แต่ความคิดเช่นนี้เพียงแวบขึ้นมาในหัวของเซียวจิ่วเอ๋อร์ ก่อนจะหายไปในทันที เพราะนางรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด
ทางผ่านิญญา มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี ปรากฏอยู่ในเมืองใหญ่ของแต่ละแคว้น
ผู้ที่สามารถเข้ามาซื้อของในที่แห่งนี้ได้ ล้วนเป็คนร่ำรวยหรือมีอำนาจและผู้ที่สามารถมาขายของได้ ย่อมต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดาเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทางผ่านิญญายังมีผู้คุมกฎกระจายอยู่ทุกหนแห่ง ส่วนใหญ่เป็ยอดฝีมือจากเผ่ามารที่ชำนาญทั้งคาถาและอาคม พวกเขาอาจปลอมตัวเป็ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชน
แม้จะเคยมีผู้ที่คิดก่อเื่ในที่แห่งนี้ แต่ล้วนจบลงด้วยความตายอันน่าเวทนา เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่ไม่เคยประมือกับเผ่ามารมาก่อน ย่อมไม่กล้าทำอะไรโดยประมาท
นางจ้องมองชายวัยกลางคนผู้มีเคราดกหนาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดเสียงเย็น หันหลังเดินจากไป
“เฮ้ๆ! ไม่ซื้อแล้วหรือ” ชายหนวดเคราไล่ตามออกมา มือไวตาไว คว้าชายเสื้อของนางไว้ พลางขมวดคิ้ว “ตาแก่เอ๋ย เ้าช่างไม่มีความจริงใจเสียเลย!”
“เ้ามีความจริงใจเสียจริง! ช่างกล้าพูดว่าลดเพียงหนึ่งหมื่น!” เซียวจิ่วเอ๋อร์สวนกลับด้วยความไม่พอใจ
“ฮ่าๆ ข้าก็แค่หยอกล้อเ้าเล่น! มาๆ กลับมาคุยกันใหม่เถอะ” ชายวัยกลางคนยิ้มเจื่อนพร้อมกับเกาหัวแก้เก้อ
เซียวจิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น แม้จะยินดีในใจ แต่ก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า นางทำท่าทีเหมือนไม่เต็มใจนัก ก่อนกลับมายืนที่แผงอีกครั้ง เอ่ยเสียงเย็นว่า “ตกลงเ้าจะขายในราคาเท่าไหร่”
“เ้ามีเงินเท่าไหร่ล่ะ”
“ข้า...”
“เรามีแค่หนึ่งแสนตำลึงเอง!”
ยังไม่ทันที่เซียวจิ่วเอ๋อร์จะตอบคำพูดของนาง เด็กน้อยที่ยืนเรียบร้อยอยู่ข้างนางก็เอ่ยแทรกขึ้นก่อน
เสียงใสแจ๋วของซิงซิงท่ามกลางถนนอันพลุกพล่านช่างโดดเด่นจนผู้คนหันมามองกันหลายคน บางคนถึงขั้นเดินเข้ามาใกล้แผงเพื่อชมดูสถานการณ์
ซิงซิงเงยหน้ามองเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยสายตาใสซื่อ ก่อนพูดกับนางอย่างจริงจัง “ท่านปู่ ท่านต่อราคาแบบนี้ไม่ถูกนะ”
“...แล้วควรจะต่ออย่างไรเล่า”
“เสี่ยวไป๋เคยสอนข้าว่า เวลาต่อราคาต้องหั่นครึ่ง แล้วก็หั่นครึ่งอีกที”
“...” ถึงกับโหดขนาดนี้เลยหรือ
ซิงซิงจับมือเซียวจิ่วเอ๋อร์ดึงไปอยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันไปจ้องหน้าชายหนวดเครารกรุงรังด้วยท่าทางแก่แดด แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง
“หมื่นตำลึงทอง เ้าจะขายไหม”
“เฮ้ เ้าหนู! ต่อราคาแบบนี้ไม่กลัวโดนตีหรือไร” ชายหนวดเคราหัวเราะพลางถาม
“เ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ข้าเก่งมาก” ซิงซิงตอบกลับอย่างมั่นใจในฝีมือตัวเอง “แถมไอ้เตาหลอมเก่านี่นอกจากพวกเราก็ไม่มีใคร้าอยู่แล้ว ถ้าเ้าไม่ขายก็เก็บไว้ใช้เป็กระโถนเองเถอะ!”
คำพูดไร้เดียงสาแต่ตรงประเด็นของซิงซิงทำให้ผู้คนรอบข้างหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อมองดูเตาหลอมโอสถที่เก่าเก็บจนใกล้พัง หลายคนถึงกับเอ่ยปากแนะนำ
“ท่านผู้เฒ่า เตาหลอมโอสถนี่มันพังขนาดนี้แล้ว ซื้อไปก็ใช้งานไม่ได้ ท่านซื้อไปทำไมกัน”
“นั่นสิ ของแบบนี้มันก็แค่ขยะ! ท่านมาที่แผงข้าดีกว่า ข้าก็มีเตาหลอมโอสถเหมือนกัน หมื่นตำลึง ขายให้ท่านเลย!”
“ท่านผู้เฒ่า อย่าไปโดนเขาหลอกเอา! แผงขายของพวกเขาน่ะ นั่งขายเป็เดือนก็ยังไม่มีใครมาซื้อเลย!”
“เ้าพวกชั่ว! จะมาแย่งลูกค้าข้ากันหรือไง!” ชายหนวดเคราหน้าดำคล้ำไปด้วยความไม่พอใจ พลางด่าเสียงดัง “ของไร้ค่าที่ไหนกัน! พวกเ้ารู้อะไร! นี่คือเตาหลอมโอสถที่จอมมารเคยใช้มาก่อน! เป็สมบัติล้ำค่าของกลุ่มผู้ศรัทธาจอมมาร!”
“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน” เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “กลุ่มอะไรนะ”
นี่นางเจอมิจฉาชีพเข้าหรือเปล่า หรือว่าสมัยนี้ยังมีพวกหลอกลวงขายของปลอมอีก
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองเตาหลอมโอสถที่นางหมายตาไว้ด้วยความลังเล สงสัยว่าตนเองจะโดนเล่นกลตบตาเข้าเสียแล้ว
“กลุ่มผู้ศรัทธาจอมมาร!” ชายหนวดเคราตอบอย่างภาคภูมิใจ “ท่านจอมมารมั่วจิ่ว แม่นางน้อยผู้แสนสมบูรณ์แบบ! อัจฉริยะรอบด้าน ไร้ผู้ต่อต้านในใต้หล้า!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ฟังคำขวัญที่เขาะโออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางถึงกับชะงักหายใจแทบไม่ออก ความรู้สึกกระอักกระอ่วนจนอยากจะขุดดินฝังตัวเองให้หายไป
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจเื่ราวทั้งหมด
นี่หรือคือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า พวกคลั่งบูชาผู้อื่น? คลั่งไคล้ประหนึ่งผู้ศรัทธาในลัทธิ?
“ฮ่าๆ เขาพูดอะไรของเขา!”
“จอมมารมั่วจิ่วไร้ผู้ต้าน? ฮ่าๆ พูดเพ้อเจ้ออะไรของเ้า!”
“าเทพมารครั้งนั้น เผ่ามารพ่ายแพ้ย่อยยับ มั่วจิ่วถูกจักรพรรดิเทพกำราบจนสิ้นชีพ เวลาผ่านไปพันปีแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนบูชานางมารตนนั้นอีก!”
“ถูกต้อง! เผ่ามารตกต่ำเช่นทุกวันนี้ก็เพราะนางนั่นแหละ!”
“นางมารมั่วจิ่ว สมควรตายอย่างไม่ต้องสงสัย!”
“ใช่แล้ว! สมควรตายแบบไร้ความปรานี!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนยิ่งทำให้ใบหน้าของชายหนวดเครายิ่งบึ้งตึง
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นว่าบรรยากาศเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนใกล้จะเกิดการวิวาทขึ้น นางจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเงียบๆ
นางก็แค่อยากมาชมถนน ซื้อของ แต่ทำไมต้องมาเจอเื่วุ่นวายพรรค์นี้ด้วย
าเทพมาร? จอมมารมั่วจิ่ว? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า
คนพวกนี้ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร ถึงได้เอาเื่เมื่อพันปีก่อนมาพูดกัน นี่ไม่กลัวฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เลยหรือ ที่มาล้อเลียนบรรพบุรุษแบบนี้?
“เลิกหัวเราะกันได้แล้ว!” เซียวจิ่วเอ๋อร์ะโดุดัน พลางเหลือบมองผู้คนรอบข้างด้วยแววตาเย็นเยียบ กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ไสหัวไปให้หมด!”
พลังกดดันอันเย็นะเืแผ่กระจายออกมา เจือด้วยไอสังหารและพลังอสูรบางเบา แต่เพียงพอให้คนรอบข้างรู้สึกหวาดหวั่นอย่างไร้สาเหตุ
ผู้คนต่างชะงักนิ่ง ก่อนจะหันมองไปยังผู้เฒ่าผมขาวและเด็กตัวเล็กข้างกาย พอแน่ชัดว่าแรงกดดันน่าหวาดกลัวนี้มาจากพวกเขา ก็พากันเงียบลงอย่างระแวดระวัง สุดท้ายก็พากันสลายตัวหายไปทีละคน
กฎของทางผ่านิญญานั้นชัดเจน ห้ามมิให้ผู้ใดก่อเื่หรือใช้กำลังโดยเด็ดขาด หากใครละเมิดจะถูกขึ้นบัญชีดำตลอดชีวิต และไม่มีวันได้เหยียบเข้ามาอีก
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเ้าของทางผ่านิญญาคือใคร แต่ทุกคนล้วนหวาดเกรง เพราะผู้ที่ฝ่าฝืนกฎล้วนพบจุดจบเดียวกัน คือถูกตามล่าจนถึงแก่ชีวิต
ดังนั้น แม้พวกเขาจะรู้สึกไม่พอใจสองคนนี้มากเพียงใด ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนและระงับความโกรธเอาไว้
เซียวจิ่วเอ๋อร์หันไปมองชายหนวดเคราด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนพูดเสียงเข้ม “ข้าให้หนึ่งแสนตำลึง เ้าจะขายหรือไม่ ถ้าไม่ขาย ข้าก็ไปแล้ว!”
“ขาย!”
ชายหนวดเคราตอบรับทันที ทำเอาเซียวจิ่วเอ๋อร์ประหลาดใจ นางกำลังสงสัยว่าเสนอราคามากเกินไปหรือไม่ ชายหนวดเคราก็เสริมขึ้นว่า
“แต่มีเงื่อนไข!”
“ว่ามา”
“มากลุ่มผู้ศรัทธาจอมมารของพวกเราเถิด หากตกลง ข้าจะยกเ้าเตาหลอมนี้ให้เ้าด้วยราคาพิเศษ ถือเป็ของขวัญ!”
“ข้า...”
เซียวจิ่วเอ๋อร์กัดฟันแน่น ความคิดวูบหนึ่งผุดขึ้นในใจ นางเพียงจินตนาการถึงตัวเองที่ต้องไปยืนอยู่ข้างเขา ะโคำกล่าวสนับสนุนอันน่าอับอาย นางก็แทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองหนีเสียตรงนั้น
แต่หากปฏิเสธ...นางก็จะไม่ได้เตาหลอมนี้...
เซียวจิ่วเอ๋อร์นิ่งเงียบไปนาน ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลพลางจ้องเตาหลอมตรงหน้าราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งในใจ
นางรู้สึกว่าเตาหลอมนี้เหมาะกับนางยิ่งนัก ราวกับชะตากำหนดไว้ หากไม่ใช่เพราะโชคชะตา เหตุใดในบรรดาผู้คนมากมาย นางจึงเป็ผู้เดียวที่มองทะลุผ่านอาคมพรางตาที่ปกคลุมมันได้เล่า
“ตกลง” เซียวจิ่วเอ๋อร์พยักหน้าราวกับผู้สิ้นหวัง “เข้าก็เข้า ส่งของมาเถอะ”
จะให้ะโก็ช่าง จะขายหน้าก็แล้วไป อย่างไรเสียนางก็ปลอมตัวอยู่ในคราบของผู้อื่น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง
ชายหนวดเฟิ้มะเิเสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะคว้าเตาหลอมจากกองของเก่าขึ้นมาโยนให้นางอย่างไม่แยแส
เซียวจิ่วเอ๋อร์รีบยื่นมือรับเตาหลอมไว้มั่น จากนั้นส่งเงินให้อย่างรวดเร็ว
นางไม่ปรารถนาจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้แม้เพียงครู่เดียว รีบหมุนตัวเตรียมก้าวออกไป แต่ชายหนวดเฟิ้มกลับคว้าคอเสื้อนางไว้แน่น ก่อนจะกล่าวว่า
“ปลายเดือนนี้ กลุ่มผู้ศรัทธาของพวกเราจะจัดงานรวมตัวกัน ตาแก่อย่าลืมมาร่วมงานล่ะ!”