายครั้งที่เขาเดินตรวจที่พักยามดึกแล้วพบว่าเตียงของจื้ออันว่างเปล่าบางวันมีกลิ่นดิน กลิ่นฝุ่น และรอยถลอกเล็ก ๆ ตามมือที่ไม่ได้เกิดจากการฝึกซ้อมแต่เมื่อเขาถาม จื้ออันก็จะยิ้มแล้วตอบเพียงว่า
"อุบัติเหตุตอนฝึกเล็กน้อยครับ"
“ข้าตกกำแพงเมื่อวาน”
“ข้าหกล้มตอนวิ่งจับแมว”
คำตอบเดิม...ซ้ำไปซ้ำมาแน่นอนว่าหวังฮุยไม่เชื่อ เขาเลี้ยงจื้ออันมาั้แ่เด็ก แค่มองตาเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่าจื้ออันโกหกเขาจึงเริ่มจับตามอง
คืนหนึ่ง หลังวังบุปผาปิดรับแขกเรียบร้อยหวังฮุยแสร้งเข้านอนตามปกติ เขาปิดตา ฟังเสียงทุกอย่างในห้องอย่างเงียบงัน ไม่นานนักประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแ่เบาจื้ออันค่อยๆย่องออกจากห้องอย่างระมัดระวัง เดินอ้อมโรงเก็บฟืน ปีนขึ้นกำแพงด้านหลังก่อนหายไปในความมืด
หวังฮุยลืมตาทันที เขาหยิบดาบที่วางอยู่บนหัวนอนก่อนตามไปโดยรักษาระยะห่าง ข้ามหลังคาเรือนของชาวบ้านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าจวนหลังใหญ่ของขุนนางผู้หนึ่งหวังฮุยขมวดคิ้วและพึมพำออกมา
"เ้ามาที่นี่ทำไม...จื้ออัน”
เพียงครู่เดียวร่างของจื้ออันก็หายเข้าไปหลังรั้วสูง หวังฮุยไม่ได้ตามเข้าไป เขาเลือกยืนรออยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้ามไม่นานนักภายในจวนก็เกิดเสียงเอะอะ
"โจร!"
"จับโจร!"
"รีบปิดประตู!"
คบเพลิงหลายสิบดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกันบ่าวรับใช้แตกตื่นวิ่งกันวุ่นวาย ขณะเดียวกันร่างหนึ่งในชุดดำก็พุ่งออกมาจากหน้าต่างชั้นสองอย่างรวดเร็ว หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าแต่ท่วงท่าการก้าวเท้า จังหวะการใช้ตัวเบา ล้วนเป็สิ่งที่หวังฮุยคุ้นเคย
ไม่นานนักร่างในชุดดำะโข้ามหลังคาหลายหลังก่อนหายลับไปในเงา หวังฮุยไม่ได้ไล่ตาม เขาเพียงยืนดูอย่างเงียบๆบนหลังคาสิ่งที่เขาได้บอกกับหนุ่มน้อยในวันนั้น มันไม่มีประโยชน์อะไร จื้ออันยังคงทำตามสิ่งที่ตนเอง้าโดยเลือกใช้วิธีที่ผิด ในการช่วยเหลือแม่ของตน
ข่าวโจรชุดดำปล้นจวนขุนนางแพร่สะพัดไปทั่วเมืองอีกครั้งแต่หวังฮุยกลับทำเป็สนใจ สายตาของเขามองเพียงเด็กหนุ่มที่กำลังช่วยสาวใช้ยกถาดอาหารอยู่ในวังบุปผาจื้ออันยังคงยิ้ม ยังคงพูดคุยกับพวกพี่หญิงเช่นทุกวัน ราวกับไม่เคยออกไปไหนเมื่อคืน
หวังฮุยมองจื้ออันอยู่นาน ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเขารู้ดีว่าหากจื้ออันยังเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป สักวันหนึ่งสิ่งที่รออยู่ปลายทางอาจไม่ใช่อิสรภาพ แต่อาจเป็แท่นปะา
หลังจากนั้นไม่นาน... คดีปล้นขุนนางในเมืองหลวงก็ถึงหูเบื้องบนรายงานบนโต๊ะของผู้ว่าการเมืองเยอะขึ้นผิดปกติ
"ใต้เท้าขุนนางกรมคลังถูกปล้นระหว่างเดินทางกลับจวน"
"ใต้เท้าเศรษฐีตระกูลจางแจ้งว่าทองคำในห้องเก็บทรัพย์หายไปกว่าห้าร้อยตำลึง"
"ใต้เท้าหัวหน้าพ่อค้าผ้าไหมถูกคนร้ายลอบเข้าเรือนเมื่อคืน"
ใน่แรก ผู้ตรวจการคิดว่าเป็เพียงการปล้นและชิงทรัพย์ทั่วไป คนร้ายลงมือรวดเร็ว รู้ตำแหน่งของห้องเก็บทรัพย์รู้เส้นทางหลบหนี และไม่เคยปล้นเกินกว่าที่จำเป็ ราวกับศึกษาพฤติกรรมของเหยื่อมาเป็อย่างดีพวกทหารจึงคิดว่า โจรคนนี้ ต้องเป็คนในพื้นที่เป็แน่
หน่วยลาดตระเวนถูกเพิ่มกำลัง ทหารออกตรวจทุกตรอกทุกซอยประตูเมืองถูกเข้มงวดกว่าที่เคย แต่ยิ่งค้นหา... ก็ยิ่งไร้วี่แวว
“สอบถามพวกชาวบ้านหรือยัง”
ขุนนางผู้รับผิดชอบคดีถามเสียงเข้มทหารรีบมารายงาน
"พวกเราสอบถามแล้วขอรับไม่มีผู้ใดยอมให้ข้อมูล บางคนบอกว่าไม่เห็น บางคนอ้างว่าหลับ บางคนไม่ยอมเปิดประตูั้แ่แรก"
ขุนนางกระแทกถ้วยชาลงกับโต๊ะ
"โจรออกอาละวาดทุกคืนจะไม่มีใครเห็นได้อย่างไร"
ไม่ว่าจะใช้ทั้งรางวัลหรือคำขู่ คำตอบของชาวบ้านก็ยังเหมือนเดิมไม่มีใครอยากให้ความร่วมมือกับคนของทางการที่คอยเอาเปรียบและทำร้ายพวกเขามาตลอด ราวกับทั้งเมืองพร้อมใจกันปิดปาก
หลายวันต่อมา ราชสำนักจึงส่งคนผู้หนึ่งเข้ามารับผิดชอบคดีนี้โดยตรงเขาคือ ลู่ว่านเฟย ขุนนางหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี ผู้มีชื่อเสียงด้านการสืบสวน หลายคดีที่ไร้เบาะแสเมื่อถึงมือเขาก็มักคลี่คลายได้ในเวลาไม่นาน เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงว่านเฟยไม่ได้รีบออกจับโจร สิ่งแรกที่เขาทำ..คือขอดูเอกสารของคดีทั้งหมด
สามวันเต็ม เขาแทบไม่ออกจากห้องทำงาน แผนที่เมืองถูกกางเต็มโต๊ะรายชื่อผู้เสียหายถูกเขียนเรียงกันทีละคน พู่กันขีดเป็เส้นเชื่อมโยงข้อมูลจากคดีหนึ่งไปสู่อีกคดีหนึ่ง
คืนวันที่สี่...ว่านเฟยวางพู่กันลง สายตามองไปที่กระดาษแผ่นใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ
"ไม่ใช่การสุ่ม...โจรคนนี้มีเกณฑ์ในการเลือกเหยื่อ"
ไป๋มู่หยางผู้ตรวจการเมืองที่มาร่วมทำคดีด้วยหันไปถาม
"พบอะไรน่าสงสัยงั้นหรือ"
ว่านเฟยใช้นิ้วไล่ไปตามรายชื่อทีละคน
-เ้าหน้าที่กรมคลัง
- พ่อค้าผ้าไหม
- เ้าของโรงเตี๊ยม
- รองเสนาบดี
ชื่อเหล่านี้ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยแต่เมื่อเขาให้คนไปตรวจสอบตารางการเดินทางย้อนหลังของผู้เสียหาย คำตอบที่ได้กลับน่าสนใจอย่างยิ่งทุกคน...ล้วนเป็คนที่เคยไปวังบุปผามาทั้งนั้นไม่มีผู้เสียหายคนใดที่ไม่เคยเหยียบวังบุปผาเลยว่านเฟยหรี่ตาลง
"เช่นนั้น...คนร้ายรู้ว่าใครเข้าออกวังบุปผาหรือไม่ก็..."
เขาหยุดประโยคไว้ครู่หนึ่งก่อนกล่าวช้า ๆ
"คนร้ายอาจเป็คนของวังบุปผา"