บทที่ 2 ใจเย็นลงแล้ว
ขณะนี้เป็เวลาสายไก่โห่ คาดคะเนแล้วเป็ต้นยามซื่อเห็นจะได้ (9.00 น.)
หนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่ นั่งอยู่บนเตียงนอนเก่า ๆ ที่ดูอย่างไรก็คือไม้กระดานแข็ง ๆ วางเหนือพื้นดินราวหนึ่งปลายนิ้วเท่านั้น ้ารองด้วยเศษฟางจำนวนสามกำมือที่ไม่สามารถมอบความนุ่มใด ๆ ให้เตียงนอนหลังนี้ได้ ตอนนี้เสี่ยวเซากำลังนั่งมองใบหน้าอันหล่อเหลาของท่านลุงแปลกหน้าอย่างดีอกดีใจ
^__^ เสี่ยวเซาภูมิใจที่เป็คนเลี้ยงดูท่านลุงจนหายป่วย
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเด็ดขาด” โจวฉือกระแอมเสียงพูด ทั้งที่ตัวเองก็เป็ฝ่ายจ้องหน้าเสี่ยวเซาเช่นกัน
ครึ่งก้านธูปก่อน…
“หุบปาก! มิเช่นนั้นข้าจะหักคอทิ้งเดี๋ยวนี้”
ท่านลุงผู้ร้ายกาจรำคาญเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยจนแก้วหูแทบแตก! อันว่าเสียงะเิในสนามรบยังไม่เป็อันตรายต่อใบหูของมนุษย์เท่าเสียงแหลมปรี้ดของเด็กร้องไห้ เสี่ยวเซาร้องไห้เพียงสามเฟิน (3 นาที) ท่านลุงผู้ยิ่งใหญ่ก็เริ่มทนไม่ไหวเอาเสียแล้ว
อันคำว่าเ้าหัวผักกาดคือผู้มีพระคุณ! สลัดทิ้งไปก่อน! -...-
งะ…งา…แงงงงงงง T_T
เสียงแผดร้องดังระงมเพิ่มโทนเสียงขึ้นอีกสามระดับเมื่อได้ยินคำว่าหักคอทิ้ง
เด็กชายผู้มองโลกในแง่ดีไม่รู้จักคำว่าข่มขู่หรือไง! มีอย่างที่ไหนผู้ถูกช่วยเหลือจะฆ่าผู้มีพระคุณของตัวเองกันเล่า หากในโลกนี้มีเื่เช่นนั้นจริง ๆ คงเกิดกับคนที่ไร้มโนธรรมสำนึกเท่านั้น หากใช่กับโจวฉือจวิน
อันตัวข้าโจวฉือจวิน รู้ดีรู้ชั่ว รู้สูงรู้ต่ำ ช่วยเหลือเพียงหนึ่งครั้งจดจำไปชั่วชีวิต ดังสำนวนที่ว่า 'บุญคุณเพียงหนึ่งหยดน้ำ ตอบแทนให้ได้ดั่งสายธารธารา'
โจวฉือช้อนแววตาไปใต้ลำคอเสี่ยวเซา พบว่าแทบไม่มีรอยต่อ...
รูปลักษณ์ประเภทนี้คืออะไรกัน? O.O
มีแค่หัวติดกับลำตัวช่างน่าพิศวงยิ่ง แต่หากข้าจะเอาชีวิตของเ้าหนูนี่ก็ไม่ใช่เื่ยากขนาดนั้น เพียงเชยปลายนิ้วเข้าที่เนื้อนุ่มนิ่มแล้วออกแรงนิดหน่อย เ้าเด็กนี่ก็ตายคามือได้เช่นกัน
ด้วยความสงสัย… โจวฉือจึงยื่นมือเข้าไปเชยใต้คางของเด็กน้อยจริง ๆ ทันทีที่ััเนื้อนุ่มนิ่ม โจวฉือก็รู้สึกแปลกมาก คล้ายกำลังััหมั่นโถวลูกนุ่ม ๆ ที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ ๆ อย่างไรอย่างนั้น
เหอะ! แต่คนอย่างโจวฉือจะไม่ยอมให้ภาพลวงตาเปลือกนอกเหล่านี้รบกวนสมาธิทำให้ไขว้เขวเด็ดขาด!
โจวฉือลงมือขยับปลายนิ้วที่กดใต้ลำคอของเด็กชายช้า ๆ ไล่ไปทีละจุดอย่างเบามือ
“พบแล้ว! ที่จริงเ้าก็มีกระดูกข้อต่อปกติ เพียงแต่เ้าเด็กนี่อ้วนเกินไปสินะ”
ท่านลุงผู้เ็าเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อสำรวจกระดูกข้อต่อลำคอของเด็กน้อยได้สำเร็จ ระดับแม่ทัพใหญ่ผู้คุมทัพทหารสองแสนนาย เพียงกระทบปลายนิ้วหนึ่งจังหวะ กระดูกของเด็กเล็กตัวเท่านี้สามารถแหลกละเอียดได้ในพริบตา!
ทว่ามีหนึ่งสิ่งที่ทำให้โจวฉือจวินประหลาดใจจนต้องหดมือกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
เอิ๊ก ~
นั่นคือเสียงเรอของเด็กน้อย นอกจากเสียงที่ดังลั่นน่ารังเกียจมันยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมาด้วย เ้าหนูน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมาทั้งที่เมื่อครู่ยังร้องห่มร้องไห้กลัวตาย แม้แต่หยาดน้ำตาที่เคลือบอยู่บนแก้มอันแดงปลั่งยังไม่แห้งเหือดเสียด้วยซ้ำ “เ้าไม่กลัวข้าแล้วรึ!!”
เป็ครั้งแรกที่โจวฉือจวินรู้สึกประหม่า กล้ารับประกันได้ว่าทั่วแผ่นดินหนานเป่ย ไม่มีใครไม่กลัวโจวฉือจวิน แม้แต่ภูตผีปีศาจก็ต้องกลับเข้าหลุมของตัวเองเมื่อได้ยินสรรพนาม โจวฉือจวิน ผู้เปรียบได้ดั่งเทวทูตในวิมานมนุษย์
การปรากฏตัวของเด็กน้อยทำให้โจวฉือเกิดความหวาดระแวงแต่ก็ยังอยากทำความรู้จักในเวลาเดียวกัน เพื่อที่จะได้รู้จักกับเ้าหนูคนนี้ดี ๆ โจวฉือจวินยอมพูดคุยกับเด็กชายด้วยโทนเสียงที่ต่ำลง จากที่ตอนแรกเอาแต่ข่มขู่จะคร่าชีวิต ตอนนี้กลับกลายมาเป็คู่สนทนาที่ดีที่สุดของกันและกัน
นั่นจึงเป็เหตุผลว่า ทำไมหนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่จึงนั่งนิ่งบนเตียงด้วยกันได้อย่างสมานฉันท์
“พ่อแม่ของเ้าอยู่ที่ใด เรียกมาพบข้าเดี๋ยวนี้”
โจวฉือเป็ฝ่ายชำแรกเสียงเยียบเย็นขึ้นมาถามเ้าเด็กน้อยจอมสกปรกที่นั่งขัดขาไขว้แขนกอดอกอยู่ตรงหน้า ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นเ้าของร่างอ้วนกลมก็วิ่งลงจากเตียงไปค้นหาอะไรบางอย่างในหีบเก่า ๆ ก่อนจะถือแผ่นไม้ประหลาดขนาดเท่าฝ่ามือ มากอดไว้ที่อกแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ที่นี่ไม่มีท่านแม่ขอรับ ท่านยายก็ตายแล้ว”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือปานจะร่ำไห้ โจวฉือสังเกตเห็นเม็ดน้ำตาจ่ออยู่บริเวณหางตาเจียนไหล จึงได้แต่ยื่นมือเข้าไปเช็ดออกให้อย่างลืมตัว นั่นทำให้หัวใจของเด็กน้อยผู้ขาดความรัก...อบอุ่นขึ้นมาพลัน
“เ้าถือของเล่นบ้าบออะไรไว้ในมือ พิลึกกึกกือซะไม่มี ประเดี๋ยวกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่ข้าจะซื้อกระทิงโยกให้เ้าเล่น”
โจวฉือเริ่มรู้สึกเวทนาเ้าหนูน้อยเมื่อเห็นของเล่นชิ้นนั้น จึงกล่าวถ้อยวจีกึ่งเมตตาออกไปทั้งที่ไม่เคยใช้น้ำเสียงทำนองนี้กับใครมาก่อน ทว่าโจวฉือเองไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น เขาคิดแต่เพียงว่ากระทิงโยกหนึ่งตัว ตอบแทนที่เสี่ยวเซาช่วยชีวิต
แต่แล้วเสี่ยวเซาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า
“นี่คือป้ายิญญาของท่านยายขอรับ”
คำตอบของเสี่ยวเซาทำให้โจวฉือนิ่งเงียบไม่ได้ต่างกับเ้าของเสียง โจวฉือรู้สึกผิดทันทีที่เมื่อครู่กล่าวหาว่าของสิ่งนั้นเป็ของเล่นสำหรับเด็ก คงเพราะเสี่ยวเซาจนมาก แม้แต่ป้ายิญญาของผู้าุโก็ไม่มีอักษรสีทองสลักไว้
เหตุการณ์นี้ทำให้โจวฉือเรียนรู้ว่ามิควรมั่นใจในตัวเองมากจนเกินไป เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ บางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเราอาจทำร้ายจิตใจของใครบางคนอยู่ก็ได้
“นั่นชื่อของเ้าหรือ?”
โจวฉือไม่ได้ถามเื่พ่อแม่ของเ้าหนูแล้ว แต่เลือกที่จะถามชื่อแซ่ของเขาแทน
“ขอรับ เสี่ยวเซาคือชื่อของข้า แล้วท่านลุงล่ะขอรับ”
โจวฉือแสยะยิ้มเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า เ้าเด็กน้อยชักจูงง่ายเสียจริง เมื่อครู่เหมือนจะร้องไห้ แต่พอถูกถามไปเื่อื่น ก็เปลี่ยนขั้วอารมณ์ได้ง่ายดายปานมีเวทมนตร์เสกสั่ง นอกเหนือจากนั้นยังกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าอีก
ในเมื่อคิดได้เช่นนี้โจวฉือจึงตอบเด็กชายออกไปตามตรงว่าตนเองคือใคร
“ข้าคือโจวฉือจวินแห่งหนานเป่ย”
อากัปกิริยาของเสี่ยวเซาไม่ได้หวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็ แต่เขาปรบมือแปะ ๆ อย่างน่าเอ็นดูแล้วพูดเจื้อยแจ้วว่า “ชื่อท่านลุงเพราะมากขอรับ”
นั่นทำให้โจวฉือแปลกใจ ชายผู้เป็เ้าของชื่ออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบคาดเกี่ยวกันเป็ปม พลางครุ่นคิดในใจว่า
“ชื่อเสียงของข้าสะท้านะเืไปทั่วแว่นแคว้น โจวฉือจวินแม่ทัพใหญ่ผู้น่ายำเกรง แต่จะบอกว่าเด็กน้อยอย่างเ้าไม่รู้จักข้างั้นรึ เป็ไปไม่ได้!! ข้าออกจะโด่งดังเอาปานนั้น”
“แต่เสี่ยวเซามีท่านพ่อนะขอรับ”
จู่ ๆ คำพูดนี้ก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม ประมาณว่าเสี่ยวเซาไม่ได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งอันใหญ่โตที่ท่านลุงกำลังคุยโวโอ้อวด นั่นทำให้ท่านลุงโจวผู้หล่อเหลาเบิกตากว้าง กลับมาให้ความสนใจกับเสี่ยวเซาน้อยอีกครั้ง
“เช่นนั้นท่านพ่อของเ้าเล่า?”
โจวฉือคิดไปเองว่าเด็กชายวัยสี่ขวบไม่สามารถช่วยชีวิตของตนได้แน่นอน อย่างนั้นผู้ที่ช่วยชีวิตแม่ทัพใหญ่โจวฉือจวินตัวจริง ต้องเป็บิดาของเสี่ยวเซาแน่นอน แต่ที่้าพบบิดาของเสี่ยวเซาไม่ใช่อยากหาเื่แต่อย่างใด โจวฉือจวิน้าตกรางวัลก้อนใหญ่ให้พลเมืองดีต่างหาก
เสี่ยวเซาน้อยยกมือหนึ่งข้างขึ้นมาคลึงขมับคล้ายกำลังใช้ปัญญานึกคิดอะไรบางอย่าง แค่พูดถึงบิดาของตนเองถึงขั้นต้องใช้ปัญญาขนาดนี้เชียวหรือ ท่าทางสุดพิลึกของเสี่ยวเซาทำให้โจวฉือเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาอีกครั้งจนได้
เงียบงันไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ ปากเล็กอวบของเสี่ยวเซาก็พะเยิบขึ้นมา แล้วกล่าวติดขัดถึงชื่อของใครคนหนึ่ง ที่ตัวโจวฉือเองก็คาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน
“จะ…เจ๋อ…เจ๋อซี ท่านพ่อของเสี่ยวเซาชื่อเจ๋อซีขอรับ”
โจวฉือเบิกตากว้างเมื่อได้ยินสรรพนามที่เด็กน้อยกล่าว นิ้วมืออันสากกร้านยื่นเข้าไปอุดปากเ้าหนูเสี่ยวเซาให้เงียบปากเสีย จากนั้นกล่าวตักเตือนแต่เพียงว่า
“หากมิอยากอายุสั้น เ้าอย่าได้เที่ยวไปเรียกคนผู้นี้ว่าพ่อ”
ท่าทางตื่นตระหนกของท่านลุงโจว ทำให้เสี่ยวเซาน้อยงุนงงยิ่ง เหตุไฉนต้องสั่งห้ามมิให้เสี่ยวเซามีท่านพ่อเป็ของตัวเอง แล้วเจ๋อซีไม่ใช่ท่านพ่อของเสี่ยวเซาตรงไหน แม้แต่อักษรเสี่ยว กับอักษรเซาในตำราจีนโบราณยังคล้ายคลึงกับชื่อท่านพ่อยิ่ง เช่นนั้นเจ๋อซีคือบิดาของเสี่ยวเซาแน่นอน
*****
*ไม่ใช่คนขี้อวดเลยเนอะท่านแม่ทัพ*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
นักอ่านสายอีบุ๊กสามารถจิ้มลิ้งด้านล่างได้เลยน้า