สูนทรามาถึงหมู่บ้านคอเฮมพร้อมกับลิบลินแล้วเห็นยายแอนนากำลังยืนรอในขณะที่ทั้ง 2 คนกำลังลงจากเกวียนรถของพ่อค้า
"คุณยายครับ ผมพามาลิบลินมาหาแล้วล่ะครับ"
คุณยายยิ้มแล้วเดินเข้าไปกอดลิบลินอย่างอ่อนโยน
"สวัสดีจ้ะ ลูกสามีของยาย..ลิบลิน"
"สวัสดีค่ะ คุณยายแอนนา.."
ลิบลินกอดคุณยายแอนนากลับแล้วเหมือนจะหน้าแดงๆนิดหน่อย ส่วนสูนทรายิ้มอ่อนๆแล้วยืนมองดูทั้ง 2 กอดด้วยความคิดถึงกัน ถึงแม้ว่าทั้งคู่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่มีสิ่งที่เชื่อมโยงทั้ง 2 คนเข้าไว้ด้วยกันคือคุณเวอริส จากนั้นทั้ง 2 คนกอดกันสักพักแล้วค่อยๆผละตัวออกจากกัน
"คุณยาย ผมขอคืนแหวนให้คุณยายนะครับ"
"โอ ขอบคุณมากๆเลยนะ คุณนักกวี"
จากนั้นยายก็หันไปถามลิบลิน
"รู้เื่ของคุณตาจากคุณนักกวีรึยังจ้ะ ลิบลิน?"
"หนูรู้ค่ะ แต่ยังอยากให้คุณยายได้อ่านจดหมายที่หนูเคยเขียนไว้นานแล้ว เพราะนั่นคือความรู้สึกของหนูทั้งหมด ก่อนตอนที่คุณตาเวอริสจะเดินทางไปที่ป้อมทางใต้ตามคำสั่งที่ได้รับ"
"ยายเข้าใจแล้วล่ะ หลานคงเดินทางมาเหนื่อยแล้ว มาทานอาหารเช้าที่บ้านยายกันเถอะนะ"
"ค่ะ คุณยาย"
"คุณนักกวีด้วยนะ มื้อนี้ขอยายทำอาหารให้ทานเถอะ"
"ขอบคุณนะครับ"
แล้วสูนทรากับทั้ง 2 คนมุ่งหน้าไปที่บ้านยายแล้วช่วยกันทำอาหารทานด้วยกัน มันเป็มื้อแรกที่สูนทราพูดได้เต็มว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานในโลก Another World Fantasy แห่งนี้เลย สูนทราลืมเื่ความอ่อนแอของอาชีพนักกวีและความผิดหวังจากโลกแห่งความจริงไปจนหมดใน่ตลอดเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับ 2 คนนี้ ถึงสูนทราจะมีครอบครัวใหญ่ในชีวิตจริงๆ แต่ส่วนใหญ่ญาติพี่น้องก็จ้องแต่จะแทงความหลังและหวังฮุบธุรกิจในเครือเดียวกันทั้งสาขาหลักและสาขาย่อยที่เคยแบ่งกันเป็หุ้นส่วน มันเป็โลกที่สูนทราต้องคอยระวังตัวเองแทบตลอดเวลาไม่ให้เผลอไปตามเกมส์ของญาติพี่น้องที่ได้วางแผนล่อลวงสูนทราไว้ อีกทั้งสูนทรายังเป็ผู้สืบทอดโดยตรงตามสายเืและมีจำนวนหุ้นส่วนรองจากประธานบริษัทซึ่งเป็บิดาที่ได้ให้กำเนิดสูนทรามา
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ทั้ง 3 คนพากันไปเที่ยวร้านค้าต่างๆในหมู่บ้าน ซึ่งในระหว่างกำลังเที่ยวนั้นเห็นคุณยายไอนิดหน่อย แต่ไม่ได้บ่อยมากเป็นานๆที สูนทราเห็นแล้วจึงพอเข้าใจได้ทันที ซึ่งไม่รู้ว่า npc ที่ชื่อลิบลินจะมีฟังก์ชันอะไรพวกนี้รึเปล่า สูนทราก็สงสัยในตัวลิบลินเหมือนกันมันดูมีมิติและลึกลับมากเกินกว่าจะเป็ npc ทั่วไป ลิบลินเป็ npc ที่สามารถพัฒนาความคิดและทักษะต่อสู้ได้ด้วยตัวเองเหรอ คิดแล้วปวดหัวสูนทราจึงคิดเื่อื่นดีกว่า
'เพลงที่กำลังแต่งสำเร็จเกินมาครึ่งหนึ่งแล้วสงสัยต้องเริ่มคิดชื่อเพลงให้ได้ล่ะนะ'
ทั้ง 3 คนพากันเที่ยวในหมู่บ้านจนถึงเย็นแล้วก็ทำอาหารและทานด้วยกัน มีคุยกันไปด้วยบ้างในระหว่างทานอาหารจนถึง่ดึก สูนทรานอนไม่หลับเพราะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จึงออกมาเเต่งเพลงพร้อมกับพิณที่ซื้อมาในหมู่บ้านนี้ข้างนอกบ้านของคุณยาย
"ตึ๊ง ตึ่ง ตึง ตึง ตึ่ง ตึ่ง ตึง ตึง ตึ๊ง"
ในขณะที่กำลังดีดพิณอยู่ๆก็มีเสียงเปิดประตู สูนทราจึงหันไปหาเสียงที่แทรกเข้ามาในขณะกำลังเล่นพิณอยู่
"ลิบลินยังไม่นอนกับคุณยายแอนนาอีกเหรอ"
ลิบลินยิ้มแล้วเดินเข้ามาใกล้ๆสูนทรา
"อยากฟังคุณนักกวีเล่นสักเพลงสองเพลงก่อนน่ะค่ะ แล้วค่อยไปนอน"
สูนทราจึงลองถามลิบลินดู
"รู้จักเพลง 'canon in d' มั้ยที่พี่เคยเล่นตอนนั่งบนเกวียนม้าของพ่อค้า"
"พอรู้จักอยู่ค่ะ เคยฟังเพลงนี้จากสักที่ในเมืองเบกิลล์"
สูนทราเข้าใจเกี่ยวกับ npc ที่ชื่อลิบลินมาระดับหนึ่งแล้วล่ะ หลังจากที่ได้ถามไปเพื่อความชัดเจน จากนั้นจึงลองถามอีกครั้งหนึ่ง
"รู้มั้ยว่าเพลงนี้ใช้เปิดในเนื่องโอกาสไหน"
ลิบลินหันไปอีกทางแล้วก็ตอบสูนทรา
"น่าจะใช้ในงานเลี้ยงของพวกขุนนางหรือโรงละครในเมืองหลวงของอาณาจักรค่ะ"
สูนทราเข้าใจแล้วในตัวลิบลินมากจนเกิดความแน่ใจที่ชัดเจน หลังจากถามออกไปอีกครั้ง แล้วสูนทราเริ่มเล่นเพลง canon in d ให้ลิบลินฟังในขณะที่มองใบหน้าของลิบลินไปด้วย
ลิบลินมองบรรยากาศรอบๆสักพักแหงนหน้ามองดูดาวบนท้องฟ้าภายใต้แสงของดวงจันทร์ สูนทราแอบมองใบหน้าลิบลินที่มีแสงดวงจันทร์ส่องลงมาัันั้นพร้อมกับผมสีเงินและนัยตาสีฟ้า รู้สึกเหมือนนางฟ้าตัวเล็กองค์หนึ่งที่กำลังยืนมองดูดาวอย่างเศร้าสร้อย...
หลังจากที่เล่นจบเพลงทั้งสองจึงบอกลาแล้วเข้าบ้านนอนพักผ่อนกัน ในขณะที่กำลังเดินเข้าบ้านสูนทราคิดอยู่ในหัวตลอดเวลา
'เธอไม่ใช่ npc , ชั้น...ตกหลุมรักเธอแล้วล่ะ'
*******************************************************************