บทที่ 40 คนขี้งก
สายตาของเธอสว่างวาบขึ้นทันที อวี้เจียวรีบทิ้งความคิดเดิมแล้วก้าวฉับ ๆ มุ่งหน้าไปทางข้างหน้าทันที
เป็นอย่างที่คิด มีลำธารสายหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า
เธอยืนอยู่ริมลำธาร มองไปตามทิศทางข้างหน้า เธอเห็นกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก
เนื่องจากในดันเจี้ยนที่แล้ว เธอไปที่กระท่อมไม้และพบกับนายพรานร่างใหญ่ ทำให้อวี้เจียวรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย
คราวนี้เธอไม่ได้บุ่มบ่ามบุกเข้าไปตรง ๆ แต่เลือกที่จะยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ เพื่อสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่
ภายในกระท่อมไม่มีเสียงใด ๆ ราวกับว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างใน
อวี้เจียวหันไปมองรอบ ๆ หนึ่งรอบ เมื่อแน่ใจว่าความรู้สึกที่ถูกจ้องมองได้หายไปแล้ว เธอจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปและยื่นมือเคาะประตู
"สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ?"
ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากข้างในเป็นเวลานาน แม้อวี้เจียวจะรู้สึกว่าการกระทำของตนเองอาจไม่เหมาะสมนัก แต่เธอก็ควบคุมตัวเองไม่ได้และเปิดประตูเข้าไป
"ฉันแค่จะดูหน่อยเดียว... ไม่เข้าไปข้างในเด็ดขาด"
เธอพึมพำเบา ๆ ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใครอยู่
ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างเบามือ
ข้าวของในห้องค่อนข้างกระจัดกระจาย มีเตียงใหญ่ที่ทำจากไม้กระดานวางผ้าห่มแบบเรียบง่ายไว้ ข้าง ๆ มีเสื้อผ้าเก่า ๆ วางอยู่
"006 ที่นี่... ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยของผู้หญิงอาศัยอยู่นะ"
006 ตอบรับเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
เดิมทีอวี้เจียวตั้งท่าจะยกเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปข้างใน แต่ในวินาทีก่อนที่เท้าจะแตะพื้น เธอก็นึกถึงคำพูดที่ตัวเองเพิ่งพูดไป
เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย จึงดึงเท้าที่ยื่นออกไปกลับมา ตอนนี้เธอแค่เกาะขอบประตูและยื่นหัวเข้าไป มองสำรวจทั้งบนล่างซ้ายขวา
"ไม่มีจริง ๆ ด้วยแฮะ~"
"ไม่ใช่ว่านายพรานมีลูกสาวคนหนึ่งเหรอ?"
006 ไม่พูดอะไร อวี้เจียวจึงรู้ว่า เขาไม่สามารถให้คำแนะนำได้ เธอจึงยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก แต่ก็คิดอะไรไม่ออก
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เธอพบที่พักของนายพรานแล้ว หากต้องการรู้อะไรในอนาคต ก็คงง่ายขึ้น
คิดเช่นนั้นแล้ว อวี้เจียวจึงอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เธอจัดการปิดประตูให้เหมือนสภาพเดิมที่เห็นตอนแรก แล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างสบายใจ
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ หลังจากที่เธอจากไป ด้านหลังกระท่อมไม้ปรากฏเงาดำขึ้นมาอย่างกะทันหัน
สิ่งนั้นดูเหมือนไม่มีร่างกายที่ชัดเจน เป็นเพียงกลุ่มก้อนสีดำมะเมี่ยมที่มีเส้นเลือดสีแดงฉานซึมแทรกออกมา
เส้นเลือดเหล่านั้นรวมตัวกันจนดูคล้ายดวงตาคู่หนึ่ง มันจ้องมองแผ่นหลังอันบอบบางของอวี้เจียวด้วยแววตาที่ดูสยดสยองและเย็นเยือก
การกลับไปยังปราสาทต้องเดินผ่านป่าเป็นระยะทางค่อนข้างไกล เดินไปได้ไม่นาน อวี้เจียวก็พบว่ารองเท้าที่เธอสั่งตัดมานั้นไม่ค่อยสะดวกเท่าไร
แต่เดิมเธอคิดแต่เรื่องความสวยงาม จึงทำรองเท้าบูตหนังขนาดเล็ก แต่ตอนนี้ พอใส่มันเดินนาน ๆ ก็เริ่มไม่สบายเท้าและเจ็บเท้าขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าความเร็วของเธอช้าลงเรื่อย ๆ 006 ก็เริ่มทนไม่ไหว
[โฮสต์ ดันเจี้ยนนี้มีเวลาห้าวัน วันนี้เป็นวันที่สองแล้ว คุณยังไม่ได้พบเด็กผู้หญิงที่ต้องได้หัวใจของอสูรเลย]
เมื่อถูกเตือนเช่นนั้น อวี้เจียวก็ได้สติกลับมา และเริ่มเดินอย่างรวดเร็วไปข้างหน้า
ข้างหน้ามีพุ่มหนามที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา อวี้เจียวห่อตัวด้วยผ้าคลุมให้แน่น
แต่ทันใดนั้น ขณะกำลังจะเดินเข้าไปในพุ่มหนาม เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งเย็น ๆ พันรอบข้อเท้าของเธอ
อวี้เจียวรู้สึกตัวและร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเย็นและเหนียวหนอะที่ต้นแขนเช่นกัน
วินาทีต่อมา ร่างของเธอถูกยกลอยขึ้นจากพื้นทันที พุ่มหนามที่เคยอยู่ตรงหน้าถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
เธอก้มมองด้วยความตกใจ พบว่าสิ่งที่พันรอบเอวและแขนขาของเธออยู่นั้นคือเถาวัลย์สีเขียวเข้ม
พวกมันงอกขึ้นมาจากพื้นดิน ลากร่างของเธอถอยกลับไปข้างหลังราวกับจงใจไม่ยอมให้เธอออกจากปราสาท
ท่ามกลางความสับสน อวี้เจียวนึกถึงไอเทมตุ๊กตาที่อวี้ชุนมอบให้เธอ
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะยื่นมือออกไปหยิบ เธอก็พบว่ากระเป๋ากางเกงถูกเถาวัลย์รัดไว้ ทำให้เธอไม่สามารถสัมผัสมันได้
"006 ทำยังไงดี ..."
อวี้เจียวถูกมัดจนไม่สามารถขยับได้ ตอนนี้ได้แต่น้ำตาคลอร้องขอความช่วยเหลือ
006 รู้ว่าสถานการณ์คับขัน จึงรีบให้คำแนะนำ
[โฮสต์สามารถซื้อ 'น้ำยากัดกร่อนเข้มข้น' ได้ น้ำยาชนิดนี้มีฤทธิ์กระตุ้นเถาวัลย์อย่างรุนแรง สามารถช่วยให้คุณหลบหนีได้ชั่วคราว]
ตอนนี้อวี้เจียวแทบจะโดนลากหายไปแล้ว เอวเล็ก ๆ ของเธอโดนรัดแน่นจนหายใจลำบาก
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงกัดฟันและถามอย่างใส่ใจ
"ต้องใช้แต้มดาวเท่าไหร่คะ?"
"..."
[ขอพูดหน่อยเหอะ จะตายอยู่แล้วยังไม่ยอมใจกว้างอีกเหรอ?]
[จริง ๆ ไม่ได้จนขนาดนั้นนะ ฉันจำได้ว่า สตรีมเมอร์คนนี้ทำผลงานได้ดีในดันเจี้ยนที่แล้ว แรงค์ก็เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหรอ?]
[พี่คนนี้ คุณยังไม่รู้อะไรอีกเยอะเลย]
[นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องการเข้าดันเจี้ยนแล้วแต้มดาวไม่เพิ่ม แต่กลับลดลง ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ]
ทางด้าน 006 รู้สึกจนปัญญา เมื่อเห็นอวี้เจียวเป็นแบบนี้เขาก็อดสงสารไม่ได้ และไม่คิดจะตอบคำถามนี้แล้ว
เขาตัดสินใจเปิดร้านค้าเอง และกำลังจะกดปุ่มซื้อไอเทมให้
แต่ในวินาทีถัดมา มีเสียงคำรามดังลั่นมาจากพุ่มหนามอย่างกะทันหัน
ไม่เพียงแค่อวี้เจียวที่ตกใจ เธอสัมผัสได้ว่า เถาวัลย์ที่รัดตัวเธออยู่นั้นสั่นสะท้านขึ้นมา และเกือบจะทำเธอหล่นลงไป
เมื่อเห็นดังนั้น และมองไปเห็นร่างสูงใหญ่ที่พุ่งทะยานใกล้เข้ามา อวี้เจียวก็เข้าใจทันทีว่าเจ้าเถาวัลย์พวกนี้กำลังกลัวอะไรอยู่
ตอนนี้เธอยกหางตาขึ้นเล็กน้อย ทำหน้าเชิดอย่างถือดี
"ถ้าไม่ปล่อยฉันลงไปตอนนี้ เขาก็จะมาถึงแล้วนะ!"
เถาวัลย์ไม่สะทกสะท้าน ยังคงรัดเอวเธอแน่น พาเธอมุ่งไปทางลำธารเล็ก ๆ
อวี้เจียวสังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าเธอเปลี่ยนไปและเริ่มข่มขู่ทันที
"ถ้ายังไม่ปล่อยฉันลงไปตอนนี้ นายจะถูกเขาจับได้ พอเขาจับนายได้ เขาจะไม่แค่ฉีกนายเป็นสองท่อนหรอกนะ แต่เขาจะตามหารากของนาย แล้วใช้ไฟเผานายทิ้งด้วย"
"เถาวัลย์น่ะกลัวไฟที่สุดเลยนะ แค่แป๊บเดียวนายก็จะโดนเผาจนหมด ความรู้สึกนั้นเจ็บมากเลยนะ!"
น้ำเสียงของอวี้เจียวเกินจริงมาก ตอนนี้ประกอบกับสีหน้าวิตกกังวล เถาวัลย์จึงคลายการรัดเอวเธอทันที แล้วรีบหนีไปข้างหน้าเพียงลำพัง
"อ๊าาา"
อวี้เจียวไม่คิดว่ามันจะทำแบบนี้ ตอนนี้เธอกำลังตกลงมาจากกลางอากาศ เห็นได้ชัดว่ากำลังจะล้มลงบนพื้น
"ฮือ... ฉันไม่อยากให้หน้าเสียโฉม!"
ในขณะที่อวี้เจียวกำลังร่วงหล่น อสูรส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธจัด เมื่อเห็นว่าวิ่งมาไม่ทัน เขาจึงพุ่งตัวกระโจนเข้าใส่สุดแรง
ร่างยักษ์ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง แต่อวี้เจียวกลับตกลงบนตัวเขาได้อย่างปลอดภัย
ร่างกายของอสูรร้อนผ่าว ราวกับเตียงนุ่ม ๆ ที่ปูด้วยพรมไฟฟ้า มันทั้งอุ่นและนุ่มนิ่ม
อวี้เจียวใช้เวลาสักพักกว่าจะตั้งสติได้ เห็นอสูรลุกขึ้นจากพื้นแล้ว ตอนนี้เขาอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน เธอรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที
"ขอบคุณนะ"
แต่อสูรกลับไม่ทำหน้าดีด้วย เขาพ่นลมหายใจด้วยความโกรธเคือง ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองไปทางทิศที่เถาวัลย์หายไปไม่กะพริบตา