กลุ่มของไป๋จินหลงเลือกจุดพักแรมทางด้านทิศใต้ของป่าละเมาะที่เป็เขตรอยต่อกับป่าปีศาจป่าที่คนทั่วไปไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้มีเพียงคนที่มีความสามารถมีพลังจิติญญาเพียงพอจะเข้าไปชายป่าด้านนอกมีเพียงสัตว์ป่า แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปมีสัตว์ิญญาสัตว์อสูรยิ่งลึกยิ่งมีระดับความน่ากลัวระดับชั้นยิ่งสูงเคยมียอดฝีมือรวมกลุ่มเข้าไปเพื่อเสี่ยงโชคมีน้อยคนนักที่ได้กลับออกมา
“เ้านาย เ้านาย ในที่สุดใกล้ถึงเวลาแล้วข้ารอท่านมานานมาก เ้านาย”
หลังจากมื้อเย็นเสร็จสิ้นแล้วระหว่างที่เขาเตรียมฝึกเคลื่อนลมปราณเสียงดังเบาๆเหมือนอยู่ในหัว เป็ประโยคที่ได้ยินแล้วรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ทันที
“ได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม เฮ่ยฉี”
“ไม่มีนะขอรับ”
“ช่างเถอะ”
เส้นทางยาวไกลที่ทั้งหมดต้องเดินนั้นหากไม่เดินตัดผ่านป่าปีศาจก็จำเป็ต้องลัดเลาะตามทางไปตามผ่านชายป่ามุ่งไปยังทิศเหนือนั่นคืออีกฝากของป่าปีศาจ
“ไม่เข้าใจจริงๆ นะพะยะค่ะเหตุใดท่านหมอทั้งสองต้องผ่านป่าปีศาจด้วยความสามารถของคนทั่วไปไม่สามารถผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือว่าพวกเขาสองคนจะเป็เซียนตามที่ชาวบ้านกล่าวขาน”
“คิดมากทำไมหากตามทันเมื่อได้พบหน้าเ้าก็ลองถามเขาดูสิ”
“แต่พวกเราเดินอ้อมเช่นนี้จะตามทันได้อย่างไรอีกอย่างหากทั้งสองเป็เซียนจริงก็คงเหาะเหินเดินอากาศข้ามป่าปีศาจไปไม่ได้เดินป่าเช่นพวกเรา”
“พวกเราขี่ม้า”
“พะยะค่ะแต่ม้าคงไม่อาจเทียบกับพลังของเซียนได้แน่นอน”
“เลิกพูดเถอะแถวนี้พอจะพักค้างคืนได้ให้คนของเราพักที่นี่”
“หยุด คืนนี้พักที่นี่”
ยามจื่อพระจันทร์เต็มดวงลอยตรงศรีษะ องครักษ์จัดเวรยามผลัดกันพักผ่อนเฮ่ยฉีและไป๋จินหลงนั่งอยู่ไม่ใกล้จากกองไฟมากนักหลังพิงต้นไม้คนละต้น หมอกสีขาวค่อยๆเคลื่อนเข้ามาทุกคนค่อยๆหลับไปเฮ่ยฉีนั่งหลับสนิทหลังพิงต้นไม้พักผ่อนหันหน้าเข้ากองไฟโดยไม่รู้สึกตัวว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นร่างถูกหมอกคลุมไว้หนาแน่แล้วก็หายวับไปทันที
ลึกเข้าไปที่จุดศูนย์กลางของป่าหมื่นอสูรซี่จูป่าปีศาจที่ชาวบ้านเรียกขานร่างของไป๋จินหลงลอยเหนือแท่นหินสีขาวเท้าไม่ััพื้นหิน ร่างสูงลอยขึ้นๆ ลงๆมีแสงจันทร์ลอดผ่านลงมากระทบทั่วร่าง ไม่มีเสียงสรรพสัตว์ใดๆ สายลมพัดเส้นผมของเขาพลิ้วไปมาทันใดผมจากสีดำสนิทก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็สีเงินยวง ดวงตาค่อยๆลืมขึ้นดวงตาสีดำเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม คนยืนนิ่งบนแท่นหินสภาวะจิตยังหลับไหลไม่รู้สึกตัว
ผ่านไปครึ่งชั่วยามทันทีที่เขารู้สึกตัวก็กระพริบตาถี่ๆหลายครั้งเมื่อลืมตาขึ้นมาภาพเบื้องหน้าก็ไม่ใช่จุดที่เขาหยุดพักแรมกับเฮ่ยฉีด้านล่างเบื้องหน้ามีชายหนุ่มชุดดำ ไหล่กว้างบึกบึนเอวสอบดวงตาคมเข้มจ้องมองมารวบผมครึ่งศรีษะปักปิ่นสีดำสนิทปลายผมยาวจรดเอว สวมตุ้มหูสีดำข้างขวายืนนอบน้อมสีหน้าซีดขาวคล้ายคนไม่เคยััแสงแดดเป็เวลายาวนานเมื่อเห็นเขาตื่นขึ้นก็ขยับตัวเล็กน้อย
“ในที่สุดนายท่านก็ฟื้นแล้ว”
“เ้าเป็ใคร ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่าง”
“นายท่าน ข้าคือพยัคฆ์เมฆานิล ข้ารับคำสั่งให้อยู่ที่นี่มานานหลายพันปีนานจนข้าจำชื่อตัวเองไม่ได้แล้ว ข้าจำได้เพียงต้องทำหน้าที่พิทักษ์อาวุธประจำกายของนายท่านข้าไม่เคยออกจากที่นี่ข้าดูแลรักษามันไว้อย่างดี”
“ข้าไม่ใช่นายเ้า ข้าเป็มนุษย์ธรรมดา”
“นายท่านไปจุติใหม่ ตลอดเวลาหลายร้อยปีหลายพันปีดวงจิตของท่านอาจถูกผนึกไว้จะไร้ความทรงจำในอดีตรวมถึงพละกำลังของท่านด้วย”
“ข้าไม่เชื่อนอกจากวิทยายุทธ์แล้วข้าไม่มีพลังอย่างอื่น”
“นายท่าน ข้ามั่นใจข้าได้กลิ่นอายจากกายท่านั้แ่สองวันก่อนกระตุ้นพลังในกายของข้าจนพลุ่งพล่านข้าจะจำไอิญญาของท่านผิดได้อย่างไรในชาตินั้นท่านผูกพันธสัญญากับข้า ต่อให้ท่านหมุนเวียนกี่ชาติภพข้าก็จดจำได้”
“ถ้าข้าเป็นายของเ้าจริงในยามนั้นข้ามีพลังเท่าใด”
“ในแผ่นดินไม่มีใครหาญต่อสู้กับท่านได้ทั้งสิ้นอาวุธของท่านพุ่งไปทางใดศัตรูย่อมพินาศภายใต้การดูแลของท่านบริวารทั้งหลายล้วนมั่นใจ”
“ข้าตายได้อย่างไร”
“ท่านไม่ได้บอกแก่ข้าว่าจงใจละทิ้งกายหยาบนั้นเพื่อสิ่งใดอาจเป็เพราะท่านอยู่มาเนิ่นนานหรือไม่อาจเบื่อหน่ายบางสิ่งบางอย่างก็ได้ข้าเป็สัตว์ในพันธสัญญารับรู้เพียงพลังของจิติญญาของท่านเท่านั้น”
“หมายความว่าทำพันธสัญญาแล้วเ้าไม่ล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของข้า”
“ใช่ขอรับ พลังชีวิตผูกติดกันไว้คำสั่งมิอาจละเมิดอย่างเช่นยามนี้ข้าต้องอยู่รักษาอาวุธประจำกายของท่านจนกว่าท่านจะกลับมาดังนั้นเมื่อข้าพบท่านครั้งนี้ข้าก็จะสูญสลายไปตามกายหยาบของท่านในกาลนั้น”
“เ้าพาข้ามาที่นี่เพื่ออะไรหากไม่พบกันเ้าก็จะยังอยู่ต่อไปได้อีกนาน”
“หน้าที่ต้องมีวันสิ้นสุด สิ่งสุดท้ายคือช่วยท่านทำลายผนึกสุดท้ายที่ปิดผนึกกำลังของท่านเมื่อเปิดผนึกแล้วท่านก็ยังคงเป็เช่นทารกแรกเกิดในด้านพลังจิติญญาจำเป็ต้องฝึกฝนและบ่มเพาะพลังเพียงแต่ความรวดเร็วในการพัฒนาพลังจะก้าวหน้าชนิดที่อัจฉริยะบุคคลยังตามท่านไม่ทัน”
“ข้าไม่อาจได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวหากทำเช่นนั้นแล้วเ้าต้องสูญสลายไปก็ปล่อยให้ข้าเป็มนุษย์ธรรมดาเช่นนี้ต่อไปจะดีกว่าพวกเราต่างคนต่างเดินในทางที่ควร”
“นายท่าน มีอีกหนทางหนึ่งที่สามารถทำได้โปรดทำพันธสัญญาและมอบชื่อให้กับข้าใหม่หากทำเช่นนั้น ข้าก็จะไม่สูญสลายไป ข้าก็จะติดตามอยู่ข้างกายท่านอีกครั้ง”
แม้จะไม่เชื่อทั้งหมดตามที่ชายเบื้องหน้ากล่าวแต่ในใจกลับมีความอาทรประหนึ่งมีความคุ้นเคยบางเบาไม่อาจตัดใจให้สัตว์อสูรในร่างคนเบื้องหน้าต้องสลายไปความจริงไม่ว่าจะทำอะไรตนเองก็ไม่ได้เสียหายทุกอย่างล้วนเป็ประโยชน์
“ข้าต้องทำอย่างไร”
“ขอเพียงโลหิตของท่านหนึ่งหยดขอรับ”
“ได้ เ้าเดินเข้ามา”
ไป๋จินหลงขยับกริชในแขนเสื้อออกมากรีดเบาๆที่ปลายนิ้วเืหยดหนึ่งราวกับถูกพลังบางอย่างดึงดูดมันลอยลงไปที่หน้าผากของชายหนุ่มผู้ยืนอยู่หน้าก้อนหินแสงสว่างวาบเมื่อหยดเืััผิวเนื้อแสงสว่างนั้นค่อยๆกระจายตัวครอบคลุมตลอดทั้งร่างชั่วครู่ก็จางหายไป
“นายท่าน ข้าไร้ชื่อไร้นามมานานมากเมื่อท่านเป็เ้านายของข้าได้โปรดตั้งชื่อให้กับข้าด้วยขอรับ”
“ซวี้หาน”
เมื่อสิ้นเสียงเอ่ยนาม แววตาชายหนุ่มกระพริบวาบเขามีชื่อเป็ของตนจบสิ้นเวลาที่รอคอยมายาวนานจากนี้ไปตนจะต้องติดตามนายท่านจนกว่าจะชีวิตดับสิ้นเขาก้มศรีษะลงทำความเคารพอย่างอ่อนน้อมแล้วยืดตัวตรงนิ่ง
"ข้าคือใคร"
ซวี้หานเล่าสิ่งที่ตนจำได้ออกมาหลายพันปีก่อนบนโลกนี้มีเทพองค์สุดท้ายที่หลงเหลือจากการรบระหว่างเผ่าพันธุ์ได้มายังโลกใบนี้ด้วยภาวะดวงจิตที่แตกสลายบังเอิญได้พบกับจอมมารในอดีตทำให้ต้องต่อสู้เพื่อให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ (อสูร ปีศาจมนุษย์)ได้มีโอกาสรอดต่อไป
เทพองค์สุดท้ายดวงจิตสูญสิ้นพลังจึงแบ่งเศษดวงจิตถือกำเนิดสายเืสุดท้ายคือนายท่านเพราะติดตามท่านหลายหมื่นปีได้พบเห็นการเวียนว่ายตายเกิดในแต่ละดินแดนจนแทบจะไร้อารมณ์และความรู้สึกจนปีนั้นท่านก็ละทิ้งกายหยาบไปข้าก็เฝ้าอยู่ที่นี่มาตลอด
“ข้ามีนามในราชวงศ์ว่า ไป๋จินหลงตำแหน่งชินอ๋อง จากนี้เ้าเรียกข้าว่าชินอ๋อง หรือท่านอ๋อง เช่นผู้อื่นเรียกไม่จำเป็ต้องเรียกนายท่าน”
"นายท่านข้ามิอาจเปลี่ยนคำเรียกขานได้ข้าเป็เผ่าพันธุ์สัตว์อสูร วงศ์พยัคฆ์เมฆา ระดับเทพอสูร เดิมที่เป็อสูรรับใช้ข้ามีอิทธิฤทธิ์ควบคุมเมฆลมบนท้องฟ้า ร่างมนุษย์เป็ร่างจำแลงกายข้าคือพยัคฆ์สีนิล
(สัตว์อสูรชั้นสูงเรียกเทพอสูรทั้งยังแบ่งสัตว์อสูรทั่วไปอีกสามระดับ ชั้นสูง (มีพลังเวทย์มีระดับความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์) ชั้นกลาง (มีแรงและพลังมากมีความนึกคิดเช่นมนุษย์เยาว์วัย) ชั้นต่ำ (มีแรงมีพลัง ไม่มีความคิด)
“นายท่าน จิตของท่านไอจิติญญาแห่งเทพแผ่ออกมานั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรหรือขอรับท่านได้รับาเ็ทางจิติญญาหรือไม่ปกติต้องไม่เป็เช่นนี้”
ไป๋จินหลงนึกทบทวน ถ้ามีไอจิติญญาจริงเหตุใดจึงมีเพียงแค่่ที่ผ่านมาไม่กี่วันใยไม่มีมาั้แ่เด็ก ฉับพลันก็นึกถึงความเ็ปใน่หลายเดือนนี้ และหยกที่ตนได้มาจากเซียนหนุ่มคนนั้นจึงหยิบออกมาจากอกเสื้อส่งให้ซวี้หาน
“หยกนี้มีกลิ่นไอของนายท่านในอดีตและมีพลังบำเพ็ญเพียรที่เข้มข้นของผู้รักษาเต๋าที่บริสุทธิ์อยู่ขอรับ”
ซวี้หานกำหยกพร้อมนึกภาพในอดีตที่เลือนรางขมวดคิ้วพยายามทบทวนความทรงจำที่พร่าเลือน
“ใช่แล้ว! นายท่านในอดีตท่านเทพให้หยกชิ้นหนึ่งแก่มนุษย์ที่หลงเข้าไปช่วยท่านไว้นี่อาจเป็หยกชิ้นนั้นก็เป็ได้ขอรับ”
“หลังจากนี้ นายท่านจำเป็ต้องฟื้นฟูพลังให้มั่นคงและจะค่อยๆเลื่อนชั้นขึ้นเรื่อยๆหากท่านฟื้นพลังกลับมาได้ครบสิบส่วนในดินแดนนี้คาดว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะท่านได้ยามนี้ข้าจำเป็ต้องพาท่านไปนำอาวุธประจำกายของท่านจากถ้ำด้านใน”
ซวี้หานเดินอ้อมแท่นหินไปใช้มือประทับสัญลักษณ์ปากร่ายอาคมส่งไปยังผนังหินด้านหลังปรากฏสัญลักษณ์เดียวกับที่ข้อมือของชินอ๋องขึ้นสว่างจ้าแล้วหายไปผนังด้านนั้นค่อยๆจางหายไปกลายเป็ปากถ้ำด้านในมีมุกเม็ดขนาดเท่าไข่นกติดอยู่ทุกทิศทางทำให้ทางเข้าสว่างมองเห็นเส้นทางลึกเข้าไปข้างใน เดินเข้าไปจะสุดทางเป็โถงกว้างตรงกึ่งกลางมีกล่องไม้ลวดลายโบราณกะด้วยสายตากว้างหนึ่งฉือยาวสามฉือลอยนิ่งอยู่ล้อมไปด้วยแสงสว่างสีนวลรัศมีหนึ่งจั้ง
ชายหนุ่มเดินตามเข้ามาพยัคฆ์หนุ่มเบี่ยงตัวไปยืนด้านข้างผายมือเชิญให้เดินใกล้เข้าไปอีกในความคิดของเขารู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่ด้านในเป็อย่างยิ่ง
“นายท่านใช้จิตััแล้วสั่งมันขอรับ”
เขาทำตามคำแนะนำของซวี้หาน กล่องก็ขยับสั่นเบาๆ แล้วลอยเข้ามาหยุดนิ่งในระยะที่เอื้อมหยิบได้ฝากล่องค่อยๆเปิดอ้าขึ้นด้านในเป็กระบี่ที่คมกริบด้ามจับมีลวดลายัไข้วที่ตาเป็ทับทิมสีน้ำเงินพู่กระบี่เป็ด้านสีแดงสดคล้องด้วยหยกขาวสลักลวดลายโบราณอย่างงดงาม“พิฆาตมาร”
เมื่อคิดจะจับกระบี่มีเสียงดัง ชิ้ง! ยังไม่ทันได้ขยับมือเอื้อมออกไปกระบี่ก็อยู่ในมือเรียบร้อยประหนึ่งรับรู้ได้ว่าเขา้ามันกลิ่นไอกระบี่ในมือบ่งบอกได้ว่าเป็อาวุธวิเศษจิตใจเต้นระทึกคล้ายได้เจอสหายเก่าร่วมรบรู้สึกยินดีเป็ที่สุด
เมื่อออกมานอกถ้ำภายนอกล่วงถึงยามอิ๋นแล้วซวี้หานใช้อาคมเปลี่ยนสีเส้นผมแล้วแววตาของไป๋จินหลงให้เป็สีดำเช่นเดิม
“จนกว่านายท่านจะสามารถฝึกฝนและควบคุมพลังจิติญญาของตนได้สีผมและตาควรให้ข้าร่ายมนต์บังตาผู้คนเอาไว้ก่อน”
“เ้ามีพลังมากน้อยเพียงใดเมื่อครู่เ้าทำสิ่งใด”
“นายท่านพลังของข้าลดน้อยกว่าในอดีตประมาณดูน่าจะมีเพียงสองส่วนเท่านั้นแต่ก็พอจะทำหน้าที่เล็กๆน้อยๆได้ส่วนที่ข้าทำคือการร่ายมนต์ขอรับ ในอดีตสิ่งเหล่านี้ท่านก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น”
“สิ่งที่เ้าพูดมาทำให้ข้าคิดว่าในครั้งนั้นเหมือนตนเองเป็เซียนวิเศษไม่รู้ว่าในชาตินี้จะทำได้เช่นนั้นหรือไม่”
“คงต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิตการจะฝึกฝนจนมีความสามารถเช่นนั้นอาจจะหนักหนาสาหัสมากสำหรับร่างกายที่อ่อนแอของนายท่าน”
“ยากเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ขออภัยที่กล่าวเช่นนี้ขอรับ”
ทั้งสองกลับไปจุดที่พัก องครักษ์และเฮ่ยฉีถูกสะกดให้หลับยังคงไม่รู้สึกตัวหึ! ซวี้หานทำเสียงดูถูกในลำคอก่อนจะลบอาคมที่สะกดไว้ เฮ่ยฉีค่อยๆ กระพริบตาทำไมรู้สึกหลับลึกขนาดนี้ปกติเขาจะค่อยระวังอันตรายตลอดเวลาไม่เคยหลับสนิท (โจรเอามีดปาดคอก็ไม่รู้สึกตัวว่าตายเพราะอะไร)หันไปก็พบชินอ๋องยืนอยู่จึงรีบลุกขึ้นทันที
“ท่านอ๋อง ข้า.. หลับไปได้โปรดลงโทษด้วยพะยะค่ะ”
“ไม่จำเป็”
เขาพึ่งสังเกตุเห็นว่าถัดไปเล็กน้อยมีชายหนุ่มชุดดำยืนหันหลังอยู่อีกคนจึงเตรียมจับกระบี่เตรียมพร้อมชินอ๋องยกมือขึ้นจึงลดมือลง
“นั่นซวี้หานจากนี้ไปพวกเราเดินทางร่วมกัน”
“ขอรับ”
“ซวี้หานข้า้าตามหาเ้าของหยกชิ้นนี้”
ชินอ๋องยื่นหยกให้ดูอีกครั้งพยัคฆ์หนุ่มเพ่งจิติญญาััหยกนานหนึ่งเค่อก็กระพริบตา
“ข้ามองเห็นอารามสีขาวบนยอดเขาที่ไกลออกไปทางทิศเหนือของที่นี่”
หออวี๋เซียวหยา
ในห้องแสนหรูหราผ้าม่านบางเบาใช้เส้นใยสีเงินสีทองปักลายดอกโบตั๋น ในบ่อที่ใสกระจ่างปลาัแหวกว่ายในวารีเป็ประกายวิบวับมีกลิ่นกำยานบางเบาลอยขึ้นจากโต๊ะประดับมุมห้องเครื่องประดับล้วนมีราคาบ่งบอกคุณค่าของเรือนรับรองแห่งนี้ที่ไม่รับแขกปกติทั่วไปเป็ห้องขนาดใหญ่มีปีกซ้ายสำหรับนักดนตรีและนักแสดง กั้นด้วยผ้าม่านสีขาวเหลือบมุก ปีกซ้ายเป็ที่นั่งพักผ่อนและโต๊ะสำหรับเขียนอักษรและวาดภาพมีภาพอักษรและกลอนแขวนติดผนังด้านละหนึ่งภาพ
กลางห้องเป็โต๊ะอาหารที่วางชิดมุมด้านในเหลือที่ว่างสำหรับการร่ายรำอันสวยงามการจัดเตรียมสถานที่พร้อมรับรองแขกคนสำคัญของหออวี๋เซียวหยาเงื่อนไขการเข้ามาเป็แขกที่สำคัญคือต้องเป็คนมีชื่อเสียงต้องเป็คนที่มีเงินมากพอ(เพราะต้องจ่ายห้าพันตำลึงเงินเป็ค่าห้องพิเศษและนักดนตรี)ค่าอาหารและสุราสาวงามล้วนมีราคาแตกต่างตามคำสั่งของลูกค้า
“เชิญเชิญนายท่านทั้งหลาย” เสียงหวานหยดย้อยดังก่อนที่เ้าตัวจะปรากฏขึ้น