บทที่ 60 หน่วนเป่าไม่รู้อะไรเลย
ทุกคนรีบขึ้นไปเอาเสี่ยวลิ่วลงมา จะมีก็แต่หน่วนเป่าที่ยังคงง่วนอยู่กับการกินข้าว
เซียวเฉินหลางใช้ตะเกียบคีบตับหมูให้นาง “หน่วนเป่า กินช้าลงหน่อยเถอะ เป็นเพราะเจ้า ตอนนี้จึงแทบต้องใช้กะละมังกินข้าวกันแล้วถึงจะพอ”
เขากล่าวพลางกลั้นยิ้มเอาไว้ ทำให้หน่วนเป่ามองค้อนเขาไปครั้งหนึ่ง
“พี่สาม ที่สถานศึกษาของท่านเพิ่งจะสอบไปใช่หรือไม่”
หน่วนเป่าไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องที่ให้พี่สามเอาของกลับมาฝากนางด้วย
เซียวเฉินหลางที่ได้ยินดังนั้น รีบมุดหัวกลับลงไปในชามข้าว
แต่ในตอนนี้ สายตาของผู้อาวุโสทุกคนต่างกำลังจับจ้องมาทางเขา ทำให้เซียวเฉิงหลางไม่กล้าพูดไร้สาระ เขารีบวางชามข้าวลงและยืนขึ้นพูดอย่างเรียบร้อย “ข้าเพิ่งสอบไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”
หน่วนเป่ากลืนเนื้อที่อยู่ในปากลงไป ก่อนจะมองเขาพลางถามออกมา “ผลเป็นอย่างไรบ้าง”
เซียวเฉิงหลางอยากจะบีบหน้าของเจ้าวายร้ายตัวน้อยที่ไร้หัวใจคนนี้จริง ๆ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ก้มศีรษะลงและกล่าวออกมา “ก็ไม่แย่นัก…”
หลังกล่าวจบ ดวงตาของเขาก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
“ไอ้หยา พี่สี่นี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ พี่สามก็พยายามเข้านะ”
หลังกล่าวจบ หน่วนเป่าก็หันไปส่งยิ้มหวานให้กับพี่สามของตนทันที ทำมาเป็นบอกให้ข้ากินได้ เช่นนั้นตัวท่านเองก็กินถุงหนังนี่เข้าไปก่อนเถอะ!
เซียวหย่งฝูไม่ได้มองไปยังเด็กสองสามคนที่ใช้การเล่าเรียนเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะท้ายที่สุดแล้วครอบครัวของเขาก็ยังมีเซียวหยวนหลางที่มีผลการเรียนดีอยู่
ในตอนนี้ที่ส่งพวกเขาไปเรียน ก็เพราะหวังให้พวกเขาไม่หูตามืดบอด และอ่านออกเขียนได้
เพราะฉะนั้น ในตอนที่เขาเห็นพี่ชายน้องสาวทะเลาะกันจึงหัวเราะออกมา
หลินซื่อกอดเสี่ยวลิ่วที่ยังคงงัวเงียเตรียมป้อนอาหารให้เขา เซียวจ้งหลางที่เห็นดังนั้นจึงอุ้มเสี่ยวลิ่งไป “ท่านแม่ ท่านกินข้าวเถอะขอรับ ข้าจะป้อนข้าวน้องเอง”
“ส่งมาให้แม่เถอะ ส่วนเจ้าก็รีบกินเร็วเข้า” หลินซื่อรู้ว่าการเล่าเรียนเป็นงานหนัก
ช่วงนี้เซียวจ้งหลานดูเติบโตมากขึ้น เนื่องจากเขาอ่านและเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะทางการแพทย์ จึงทำให้เขาดูราวกับผู้สูงส่ง และหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา
“ท่านแม่ เมื่อครู่ข้ารีบกินข้าวจนเสร็จแล้ว ตอนนี้ข้าอิ่มแล้วขอรับ ท่านทำอาหารจนเหนื่อยเช่นนี้ ท่านก็รีบกินข้าวเถอะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวกับสายน้ำ
หลินซื่อรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าเขาอิ่มแล้ว และชามของเขาก็ว่างเปล่าแล้วจริง ๆ
ในตอนที่หลินซื่อกำลังกินข้าวอยู่ นางก็นึงถึงสิ่งที่อยากกล่าวกับหน่วนเป่าขึ้นมาได้ “หน่วนเป่า เด็กน้อยที่เจ้าพามาด้วยผู้นั้นเอาแต่หลบอยู่ในห้อง ไม่ยอมให้พวกเราเข้าใกล้เลย”
จนถึงตอนนี้ เด็กคนนั้นยังไม่ได้อาบน้ำเลย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจอะไร แต่กลิ่นไม่พึงประสงค์นั่นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีได้เลยจริง ๆ
หน่วนเป่าที่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“ตั้นแม่ เอาไว้หลังกินข้าวเสร็จข้าจะเข้าไปดูนางนะเจ้าคะ”
ในขณะที่นางกำลังพูด จางซื่อก็เดินเข้ามาพร้อมกับจาน “ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะให้ข้ากินข้าวก่อน ข้าขอโทษจริง ๆ”
หานเหนียงยืนขึ้นและรับสิ่งที่อยู่ในมือของนางมา
หลินซื่อยิ้ม “น้องหญิง พวกเราทำออกมารสชาติเข้มข้น เจ้ามาลองดูว่าชอบหรือไม่ หากชอบก็นั่งลงแล้วกินอีกสักหน่อยเถอะ”
จางซื่อเองก็ไม่เกรงใจอีกต่อแล้ว นางนั่งลงข้างหน่วนเป่า “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”
เมื่อนางมองไปยังจานใส่ปลาก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ หลังจากนั้นจึงได้กินข้าวกับปลาตุ๋นไปอีกหนึ่งชาม
“คราวนี้ข้าอิ่มแล้วจริง ๆ” จางซื่อใช้วันเวลาดี ๆ ที่บ้านสกุลเซียวอยู่สองวัน หลังจากที่ได้เจอผู้เป็นสามี นางก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอีกครั้ง และท้องของนางก็ใหญ่ขึ้นมาไม่น้อย
นางพยุงท้องแล้วเดินไปรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหาร
ส่วนผู้เฒ่าเซียวกับเซียวหย่งฝูยังคงจิบสุราและกินกับแกล้มกันอยู่
“ตงเหมย สุราที่หน่วนเป่านำออกมารสชาติพิเศษยิ่ง เจ้าเองก็มาชิมสักหน่อยเถอะ” เซียวหย่งฝูที่เห็นว่าเด็ก ๆ ออกกันไปแล้วจึงได้ยกจอกสุราขึ้นมาจรดริมฝีปากหลินซื่อ
หลินซื่อคิดจะปฏิเสธ แต่ก็อดจิบเข้าไปเล็กน้อยไม่ได้เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นของมัน
นางเหลือบไปมองผู้เฒ่าเซียวเล็กน้อยอย่างเคอะเขิน และกล่าวออกมาอย่างชื่นชม “ไม่เลวจริง ๆ พรุ่งนี้ข้าจะใช้สุรานี้ผัดหมูเป็นมื้อกลางวัน”
เซียวหย่งฝูหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน “เจ้าเมาหลังจากที่เพิ่งจิบสุราไปหนึ่งอึกเช่นนั้นหรือ พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเราจะเข้าเมืองกันนะ”
“เช่นนั้นมื้อเย็นค่อยทำ ท่านเลิกดื่มได้แล้ว เราต้องเก็บสุราไว้”
เซียวหย่งฝูที่ได้ยินดังนั้น พลันไม่มีความสุขขึ้นมาในทันใด
หลังจากที่หน่วนเป่ากินข้าวเสร็จ นางก็กลับเข้าไปในห้องคนเดียว ด้านในมีแสงของเปลวไฟ แต่เด็กคนนั้นก็ยังคงนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมห้อง ราวกับว่าไม่ได้ขยับตัวออกไปจากตรงนั้นเลยทั้งวัน
เมื่อเด็กคนนั้นสังเกตเห็นหน่วนเป่า ดวงตาของนางก็เริ่มเคลื่อนไหวไปตามการขยับกายของหน่วนเป่า
หน่วนเป่าปีนขึ้นไปบนเตียงเตา ก่อนจะคุกเข่าโน้มตัวลงพลางกล่าว “มานี่สิ”
แล้วเรื่องน่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น เด็กที่ไม่สนใจผู้ใดเลยคนนั้นกลับขยับกายเข้าไปหาหน่วนเป่าอย่างเชื่อฟัง
ร่างนั้นทั้งซูบผอมทั้งตัวเล็ก ทำให้ไม่อาจทราบอายุของเจ้าของร่างได้
ในตอนนั้นหานเหนียงก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถังใส่น้ำใบใหญ่ที่เอาไว้ใช้อาบน้ำ ก่อนจะวางลงและหันไปปิดประตู
“อาบน้ำก่อนเถอะ ข้าจะอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัวนะ ฟังเข้าใจหรือไม่”
แม้หน่วนเป่าจะตัวใหญ่ไม่มาก แต่การพูดการจากกลับมีอำนาจไม่น้อย
หานเหนียงพยักหน้าเมื่อมองไปยังเด็กคนนั้น จากนั้นนางก็ยอมให้หานเหนียงอาบน้ำให้ แต่ดวงตาของนางก็ยังคงจับจ้องไปทางหน่วนเป่าตลอดเวลา
“เจ้าพูดได้หรือไม่” หน่วนเป่ามองดูใบหน้าอันละเอียดอ่อนของเด็กน้อยที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแล้วอย่างเศร้าใจ น่าเสียดายจริง ๆ
“ได้” เด็กคนนั้นพยักหน้า แต่คำพูดที่กล่าวออกมาช่างเชื่องช้ายิ่ง “หิว...แล้ว...”
“มีข้าวอยู่ ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ แล้วบ้านอยู่ที่ไหน”
“อวิ๋นจิ่น” นางขบคิดอยู่นานก่อนจะส่ายศีรษะ “นอกจากนี้ก็จำไม่ได้แล้ว”
“เดี๋ยวต่อไปก็คงจะจำได้อีก” หน่วนเป่าปลอบใจ
อวิ๋นจิ่นกลับพูดขึ้น “เจ้าเป็นเทพ เจ้าต้องรู้สิ”
“เจ้าต้องคิดเอาเองสิ ใช้สมองนึกให้ดี ๆ”
อวิ๋นจิ่นดูกระตือรือร้นขึ้นมา “เจ้าเป็นเทพ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าอายุเท่าไหร่”
หน่วนเป่าเกือบตกจากเตียง “เจ้าคิดอะไรอยู่เนี่ย”
เจ้ามังกรน้อยรู้สึกขุ่นเคือง
นางพบว่าเด็กคนนี้คงป่วยเสียแล้ว
หานเหนียงก้มศีรษะลงเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ หน่วนเป่ามักจะเป็นเด็กที่มีความอดทนอดกลั้นเสมอ แต่ตอนนี้นางอาจจะถึงขีดจำกัดแล้วก็ได้
แน่นอนว่าอวิ๋นจิ่นยังคงกล่าวต่อ “เจ้าเป็นเทพ เจ้ารู้หรือไม่ว่าบ้านของข้าอยู่ที่ใด”
ทันใดนั้น หน่วนเป่าก็ร้องไห้ออกมา “ตั้นแม่...ช่วยหน่วนเป่าด้วย”
หลินซื่อรีบวิ่งเข้ามา และเห็นหน่วนเป่าที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด กับเด็กตัวน้อยที่ได้รับการทำความสะอาดและกำลังจะปลอบหน่วนเป่า
“กะ...เกิดอะไรขึ้น”
“หน่วนเป่าโง่เง่าเอง หน่วนเป่าไม่รู้อะไรเลย ฮือออ”
หานเหนียงอุ้มถังน้ำออกไป นางเองก็ไม่รู้อะไรเลยเช่นกัน
การร้องไห้ในครั้งนี้ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน
“นี่ นี่คือเด็กคนนั้นเหรอ” เซียวเฉินหลางมองไปยังเด็กหญิงที่ตัวขาวเปล่งปลั่งอย่างประหลาดใจ นี่นางทำให้ตัวขาว ๆ นี่กลายเป็นสีดำได้อย่างไรกัน
หลังจากที่เซียวจ้งหลางสังเกตดู เขาก็ได้สั่งยาให้กับเด็กตัวน้อยอยู่ในใจ ช่วงนี้เขามักจะคอยสังเกตอาการของผู้อื่น
“พี่รอง พี่รอง ท่านพานางไปหาหมอหน่อยเถอะ ฮือ”
หน่วนเป่ายืนยันกับเซียวจ้งหลางว่าอวิ๋นจิ่นป่วย แต่พวกเขากลับคิดว่าหน่วนเป่าก็แค่โกรธนางเท่านั้น
คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่เด็กหญิงหันกลับมา จะทำให้ทุกคนเห็นว่ามีปานขนาดใหญ่อยู่บนใบหน้านั่น
หลังจากที่ฉีสือเยี่ยนเห็นใบหน้าของเด็กสาว คิ้วของเขาก็ขมวดแน่นไม่ปล่อย “เซี่ยอวิ๋นจิ่น”
โชควาสนาของหน่วนเป่าช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
อาจเป็นเพราะหน่วนเป่าร้องไห้เสียงดังเกินไป จึงทำให้อวิ๋นจิ่นหวาดกลัว แต่นางก็ไม่ได้ขัดขืนที่เข้าใกล้เซียวจ้งหลาง
“ข้าจะพาเจ้าไปกินข้าว ส่วนใบหน้าของเจ้า เอาไว้ข้าจะดูให้อีกที”
หากเป็นคนธรรมดา เช่นนั้นแล้วจะเห็นค่าอะไรกับคนที่มีปานผู้หนึ่ง แต่หลังจากที่ได้เห็นการลงทัณฑ์ของเทพมังกรน้อย สิ่งที่นางพูดออกมาก็จะมีคนนำไปปฏิบัติตามเสมอ
แม้จะอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่อาจสัมผัสนางได้
อวิ๋นจิ่นหิวมาเป็นเวลานาน ดังนั้นหานเหนียงจึงยอมให้นางดื่มโจ๊กและอาหารที่ย่อยง่ายเท่านั้น
“อย่ากินเร็วเกินไป เจ้าได้กินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน”
ด้วยกลัวว่านางจะกินเร็วเกินไป หานเหนียงจึงหยิบชามมาและเป็นฝ่ายป้อนข้าวให้
อวิ๋นจิ่นไม่ได้สนใจนาง และมองไปยังโจ๊กด้วยดวงตาที่เหมือนกับหมาป่าในยามที่เห็นเนื้อ แสดงความเป็นเจ้าของ
ในที่สุด หลินซื่อกับบรรดาพี่ชายอีกสองสามคนก็ปลอบหน่วนเป่าได้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะพวกเขาต้องสัญญาว่าพรุ่งนี้จะซื้อขนมให้นาง เด็กตัวน้อยถึงได้หยุดร้องไห้อย่างช้า ๆ
………………………………………….………………………………………………………………
พิเศษ อ่านที่ www.bookfet.com คุ้มกว่าแค่ 99.- อ่านเหมาได้เกือบทุกเรื่องของ Onlybook