ตอนที่ 3 ลงเขา
“หลินเฟย ในเมื่อเราสองมีวาสนาต่อกันนอกจากมรดกสายเืัอันสูงศักดิ์แล้ว ยังมีเคล็ดวิชาอีกหลายวิชาที่ข้าอยากให้เ้าได้ร่ำเรียน” จ้าวั์เอ่ยเสียงเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
หลินเฟยสะท้านในใจ เคล็ดวิชาที่ว่ามิใช่ที่ใช้สังหารเทพและอสูรในานั่นหรอกหรือหากเป็เช่นนั้น หนึ่งในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดเทียบกับเขาได้อีก
“เ้าได้เห็นพลังของวิชาดาบัพลิก์แล้ว หากเ้าบรรลุถึง ‘แก่นแท้แห่งดาบขั้นเซียน’ การแสดงพลังของมันก็จะเป็อย่างที่เ้าเห็นข้า ในมหาาล้างทวีปนั่น”
“แก่นแท้...”
หลินเฟยมึนงงในทวีป เสวียนจุนนี้ ผู้ที่มีแก่นแท้แห่งดาบนับได้ด้วยสองมือเท่านั้นอีกทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าใครไปได้ไกลกว่าแก่นแท้แห่งดาบขั้นสูงเลยด้วยซ้ำ
ไม่ต้องพูดถึงขั้นเซียนความยากของมันมากมายเกินกว่าคนทั่วไปจะคาดคิดได้นอกจากจะมีฝีมือเป็ยอดอัจฉริยะแล้วจำต้องมีวาสนาอันสูงส่งและความมุมานะเกินกว่าคนทั่วไปจะมีได้จากที่กล่าวมาจะขาดอะไรไปไม่ได้เสียด้วย
แก่นแท้แห่งดาบ กระบี่ หรืออาวุธชนิดอื่นแบ่งออกเป็
แก่นแท้ระดับต่ำ 1-9
แก่นแท้ระดับกลาง 1-9
แก่นแท้ระดับสูง 1-9
แก่นแท้มนุษย์ 1-9
แก่นแท้เซียน 1-9
แก่นแท้เทพ 1-9
แก่นแท้เทพเ้า 1-9
แก่นแท้า - - -
เฉกเช่นขั้นของการบำเพ็ญตบะ
ขั้นผู้ฝึกตน 1-9
ขั้นปราณกำเนิด 1-9
ขั้นปราณยุทธขาว 1-9
ขั้นปราณยุทธเงิน 1-9
ขั้นหลอมรวมปราณกำเนิดทอง 1-9
ขั้นกำเนิดปราณแท้ 1-9
ขั้นครึ่งปราณเซียน 1-9
ขั้นปราณเซียน 1-9
ขั้นเซียนโบราณ 1-9
ขั้นเสมือนเทพ 1-9
ขั้นเทพ 1-9
ขั้นเทพา 1-9
หลังจากที่ทะลวงขั้นขั้นของผู้ฝึกตนของหลินเฟยอยู่ที่ขั้นผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับหกถือว่าเป็ขั้นผู้ฝึกตนระดับสูงเพียงรอให้พื้นฐานมั่งคงก็จะสามารถฝ่าทะลุ เข้าขั้นสุดยอดของขั้นผู้ฝึกตนได้เทียบได้กับอัจฉริยะของสำนักในวัยเดียวกันแล้ว
แต่เดิมพร์ของหลินเฟยก็สามารถจะแซงหน้าคนในรุ่นเดียวกันไม่ยากอยู่แล้วเพียงแต่การพบเจอจ้าวั์คราแรก หลินเฟยไม่ได้สืบทอดมรดกโดยสมบูรณ์ พลังปราณในร่างจึงปั่นป่วนกลายเป็หลุมดำลึกกวาดกินทุกพลังฟ้าดินเข้าไปไม่ยอมให้ตบะพัฒนา
“แต่ถึงแม้ว่าเ้าจะฝึกแก่นแท้แห่งดาบได้ไม่ถึงขั้นนั้น ก็นับว่าวิชาที่ข้าจะมอบให้นั้นเป็วิชาชั้นตำนาน อยู่ที่เ้าจะเรียนรู้และแสดงพลังของมันได้มากน้อยเพียงไหน ระดับของเ้าตอนนี้เพียงฝึกท่าแรกได้เพียงเท่านั้น… เมื่อใดที่เ้าเข้าสู่ขั้นกำเนิดปราณ จงกลับมาที่นี่มารับดาบ ‘จักรพรรดิัสววรค์’ของข้าไป...
...ดวงจิตของอาจารย์ได้ผูกพันไว้กับดาบแล้วส่วนนึงแม้จะออกมาไม่ได้อีกแต่ยังมีความรู้ของข้าทั้งหมดคอยช่วยเหลือเ้าได้ และเมื่อถึงตอนนั้นข้าก็มีเื่จะฝากฝังเ้าเช่นกัน ด้วยพร์ของเ้าคงไม่นานที่จะก้าวไปถึงขั้นกำเนิดปราณ”
หลินเฟยรับฟังทุกคำอย่างตั้งใจั์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“เอาล่ะ ตอนนี้เ้าก็รับมรดกวิชาทั้งหมดของข้าไป เวลาของอาจารย์หมดลงแล้ว ถ้ำแห่งนี้จะปิดกั้นผู้อื่นนอกจากตัวเ้า หากไม่มีนักพรตขั้นเซียนผ่านมาก็ยากจะสังเกตได้ แล้วพบกันใหม่ศิษย์ข้า”
“อาจารย์...” หลินเฟยแววตาเศร้าหมอง เขารู้สึกผูกพันกับอาจารย์ของเขาด้วยสายเืจ้าวั แม้รู้ว่าอีกฝ่ายสิ้นชีพไปแล้ว แต่ระยะเวลาสั้นๆนี้ก็ทำให้เขาซาบซึ้งจนหาคำใดมาบรรยายไม่ได้
จ้าวั์ยิ้มอย่างอ่อนโยนร่างกายพลันเรือนลางกลายเป็ลำแสงพุ่งเข้าสู่ตัวของหลินเฟย ฉับพลันจิตสำนึกพลันมีเคล็ดวิชาปรากฏขึ้นสามวิชา พร้อมกับรอบกายค่อยๆพร่าเลือนกลับกลายเป็ถ้ำประหลาดดังเดิม
หลินเฟยก้มตัวลงคารวะอย่างนอบน้อมเป็เวลาเนิ่นนาน ในใจมีความคิดมากมายแล่นผ่าน สายตาเหลือบมองไปยังดาบจักรพรรดิั์หนึ่งครั้งก่อนจะหมุนตัวจากไป
“อา ข้าอยู่ที่นี่หลายวันเลยสิเนี่ย” หลินเฟยแหงนหน้ามองแสงตะวัน ก่อนจะรีบวิ่งลงเขาเพื่อกลับไปยังตระกูลหลินด้วยความเร่งรีบ
สามชั่วยามต่อมา
“ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว” หลินเฟยยิ้มกว้าง ะโไปทั่วตระกูลหลิน
หลินเฟยมองไปทั่วลานบ้านโดยปกติจะมีคนดูแลเดินกันไปมากวาดลานบ้านตัดแต่งสวนอยู่ตลอดไม่ก็นั่งเล่นหมากล้อมกัน แต่บัดนี้กลับเงียบสงบผิดแผกไปจากทุกวันมากนัก สงสัยได้ไม่นานหญิงสาวข้ารับใช้เก่าแก่ประจำบ้านที่เหลือไม่กี่คนก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาหลินเฟย
“นายน้อยเกิดเื่ใหญ่แล้ว ผู้าุโที่ห้า พาคนมาหลายคนกำลังคุยกับท่านผู้นำอยู่ที่ห้องโถง!”
“อะไรนะ! ผู้าุโห้า!”
หลินเฟยคิ้วขมวดเร่งเดินเข้าไปภายในห้องโถง ทุกคนในตระกูลหลินต่างรู้ดีว่าผู้าุโห้า คือผู้ที่มีความขัดข้องใจกับผู้นำตระกูลหลินและเขาเองยังมีส่วนอย่างมาก ที่ทำให้หลินกวงเย่ว์พ่อของหลินเฟยต้องออกมาสร้างบ้านพักตระกูลหลินภายนอกสำนัก
“หลินกวงเย่ว์ อีกนานเท่าใดถึงจะส่งผลึกอสูรวิเศษให้ทางสำนัก นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว หากเ้าไม่มีปัญญาก็ใสหัวออกจากพื้นที่ของสำนักโลหิตัไป!”
ผู้าุโห้าพูดอย่างเกรี้ยวกราด ชุดคลุมสีดำสนิทปักลวดลายัสีทองดูน่าเกรงขาม พลิ้วสะบัดด้วยพลังลมปราณที่เอ่อล้นออกมา ใบหน้าของชายวัยกลางคนดุดัน แววตาปรากฏความโหดดหี้ยมปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“อึก”
หลินกวงเย่ว์อึดอัดราวกับโดนทับด้วยูเาทั้งลูก ตบะของอีกฝ่ายสูงกว่าเขามากเกินไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็ผู้นำตระกูลหลิน หลินกวงเย่ว์รวบรวมสติก่อนจะเอ่ยออกไป
“ท่านผู้าุโห้า ‘เจียนเหิน’ โปรดให้เวลาข้าอีกสักหน่อยเถิด ตอนนี้สมุนไพรที่กำลังเติบโตของตระกูลข้าพอจะเก็บเกี่ยวได้บ้างแล้ว ขอเวลาอีกสักหน่อย ข้าจะส่งผลึกอสูรไปยังสำนักแน่นอน” หลินกวงเย่ว์เอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมกับก้มหัวเล็กน้อยคารวะอีกฝ่าย
“หึ นี่เป็กฎของสำนัก หากผู้ที่อยู่ภายในอาณาเขตไม่ส่งผลึกอสูรตามแต่ข้อตกลงการอยู่ในพื้นที่ ก็จำต้องออกไปให้พ้นจากอาณาเขตนี้ ข้าให้เวลาเ้าอีกสองอาทิตย์ หากยังไม่นำผลึกอสูรสำหรับสองเดือนที่ค้างอยู่ออกมา อย่าหาว่าข้าไม่มีน้ำใจ!”
ต้องรู้ว่าความจริงแล้วมีเพียงแต่ตระกูลผู้นำของหมู่บ้านหรือสำนักเล็กใหญ่เท่านั้นที่ต้องจ่ายค่ารับรองความปลอดภัยมันดูเหมือนจะเผด็จการแต่สำนักโลหิตัก็ไม่ได้เรียกเก็บแพงขนาดนั้น
เพียงเดือนละหกสิบผลึกอสูรขั้นต่ำตีเป็เหรียญเงินก็ประมาณสองพันเหรียญเงินเท่านั้นอีกทั้งหากมีไม่ถึงสิบหลังคาเรือนก็ผ่านไปได้เลย
โดยปกติตระกูลหลินก็ยังคงจ่ายอย่างสม่ำเสมอไม่มีขาดตกบกพร่องเหตุผลที่คราวนี้ไม่ได้จ่ายออกไปเป็เวลากว่าสองเดือนนั้นเป็เพราะสมุนไพรที่อยู่ในสวนเกิดมีแมลงรบกวนมากกว่าปกติ
ชนิดที่เรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ฝูงแมลงที่กัดกินพืชสมุนไพรอย่างรวดเร็วทำให้เสียหายไปเกือบทั้งหมดในสามเดือนที่ผ่านมาตระกูลหลินจึงย่ำแย่ไม่น้อย
อีกทั้งคนงานของตระกูลเหลือเพียงคนเก่าคนแก่ที่ไม่สนเื่รายได้แต่อยู่กับตระกูลด้วยความผูกพัน ด้วยความกว้างของตระกูลที่ครอบคลุมูเาหนึ่งลูก คนไม่ถึงยี่สิบคนบางทีจึงดูแลได้ไม่ทั่วถึง
แต่การที่สมุนไพรทั้งหมดเสียหายนั่นนับว่าเกินกว่าใครจะคาดคิดได้และด้วยเหตุผลที่ความกว้างของตระกูลนี่เองทำให้หลีกเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีตรงนี้ไม่ได้
ส่วนสำคัญของเื่ราวทั้งหมดคือผู้าุโห้าเจียนเหิน้าพื้นที่ของตระกูลหลินที่ใช้ความดีความชอบสุดท้ายของบรรพบุรุษแลกมา จึงพยามบีบบังคับให้ตระกูลหลินหมดหนทางถึงขนาดส่งคนลอบมาวางยาล่อแมลงที่สวนสมุนไพรเพื่อตัดช่องทางรายได้ของตระกูลหลินเลยทีเดียว
“หึ!”
ผู้าุโห้าแค่นเสียงออกมาก่อนจะสะบัดร่างพาผู้ติดตามสี่ห้าคนออกไป มันไม่แม้แต่จะชายตามองหลินเฟย ในสำนักโลหิตัต่างรู้ดีว่าพร์ของเด็กหนุ่มราวกับขยะมาั้แ่สองปีก่อน
หลังจากผู้าุโห้าเจียนเหินจากไปหลินกวงเย่ว์นั่งลงที่เก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อนไม่นานหลังจากผ่านห้วงความคิดที่วุ่นวาย เขาก็สังเกตเห็นหลินเฟยจึงมีปฏิกิริยาขึ้นมาอีกครั้งหลินเฟยก็นิ่งเงียบยืนมองผู้เป็บิดาด้วยความรู้สึกลึกล้ำ
“เฟยเอ๋อร์...” ชายวัยกลางคนมองบุตรตนเองด้วยความรัก แม้จะมีสายตาทอดถอนใจอยู่บ้างแต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ” หลินเฟยเดินเข้าไปหา ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขึ้นมาหนึ่งกล่องยื่นให้บิดา หลินกวงเย่ว์รู้สึกแปลกใจแต่ก็รับกล่องไม้มา เมื่อเปิดออกดูสิ่งที่อยู่ภายในก็ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
"นี่มัน...ดอกแสงจันทร์! แถมยังมีถึงสี่ดอก!"
หลินกวงเย่ว์ดีใจมากเสียจนเก็บอาการไม่อยู่คว้าหลินเฟยเข้าไปกอดการที่หลินเฟยนำดอกแสงจันทร์ทั้งสี่ดอกกลับมาหลินกวงเย่ว์ย่อมเหมือนพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
เท่านี้วิกฤตที่กำลังพบเจอย่อมคลี่คลายโดยง่ายด้วยดอกแสงจันทร์มีมูลค่ามากว่าร้อยทองต่อหนึ่งดอก (100เหรียญเงิน=1ทอง) การที่มีถึงสี่ดอกอาจขายได้เกือบ ห้าร้อยทอง หรือสี่หมื่นเหรียญเงินขึ้นไป! ตระกูลหลินย่อมไม่ต้องพบเจอปัญหาเื่เงินทองไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว
"แต่ว่าดอกแสงจันทร์นี้จะมีประโยชน์ในการฝึกตนของลูกอย่างมาก เอ๊ะ!" หลินกวงเย่ว์อึ้งเ้าไปอีกเมื่อััได้ว่าตบะของหลินเฟยมีความก้าวหน้ามากกว่าเดิมหลายเท่า
"เฟยเอ๋อร์ ตบะของลูก!"
"ใช่แล้วท่านพ่อ ข้าฝ่าทะลุขั้นแล้ว ตอนนี้ข้าอยู่ที่ขั้นผู้ฝึกขั้นสูงระดับหกแล้ว และจากนี้จะไม่มีปัญหาเื่ฝึกพลังอีกต่อไป พลังตบะของข้าสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วมากกว่าสองปีก่อนหลายเท่า!" หลินเฟยยิ้มกว้าง ตอบกลับผู้เป็บิดา
หลินกวงเย่ว์ดีใจมากเสียยิ่งกว่าได้รับดอกแสงจันทร์ในฐานะบิดาเขารู้สึกเลวร้ายเป็อย่างมาก ที่ไม่อาจช่วยลูกเหลือลูกชายของเขาในสองปีที่ผ่านมา แต่บัดนี้ลูกชายเขาสามารถตามทันอัจฉริยะคนอื่นได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน ทำให้เขารู้สึกยินดีมีความสุขจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายทำได้แค่เพียงยิ้มกว้างกอดบุตรชายไว้แน่นด้วยความรัก
"เอาละ เฟยเอ๋อร์ ในเมื่อลูกมาถึงผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับสูงแล้ว ก็ถึงเวลาที่พ่อจะมอบวิชาลับของตระให้เ้า"
หลินกวงเย่ว์ยิ้มไม่หุบควานหาวิชาลับในแหวนสมบัติ (แหวนสมบัติ'และถุงสมบัติมีความสามารถในการเก็บของแล้วแต่ระดับว่าจะสามารถเก็บได้มากแค่ไหน เพียงใส่พลังลมปราณของเ้าของลงไป หากไม่ใช่เ้าของจะไม่สามารถเปิดได้นอกเสียจากจะนำไปให้ผู้ที่มีพลังจิตเกี่ยวกับมิติลบตราเ้าของเดิมออกเสียก่อน)
"วิชาลับประจำตระกูล?" หลินเฟยคิ้วขมวด บิดาไม่เคยเอ่ยถึงวิชาลับให้เขาฟังแม้สักครั้ง ด้วยยังไม่ถึงเวลานั่นเอง
"ถูกแล้ว แท้จริงแล้วมันก็ไม่ได้ลับอะไรมากมายขนาดนั้น เพียงแค่มันยากจะฝึกด้วยข้อจำกัดบางประการ แม้แต่ตัวบิดาเองยังไม่สามารถรู้แจ้ง ไม่เช่นนั้นในรุ่นของข้าคงใช้วิชานี้กำราบศัตรูให้ราบคาบไปแล้ว ไหนเลยจะทนอับยศถึงเพียงนี้..."
หลินกวงเย่ว์เอ่ยมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ทอดถอนใจ บรรพบุรุษของเขาเป็ถึงผู้ร่วมก่อตั้งสำนัก ย่อมหมายถึงพลังและฝีมือ แต่ไหนเลยใครจะคาดผ่านมาหลายชั่วคนกลับไม่ปรากฏผู้มีพร์โดดเด่น
"แต่เ้าไม่เหมือนกัน เฟยเอ๋อร์ เ้าเฉลียวฉลาดเกินผู้ใดพร์นับว่าไม่ด้อย บิดาอยากให้เ้าตั้งใจฝึกฝนวิชานี้ให้สำเร็จ"
"หากท่านพ่อมั่นใจว่าข้าสามารถฝึกฝนได้ตัวข้าก็จะพยามไม่ให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง!" หลินเฟยยิ้มกว้างแววตาฉายแสงแห่งความมุ่งมั่นไม่อาจสั่นคลอน
"เฟยเอ๋อร์ เฟยเอ๋อร์ ควรแล้ว ควรแล้ว" หลินกวงเย่ว์มีแต่ความรู้สึกมีความสุข วันนี้เขาเหมือนได้ปลดเปลื้องความทุกข์ใจหลายประการ
"นี่คือเคล็ดวิชา "หมัดทะลวงเมฆา" มีห้ากระบวนท่าด้วยกัน ความจริงวิชาหมัดนั้นไม่ควรจะฝึกฝนยากลำบากเข่นนี้แต่ด้วยข้อจำกัดเื่ร่างกายที่ต้องมีความยืดหยุ่นแข็งแกร่งมากกว่าปกติหลายเท่า หากฝืนฝึกทั้งๆที่ร่างรับภาระไม่ไหวอาจทำให้ตบะในร่างกายะเิออกมาได้ หากเ้ารู้ว่ามีอันตรายจงอย่าฝืน วิชามีมากมายหลายหมื่นวิชาอย่าได้เสียดายอันใด ห่วงตัวเองให้มากที่สุด" หลินกวงเย่ว์เอ่ยด้วยความอ่อนโยน
"ขอรับ" หลินเฟยคารวะบิดาก่อนจะเดินออกมาไปที่ห้องของตนเอง
"เคล็ดวิชาหมัดทะลวงเมฆานั้นฝึกฝนง่ายด้วยร่างกายที่เปลี่ยนไปของข้า..แต่สามวิชาที่อาจารย์มอบให้ข้านั้นวิชาดาบดูเหมือนยังห่างไกลเกินไป ส่วนอีกสองวิชา..."
"หนึ่งคือวิชาชั้นเซียนลมปราณหวนท้า์มีทั้งหมดเจ็ดขั้น ข้าทำความเข้าใจขั้นที่สองขึ้นไปไม่ได้แม้สักหน่อย มีเพียงขั้นแรกเท่านั้น ผลของมันหากฝึกสำเร็จลมปราณในร่างจะเกื้อหนุนกับพลังฟ้าดิน สามารถลดการใช้ลมปราณในร่างเวลาใช้ อีกทั้งยังสามารถรักษาาแภายนอกได้อย่างรวดเร็ว และนี่ยังเป็แค่ผลของการฝึกขั้นแรก..."
หลินเฟยยิ้มกว้างอดที่จะชื่นชมไม่ได้ เคล็ดวิชาชั้นเซียนนั้นแตกต่างจากวิชาทั่วไปมากด้วยระดับของมันเอง โดยปกติ วิชาได้แบ่งออกเป็
วิชาชั้นต่ำ แบ่งเป็ขั้นต่ำ กลาง สูง สมบูรณ์
วิชาชั้นกลาง แบ่งเป็จั้นต่ำ กลาง สูง สมบูรณ์
วิชาชั้นสูง แบ่งตามลำดับเช่นกัน
วิชาชั้น มนุษย์
วิขาชั้น ดิน
วิชาชั้น เซียน
วิชาชั้นเทพ
วิชาา
ทุกวิชาจะแบ่งตามระดับ
"อีกหนึ่งคือวิชาตัวเบา เคล็ดัเหิน มีทั้งหมด เจ็ดขั้นด้วยกัน วิชานี้หากสำเร็จถึงขั้นเจ็ดเพียงก้าวเดียวก็สามารถไปได้ไกลกว่าพันลี้! (1ลี้ =500เมตร)"
"เสียดายเพียงวิชาดาบ..."
หลินเฟยปล่อยวางเื่วิชาดาบัพลิก์อันเป็อภินิหารนั่นด้วยความสามารถของเขาตอนนี้ยังไม่เพียงพอให้เรียนรู้ ด้วยความเข้าใจของเขาเคล็ดวิชาดาบโบราณนั้นจะต้องมีขั้นผู้ฝึกตนมากกว่านี้ก่อนหรือเรียนรู้วิชาดาบวิชาอื่นเพื่อเป็พื้นฐานก่อน
เมื่อจัดเรียงความคิดได้แล้วหลินเฟยจึงเริ่มฝึกวิชาชั้นเซียน ปราณหวนท้า์ทันที เขาคิดว่าหากมีพื้นฐานและพลังลมปราณอันแข็งแกร่งย่อมเป็ต่อหากต่อสู้ในระยะยาว เขาจะเตรียมพร้อมให้ถึงที่สุดความอดทนตลอดสองปีกลายเป็ความมุ่งมันอย่างแรงกล้าที่จะเหนือกว่าผู้ใด
"ตู้มม!"
ต้นไม้ขนาดใหญ่สามต้นหักโค่นลงอย่างง่ายดาย หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปวิชาชั้นเซียน ลมปราณหวนท้า์ ขั้นแรกถูกหลินเฟยทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งหมัดทะลวงเมฆาสองท่าแรกก็สำเร็จแล้วเช่นกัน
"เพียงกระบวนท่าแรกก็พอที่จะสามารถจัดการผู้ฝึกตนขั้นสุดยอดได้แน่แล้ว ไม่แปลกใจเลยที่บรรพบุรุษของข้าเป็หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสำนัก.." หลินเฟยยิ้ม เมฆาปลิดปลิวกระบวนท่าแรกนั้นรุนแรงอย่างมากทั้งระยะโจมตีที่ไม่ต้องประชิดตัวก็สามารถออกท่าได้
"สลายเมฆา!"
หลินเฟยตั้งท่าเงื้อหมัดต่อยลงไปที่พื้น ระลอกคลื่นเปลวเพลิงที่หลอมรวมเข้ากับกระบวนท่าทำให้เกิดเปลวเพลิงร้อนแรงหมุนวนรอบกายหลินเฟยกลายเป็เกราะป้องกันราวสิบวินาที
"เยี่ยม ท่าสลายเมฆาเดิมทีใช้เพื่อสลายพลังของคู่ต่อสู้ แต่ข้าสามารถผสานมันเข้ากับพลังธาตุไฟจนตอนนี้นอกจากจะสลายพลังแล้ว ยังมีเกราะป้องกันเพิ้มเข้ามา นับว่าบังเอิญโดยแท้..."
หลินเฟยกล่าวยิ้มๆหนึ่งอาทิตย์มานี้เขาทะลวงเข้าสู่ขันผู้ฝึกตนขั้นสุดยอดขั้นแปดแล้วนับว่ารวดเร็วมากจนน่าใแต่ที่ความเร็วระดับนี้นั้น เป็เพราะเคล็ดวิชาชั้นเซียนลมปราณหวนท้า์ที่ดึงพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างของหลินเฟยอย่างตะกละตะกลาม อีกหนึ่งความพิเศษของวิชานี้นั้นคือมันสามารถปกปิดกลิ่นอายของขั้นผู้ฝึกตนได้ทั้งยังลึกลับนัก
ตอนนี้หลินเฟยลดระดับพลังของเขาลงมาเพียงผู้ฝึกตนขั้นห้าระดับสูงเท่านั้นเขาไม่อยากให้มีใครสงสัยอะไร เพียงขยะอย่างเขาสามารถกลับมาแถมยังมีพลังรุดหน้าไปถึงผู้ฝึกตนขั้นห้าระดับสูงก็เป็เื่น่าประหลาดใจมากพอแล้ว
.
.
.
คอมเม้นเป็กำลังใจด้วย
****************************************************************