สิบวันผ่านไปหลังจากที่เจี้ยนฝูได้เริ่มฝึกให้กับอูหลินเฟิง
หลังได้ที่เจี้ยนฝูได้ฝึกกระบี่ให้กับอูหลินเฟิงก็ได้พบความสามารถอีกอย่างของอูหลินเฟิงนั่นคือความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงอย่างน่าใ ไม่กว่าจะเป็เพลงกระบี่แบบไหนเพียงแค่แสดงให้เห็นรอบเดียว อูหลินเฟิงก็สามารถใช้กระบวนท่านั้นได้ถูกต้องทั้งวิถีโคจรลมปราณและรูปแบบการออกกระบวนท่า
“ความสามารถของท่านยังทำให้ข้าใได้อีกแล้วคุณชายใหญ่”เจี้ยนฝูกล่าวชม ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้เขาสอนเพลงกระบี่พื้นฐานไปจนหมดแล้วคุณชายใหญ่ใช้เวลาเพียงสิบวันก็เรียนรู้ได้หมดความสามารถของอูหลินเฟิงทำให้เขาตื่นตะลึงยิ่งนัก
“ท่านลุงเจี้ยนชมเกินไปแล้วข้าเองก็ยังมีเื่ที่ต้องเรียนรู้จากท่านอีกมาก” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างถ่อมตัว
“น่าเสียดายที่ข้าสามารถสอนได้แต่เพลงกระบี่ระดับต่ำไม่สามารถสอนเพลงกระบี่ระดับกลางถึงระดับสูงให้ท่านได้เพราะว่าเพลงกระบี่เ่าั้ต้องใช้ปราณธาตุเฉพาะในการสำแดงพลังแท้จริงออกมา”เจี้ยนฝูกล่าวด้วยความเสียดาย เพราะสามารถของอูหลินเฟิง หากว่าสามารถใช้ปราณอัสนีได้เพียงไม่กี่ปีอาจจะสามารถไปได้ไกลว่าอูไต้หรงก็ได้
“ไม่เป็ไรหรอกท่านลุงเจี้ยน หากข้าไม่สามารถหาเพลงกระบี่ที่เหมาะสมกับข้าได้ข้าก็แค่สร้างมันขึ้นมาเองก็พอ” อูหลินเฟิงบอกด้วยความมั่นใจด้วยคิดว่าตนต้องทำได้อย่างแน่นอน
“เช่นนั้นข้าก็ขออวยพรให้ท่านโชคดีเพราะข้าได้สอนในสิ่งที่ควรสอนไปหมดแล้ว” เจี้ยนฝูได้บอกอย่างนึกอย่างเสียดายหากว่าอย่างน้อยอูหลินเฟิงมีปราณธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเขาคงสามารถแนะนำแนวทางได้ดีกว่านี้ แต่พอเป็ปราณไร้ธาตุเขากลับไม่สามารถแนะนำแนวทางได้ เพราะหากมองไปทั่วทั้งทวีปตะวันตกคงไม่มีผู้ใช้ปราณไร้ธาตุที่สามารถฝึกได้เกินระดับที่สามมาก่อน“เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน”
“ขอบคุณสำหรับสิ่งที่ท่านสอนข้า”อูหลินเฟิงทำความเคารพเจี้ยนฝู ก่อนที่ชายอายุมากกว่าจะออกไปจากห้องฝึก
“เอาละหลังจากนี้คงถึงเวลานี้ข้าก็ต้องหาทางทำอะไรกับลมปราณของข้าสักทีหรือไม่ก็ต้องหาทางอื่นแทนเพื่อให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ตอนนี้ที่พัฒนาไปไวที่สุดของข้าคงเป็จิตกระบี่”
โดยปกตินั้นเมื่อผู้ฝึกยุทธ์ได้เลือกอาวุธในการฝึกฝนเช่น ดาบ กระบี่ ทวน ง้าว ธนู หอก เมื่อฝึกอาวุธนั้นได้ชำนาญมากพอเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ก็จะเข้าสู้หนทางพลังแห่งศาสตราเพื่อให้เป็หนึ่งเดียวกับศาสตรานั้นๆโดยความชำนาญจะแบ่งออกเป็ เริ่มต้น ชำนาญ จิต แก่นแท้ เจตจำนง และ กฎเกณฑ์
หลังจากที่ได้อ่านคัมภีร์กระบี่ที่เจี้ยนฝูนำมาให้พออูหลินเฟิงได้ลองจับกระบี่ก็บรรลุขั้นจิตแห่งกระบี่ทันทีเพียงแต่เื่นี้เขาไม่ได้บอกทั้งเจี้ยนฝูและอูไต้หรงเพราะว่าความเก่งกาจที่มากเกินไป ก็อาจเป็ภัยกับตนเองได้เหมือนกันที่เขาสามารถบรรลุจิตแห่งกระบี่ได้อย่างรวดเร็วก็เพราะว่าตอนที่เรนยังมีชีวิตอยู่ก็เคยบรรลุถึงระดับจิตแห่งดาบได้เช่นเดียวกันพลังของเรนจึงถ่ายทอดมายังอูหลินเฟิงแม้ว่าสิ่งที่เขาฝึกฝนจะเป็กระบี่ไม่ใช่ดาบก็ตาม
“อีกพลังที่เรายังไม่เคยลองคือพลังิญญาเป็รูปแบบพลังที่แม้แต่ในหอคัมภีร์ของตระกูลก็มีเพียงแค่การกล่าวถึงว่าเป็พลังหายากหายากยิ่งว่าผู้ใช้พลังจิต แต่ไม่มีแนวทางการฝึกฝนเหลือเวลาอีกสามเดือนกว่าก่อนจะถึงการประลองล่าสัตว์อสูร คงต้องรีบแล้วคงต้องลองไปที่ป่าเมฆฝนเพื่อลองฝึกใช้พลังิญญาดูสักครั้ง”อูหลินเฟิงกล่าวกับตัวเอง
“พี่ใหญ่ๆๆๆๆ”ในขณะที่อูหลินเฟิงกำลังจะไปหาอูไต้หรงเพื่อขอออกไปที่ป่าเมฆฝนก็มีเสียงเด็กชายร้องเรียกพร้อมกับร่างเด็กน้อยอายุประมาณสิบสองปีวิ่งเข้ามาหาพร้อมทั้งะโกอดอูหลินเฟิงเข้าอย่างจังทำให้เขาต้องรีบรับร่างของเด็กน้อยคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้
“ท่านพี่ท่านหายดีแล้วจริงๆ ด้วย ท่านพ่อบอกว่าตอนนี้ท่านสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้วแบบนี้เราก็สามารถฝึกยุทธ์ด้วยกันได้แล้วสิ”เด็กน้อยพูดทั้งที่ยังเกาะเอวของอูหลินเฟิงอยู่ใบหน้าของเด็กน้อยแสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่พี่หายดีแล้ว เพียงแต่ว่าข้าคงไม่สามารถฝึกร่วมกับเ้าได้เพราะแนวทางการฝึกของเ้ากับข้านั้นต่างกันข้าไม่สามารถใช้ปราณอัสนีได้เหมือนอย่างเ้าอีกอย่างระดับลมปราณของเ้าสูงกว่าข้ามากนัก”อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมลูบหัวของน้องชาย
“อ้าวอะไรกัน” อูหมินจิงบอกด้วยความเศร้าใจ
“แต่ว่าหากวันไหนข้าสามารถตามเ้าได้ทันตอนนั้นเราลองมาฝึกด้วยกันสักครั้งมั้ย”อูหลินเฟิงที่เห็นน้องชายทำหน้าเศร้าจึงพูดให้น้องชายรู้สึกดีขึ้น
“จริงนะท่านไม่โกหกข้านะ” อูหมินจิงที่ได้ยินก็ถามกลับด้วยความดีใจ
“ข้าเคยโกหกเ้าด้วยหรือ”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันก็มีบุคคลใหม่เข้ามาในห้องฝึก เมื่อคนในห้องเห็นผู้มาใหม่ก็ได้ทำความเคารพทันที
“คารวะท่านแม่/ คารวะท่านแม่” อูหลินเฟิงกับอูหมินจิงยกมือประสานทำความเคารพทันที
“ข้ากับจิงเอ๋อร์เพิ่งกลับมาจากต่างเมืองพอรู้ว่าเ้าหายดีเลยรีบมาหา คงไม่ได้รบกวนตอนเ้ากำลังฝึกฝนนะ”อูหลานหลิงหรือฮูหยินเอกคนปัจจุบันของตระกูลอูกล่าว นางคือแม่แท้ๆของอูหมินจิงแต่เป็แม่เลี้ยงของอูหลินเฟิง ซึ่งเลี้ยงดูอูหลินเฟิงมาั้แ่เด็กแต่ถึงจะเป็เพียงแม่เลี้ยง แต่ว่านางก็เลี้ยงดูอูหลินเฟิงเป็อย่างดีเสมอมาอูหลินเฟิงจึงสามารถเรียกนางว่า ท่านแม่ ได้อย่างเต็มปาก
“ไม่เลยขอรับท่านแม่ข้าเพิ่งฝึกกระบี่เสร็จ กำลังจะไปขออนุญาตท่านพ่อออกไปที่ป่าเมฆฝนเพื่อลองฝึกอะไรบางอย่างขอรับ” อูหลินเฟิงบอกความ้าของตนเองทันที
“นายท่านได้ออกไปข้างนอกแล้วหากเ้า้าออกไป ข้าสามารถอนุญาตแทนได้เพียงแต่ว่าเ้าต้องนำองครักษ์ออกไปด้วยอย่างน้อยสองคน เพื่อความปลอดภัยของเ้า”อูหลานหลิงกล่าวนางได้ยื่นเงื่อนไขของการออกไปครั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่ดีขึ้นกับอูหลินเฟิงเอง
“ได้ขอรับ”อูหลินเฟิงตอบรับทันที
“ท่านพี่ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่”อูหมินจิงถาม
“ไม่ได้ข้าได้ข่าวว่าเร็วๆ นี้เ้าต้องไปหาคุณหนูใหญ่ตระกูลลี่ไม่ใช่หรือเ้าควรรีบที่จะไปเตรียมตัวเพื่อไปพบตระกูลลี่มากกว่า” อูหลินเฟิงกล่าวปฏิเสธแม้เขาจะไม่ค่อยได้ออกมาจากห้องแต่ก็ยังรับรู้สถานการณ์ต่างๆ ของตระกูลเื่การหมั้นหมายของตระกูลอูและตระกูลลี่เขาเองก็รับรู้เช่นกัน
“ได้ขอรับ”อูหมินจิงตอบรับด้วยน้ำเสียงแ่เบาอย่างกับเด็กที่โดนขัดใจ
“จิงเอ๋อร์เ้ารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ใกล้เวลานัดหมายกับตระกูลลี่แล้วเฟิงเอ๋อร์เ้าก็ไปรอหน้าประตู ข้าจะให้พ่อบ้านกงจัดองครักษ์ให้เ้า”อูหลานหลิงกล่าว
“ขอรับท่านแม่”เมื่อได้พูดคุยกันเสร็จสิ้น ทั้งสามคนก็ได้แยกย้ายกันออกไป
“คารวะคุณชายใหญ่/ คารวะคุณชายใหญ่”เสียงทำความเคารพอูหลินเฟิงดังขึ้นหลังจากที่เขามารอหน้าประตูเพียงไม่นาน
“เป็พวกเ้านี่เองอูฉาน อูซวน ถึงกับให้พวกเ้ามาคุมกันข้าไม่เกินไปหน่อยหรือไง”อูหลินเฟิงกล่าวหลังจากที่เห็นคนทั้งสองที่มาคุ้มกันตนเองในครั้งนี้
อูฉานชายร่างใหญ่องครักษ์ตระกูลอู นักสู้ระดับห้าขั้นปลาย อูซวนชายร่างเล็กองครักษ์ตระกูลอู นักสู้ระดับห้าขั้นกลางทั้งสองต่างเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงของตระกูล
“ไม่เกินไปหรอกขอรับท่านเป็คุณชายใหญ่ของตระกูล จะให้องครักษ์ระดับต่ำไปคุ้มกันท่านคงไม่ได้หากเป็ปกติควรเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหกด้วยซ้ำเพียงแต่ตอนนี้พวกองครักษ์ระดับหกได้ติดตามนายท่านไปด้วยข้าและอูฉานถึงต้องถึงได้มาเองขอรับ” อูซวนอธิบายแม้อูหลินเฟิงจะเพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์ได้ไม่นาน ต่อให้ไม่สามารถฝึกได้อูไต้หรงก็ยังคงรักและดูแลอูหลินเฟิงอย่างดี
เคยมีเหตุการณ์ที่อูหลินเฟิงเคยถูกแกล้งจากคนอายุเท่ากันในตระกูลอูไต้หรงถึงกับสั่งลงโทษั้แ่เด็กคนนั้นไปจนถึงบิดามารดาทำให้หลายคนรับรู้ว่าอูหลินเฟิงแม้จะมีร่างกายอ่อนแอแต่เกิดผู้นำตระกูลกลับไม่ทอดทิ้งบุตรของตน หลังจากนั้นเป็ต้นมาหลายคนในตระกูลอูจึงให้ความเคารพอูหลินเฟิงตามฐานะที่เขาเป็คือคุณชายใหญ่ของตระกูลอู
“อูฉานผู้นี้จะไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านแน่นอน”อูฉาน องครักษ์ร่างใหญ่ กล่าวกับอูหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ส่วนตัวข้าเคยไปที่ป่าเมฆฝนหลายครั้ง…ข้าสามารถนำทางให้ท่านได้แน่นอนขอรับ” อูซวนกล่าวตัวเขาเองก็เข้าป่าเมฆฝนเพื่อฝึกวิชาหลายครั้งการเป็คนนำทางของอูหลินเฟิงในครั้งนี้อูซวนจึงเป็ตัวเลือกของที่ดีที่สุด
“ดีเช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้ก็ฝากด้วย ไปกันเถอะ”
“ขอรับ/ ขอรับ” ทั้งสองตอบรับอย่างหนักแน่น
ทั้งสามคนได้เดินทางจนมาถึงบริเวณรอบนอกของป่าเมฆฝนเป็บริเวณที่มีแต่สัตว์อสูรระดับต่ำ เพียงระดับหนึ่งถึงระดับสามเท่านั้น
“ท่าน้าฝึกฝนประเภทไหนหรือขอรับข้าอาจจะสามารถหาสัตว์อสูรมาให้ท่านฝึกได้” อูซวนถาม
“ข้า้าลองฝึกพลังจิต”อูหลินเฟิงตอบ
“พลังจิต!/ พลังจิต?” อูซวนกับอูฉานกล่าวทวนออกมาพร้อมกันด้วยความแปลกใจนึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายใหญ่ของตนจะสามารถใช้พลังหายากอย่างพลังจิตได้ด้วย
“ท่านสามารถใช่พลังจิตได้ด้วยหรือขอรับ”อูฉานถามด้วยความใ
“อูฉานอย่าเสียมารยาท”อูซวนได้กล่าวตำหนิอูฉาน เพราะถึงแม้ตนและอูฉานจะมีระดับพลังที่สูงกว่าแต่ว่าเขาทั้งสองเป็เพียงองครักษ์เท่านั้น ไม่ควรที่จะก้าวก่ายเื่ของเ้านาย
“ขออภัยขอรับคุณชายใหญ่ข้าใมากเกินไป” อูฉานรีบกล่าวขอโทษ
“ไม่เป็ไรอูฉาน ข้าเองเพิ่งค้นพบว่าข้าสามารถใช้พลังจิตได้เมื่อไม่นานมานี้เลยตั้งใจว่าจะมาลองดูแค่นั้นเอง” อูหลินเฟิงตั้งใจไม่บอกเื่พลังิญญาของตนเพราะแค่สามารถใช้พลังจิตได้นั้นก็เป็เื่ที่น่าใมากพออยู่แล้วหากบอกว่าจะลองฝึกพลังิญญา พลังที่หายากยิ่งกว่าคงเป็เื่ใหญ่ที่ปิดไม่อยู่แน่นอน
‘เริ่มแรกต้องเริ่มจากพลังที่ลุคถนัด ลุคสามารถใช้พลังจิตได้คือจิตค้นหาและจิตซ่อนเร้นจิตค้นหาของลุคนั้น จะสามารถเห็นร่องรอยของสิ่งที่ลุค้าหาส่วนจิตซ่อนเร้นนั้น คือการลบตัวตนและพลังจิตของตัวเอง’อูหลินเฟิงคิดในใจ
ทักษะจิตซ่อนเร้นนั้นหลังจากการรวมิญญาก็ได้พัฒนาจนอูหลินเฟิงสามารถซ่อนได้แม้แต่พลังลมปราณของตนเองแต่ว่าสาเหตุที่อูหลินเฟิงต้องขอทักษะการซ่อนลมปราณจากอูไต้หรงเพื่อว่าไม่ให้เกิดข้อสงสัย หากว่าจู่ ๆ อูหลินเฟิงสามารถใช้พลังได้หลากหลายทั้งๆที่ตนเองไม่เคยฝึกมาก่อน
อีกสาเหตุที่อูหลินเฟิงมีความสามารถด้านกระบี่ก็เพราะว่าเรนเคยรับการฝึกฝนดาบเรเปียร์มาก่อน ทำให้อูหลินเฟิงมีความก้าวหน้าด้านกระบี่สูงโดยอาศัยประสบการณ์ของเรน ส่วนพลังิญญานั้น อูหลินเฟิงคิดว่าจะต้องค่อยๆแสดงออกมาโดยที่ให้คนอื่นคิดว่านั่นคือพลังจิตไปก่อนจะดีกว่า