เจ้านั่นแหละ ฮูหยินของท่านแม่ทัพ!

    ตอนที่ 28

            ตอนที่ 28

     

            นางเรียกเขาเต็มยศอีกครั้ง คนถูกเรียกมองหน้านางนิ่งและนำเอาไป๋เซ่อไปวางไว้บนที่นอนของมันก่อนจะเดินมาหาผู้เป็นภรรยา

            “แล้วเจ้าคิดว่าข้ามีหรือไม่?”เขาถามกลับ

            “ข้าไม่รู้”นางตอบเสียงนิ่ง

            “พูดปด”

            “หากข้าพูดปด ท่านก็พูดปด”นางสวนกลับทันที

            “แปลว่าเจ้ารู้ว่าข้าปิดบังอะไรเจ้า”

            “หากข้ารู้ นั่นแปลว่าท่านก็รู้เช่นเดียวกันว่าข้าไปไหนมา”ยังไม่ทันทีเลี่ยงหลิ่งจะได้ถามคำถามอะไรต่อ หานซวนก็อุ้มนางขึ้นบ่าขึ้นไปนอนบนเตียงและล็อคนางไว้ในท่าคร่อม

            “ปล่อยข้านะ จะทำอะไรข้าอีกล่ะ!”นางพยายามดิ้นให้หลุดโดยการตีและทุบคนเหนือร่าง หานซวนจึงใช้มือของเขารวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้บนหัว

            “เจ้าเห็นหมดแล้วใช่ไหม! เป็นอย่างไรล่ะ รู้สึกว่าชะตาชีวิตของเจ้ามันรันทดมากหรือเปล่า”

            “หานซวน..”

            “บิดาและมารดาของเจ้าไม่รักเจ้าเลยสักนิด พวกเขากดดันให้เจ้าแต่งงานกับข้า แม่ทัพ..แม่ทัพแล้วอย่างไร? แม่ทัพตาบอดเช่นข้า แถมยังมีน้องชายนอนแน่นิ่งไม่มีสติเช่นนั้นอีก บิดามารดาที่ไหนเขาปล่อยบุตรสาวมาแต่งงานกับคนพิการเช่นนี้กัน!!”

            “หานซวนหยุด!”

            “หนำซ้ำยังไม่พอ ยังมีน้องชายที่นอนหลับไม่ได้สติเช่นนั้นอยู่ในจวนอีก เป็นอย่างไร? รู้สึกว่าตนเองโชคร้ายหรือไม่เล่าที่มีคนแบบข้าเป็นสามี มีคนแบบน้องข้าเป็นน้องสามี?!”

            “หานซวนข้าบอกให้ท่านหยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”นางใช้จังหวะที่เขาเผลอดึงมือตัวเองออกและฟาดเข้าที่หน้าเขาให้เขาหยุดพูดว่าตนเองเสียที

             

            เขาไม่ควรจะได้รับอะไรแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่ควรจะได้รับความรังเกียจ ควรจะได้รับแค่เกียรติยศและคำชื่นชมที่จริงใจ ไม่ใช่แบบที่เขาพูดสักหน่อย!

             

            “ท่านจะหยุดว่ากล่าวให้ตนเองต่ำต้อยได้หรือยัง? ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น..ไม่เลยสักนิด สิ่งที่ข้าคิดอยู่ตอนนี้คือคำถาม..คำถามว่าเหตุใดท่านจึงเลือกที่จะปิดบังข้า!”

            “ข้าแต่งงานกับท่าน เป็นภรรยาของท่าน เหตุใดจึงคิดว่าข้าจะรังเกียจท่าน รังเกียจคุณชายเล็ก? บอกข้ามาว่าเหตุผลของท่านคือสิ่งใด?”เลี่ยงหลิ่งรีบพูดให้สติเขา ก่อนที่เขาจะเป็นบ้าขึ้นมาอีกครั้งและจะไม่ฟังนางอีกต่อไป นางรู้สึกผิดที่ตบหน้าเขาจนหน้าหันแต่นางจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ เขาก็ยิ่งจะพ้นคำพูดที่ทำร้ายตนเองมากขึ้น

            ส่วนหานซวน..เขาฟังทุกอย่างที่ออกมาจากปากของนาง ความกลัวที่เคยก่อตัวเป็นกำแพงพังทลายลงเมื่อเห็นน้ำตาและแววตาที่รู้สึกผิดของคนใต้ร่างใจอ่อนยวบลงเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งและหันหลังให้นาง

             

            เลี่ยงหลิ่งลุกขึ้นนั่งมองแผ่นหลังของอีกคน เป็นครั้งแรกของนางเช่นกันที่รู้สึกห่างไกลกับหานซวนแม้จะอยู่ใกล้กันเพียงนิ้วเดียวแตะตัว

             

            กำแพงในใจของเขา หนาและแข็งแรงกว่านาง นางไม่รู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เขาเป็นคนที่ไม่มีใครมองออก ยิ่งเป็นเรื่องที่ฝังใจแล้วยิ่งมองไม่เห็น “เจ้านอนเถอะ”เขาบอกและลุกขึ้น “ท่านจะไปไหน?”นางถามขึ้นทันที

            “ข้าจะไปนอนข้างนอกอย่างเดิม ถึงเวลาที่เจ้าต้องพักผ่อนแล้ว นอนเสียเถอะ”

             

            ไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจให้นางคว้าแขนของเขาเอาไว้ นางจับแขนเขาแน่นบ่งบอกว่าไม่อยากให้เขาออกไปจากตรงนี้..แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร..

            “ปล่อยข้า”จนในที่สุดหานซวนได้เอ่ยออกมาเองแต่เลี่ยงหลิ่งก็ไม่ยอมปล่อยมือออก เขาไม่อยากเป็นคนที่ดึงมือนางออกเอง

             

            เพราะเขาทำไม่ได้ เขารู้ตัวเองดี

             

            “ไม่ ข้าไม่อยากทำผิดข้อตกลงของเรา ถ้าทำเช่นนั้น ท่านจะไม่ยอมช่วยเอ้อร์หนี่แล้วก็..”

            “เรื่องแม่นางเหรินเจ้าไม่ต้องห่วง ข้ากำลังช่วยนางอยู่ ไม่ต้องห่วงว่าถ้าข้าทำเช่นนี้แล้ว มันจะเป็นการยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด ข้ายินดีที่จะทำให้เจ้า เจ้าจะได้สบายใจ”

            “หานซวน”

            “......”

             

            ........

            ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากของทั้งสองคน เลี่ยงหลิ่งเงียบ หานซวนไม่ไหวติง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาทั้งนั้นจนกระทั่งเลี่ยงหลิ่งตัดสินใจพูดกับเขาดี ๆ อีกครั้งหนึ่ง “ข้าไม่เคยรังเกียจท่าน”

            “อย่างที่ข้าเคยบอก ข้าไม่เคยรังเกียจหรือกลัวท่าน”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดข้าต้องรังเกียจคุณชายเล็ก น้องชายของท่านด้วย เรื่องนั้นมันยิ่งเป็นไปไม่ได้..เขากำลังป่วย”

            “ข้าจะรังเกียจคนป่วยที่ไม่รู้เรื่องได้อย่างไร?”

            “ข้าควรจะโกรธท่านเรื่องที่ท่านปิดบังข้า แต่พอมาคิดอีกมุมหนึ่งแล้วข้าควรจะถามท่านก่อนว่าเหตุผลของท่านคืออะไร”

            “บอกข้าได้ไหม?”

            ....

             

            “หานซวน?”

             

            พอเลี่ยงหลิ่งพูดจบ ไม่ทันขาดคำหานซวนก็หันหน้ากลับมาและกอดนางเอาไว้ นางตกใจแต่ก็ยอมรับกอดนั้นด้วยความเต็มใจ

             

            กำแพงที่เริ่มร้าวลึกกำลังจะแตกออกแต่ความกลัวและความกังวลก็ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้กำแพงพังทลายลง

            เขากอดนางโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา กอดแน่นจนนางรับรู้ได้ถึงความกลัวที่อยู่ภายในใจของเขา “ฟังข้านะ”นางลูบหลังของอีกคนเบา ๆ

            “ไม่ว่าท่านจะไปเจอสิ่งใดมา..ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันท่านยังคงเจอหรือวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ท่านเจอ ท่านยังมีข้าอยู่ข้าง ๆ ท่านเสมอและมันจะไม่มีทางเปลี่ยนไป”

            “ข้าขอแค่ท่านอยู่ตรงนี้กับข้า กล้าก้าวข้ามความรู้สึกกลัวออกมาและจำไว้ว่าข้าไม่เคยรังเกียจท่าน ข้าอยู่กับท่านแล้วไม่รู้สึกหนาวแต่รู้สึกอบอุ่น..เป็นสิ่งที่บิดาข้าให้ข้าได้ไม่เทียบเท่าท่านและมารดาของข้าให้ข้าไม่ได้เท่าที่ท่านให้ข้ามา”นางพูดให้กำลังใจเขา ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ปลอบให้เขารู้สึกดีขึ้น..ถึงแม้จะรู้ว่าคงเป็นน้ำชะโลมใจที่บอบช้ำดวงใจนี้ได้ไม่นานแต่มันจะทำให้เขาค่อย ๆ ดีขึ้นแน่ ๆ

             

            “ข้าสัญญาว่าข้าจะอยู่ข้าง ๆ ท่าน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้าจะไม่ทิ้งท่านและไม่หักหลังท่านเด็ดขาด”

             

            “คำสัญญาของเจ้าเชื่อถือได้มากแค่ไหน?”

            ตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ร้องขอให้สัญญาเลยสักนิด หากคำสัญญามันจะทำให้เขาดีขึ้น นางจะไม่มีทางทิ้งคำสัญญานั้นเด็ดขาด

             

            “คำสัญญาของข้าหนักแน่นกว่าที่ท่านคิด”

            “ท่านเป็นทั้งผู้มีพระคุณและเป็นสามี ข้าจะกล้าพูดเล่นได้อย่างไร”นางผละออกจากเขาและเงยหน้ามองอีกคน มือก็ยังจับที่แขนของเขาอยู่ “อย่ามองข้าเป็นผู้มีพระคุณ มองข้าเป็นสามีของเจ้า”

            “เหตุใด?”

            “ข้าไม่อยากให้เจ้าหรือตัวข้ารู้สึกว่าที่เจ้าต้องแต่งงานกับข้ามันเป็นเพียงหน้าที่และอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าจะต้องทุกข์ใจกับคำว่าผู้มีพระคุณตลอดไป”

            “ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นแบบนั้น”

            “อยู่ที่นี่ให้มีความสุขได้ไหม?”

            เขาเอามือมาทาบลงใบหน้าของนางเบา ๆ และประคองขึ้นมา แววตาของคนทั้งสองประสานกัน แสงไฟสลัวอาจทำให้หลายคู่มีบรรยากาศร่วมรักกันแต่สำหรับหานซวนเลี่ยงหลิ่งมันไม่ใช่เช่นนั้น

             

            แต่มันคือแสงของบรรยากาศที่คนสองคนกำลังใช้ความกล้าทำลายกำแพงของตนเองเพื่อให้อีกคนได้เข้าไปในนั้นอย่างสบายใจและปลอดภัยจริง ๆ

             

            “หากเจ้าบอกว่าเจ้าไม่รังเกียจบุรุษตระกูลฟานอย่างข้าและน้องชายข้าแล้ว..”

            “ข้าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง”

             

            หานซวนตัดสินใจทำลายกำแพงความเจ็บปวดให้เลี่ยงหลิ่งได้เห็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น เขาเล่าทุกอย่างให้นางฟังตั้งต้นจนจบจนนางเข้าใจทุกอย่างและเข้าใจเขามากกว่าเดิม

             

            “ข้าจะช่วยรักษาคุณชายซั่วหลิงให้เขาฟื้นเอง”นางกล่าว

            “เจ้าจะช่วยอย่างไร? เจ้าไม่ใช่หมอ”

            “ข้าอ่านตำรามาและได้เห็นการทำงานจริง ๆ จากหมอประจำตระกูลเหลียน ตระกูลของหมอไป่เป็นหมอที่เก่งที่สุดรองจากตระกูลหมอหลวง ข้าว่าสิ่งที่ข้าเรียนจากหมอไป่มาช่วยน้องชายได้แน่นอน”

             

            “แต่อาการของซั่วหลิงเป็นเช่นนี้มานานเป็นสิบ ๆ ปีจนตอนนี้เขาอายุย่างใกล้สามสิบแล้ว ตอนนี้หมอประจำตระกูลข้าทำได้แค่คงสภาพให้เขาค่อย ๆ ดีขึ้นเท่านั้น”

             

            “แต่ถ้าบอกว่าทำให้ฟื้นเลย ข้าไม่ให้เจ้าทำ”

            “เจ้าพูดเกินจริงไปหน่อย”

            “ขออภัยที่พูดเกินจริงจนท่านไม่อยากเชื่อ แต่ข้าพูดจริง ๆ นะ ข้าทำได้ ท่านแค่ให้ข้าลองดูแลเขาก่อน ถ้าอาการของคุณชายซั่วหลิงยังทรงตัวไม่ดีขึ้น ข้าจะไม่ยุ่งและปล่อยให้ท่านจัดการเอง”

             

    หานซวนนึกลังเล เริ่มคิดแล้วว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่เล่าให้นางฟัง แต่เรื่องตระกูลของหมอไป่เป็นหมอกันมารุ่นต่อรุ่น เก่งไม่แพ้ตระกูลหมอหลวงของฮ่องเต้ ทั้งยังได้เป็นหมอประจำพระองค์ขององค์ชายผู้ซึ่งเป็นทั้งพระโอรสและพระนัดดาหลายคน

            ข้อมูลนี้เลี่ยงหลิ่งไม่ได้พูดมั่วแต่มันคือเรื่องจริง เขาไม่เถียง

             

    “แต่เจ้าแค่ดูเขาทำ ไม่ได้ลงมือจริง ๆ มันจะทำได้หรือ?”

    “กรณีของคุณชายซั่วหลิงไม่ได้ทำการใช้ของมีคมรักษาเสียหน่อย รับรองว่าคุณชายซั่วหลิงไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องห่วง”

    “ถ้าน้องชายข้าอาการหนักกว่าเดิม เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเจ้าจะโดนอะไร”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เลี่ยงหลิ่งยิ้มแห้งให้

    “รู้สิ แต่ขอศพสวยนะ ข้าไม่อยากเป็นผีคอขาด”

    คำตอบของเลี่ยงหลิ่งทำให้หานซวนถอนหายใจออกมาและเอากำปั้นเขกหัวนางไปทีหนึ่ง

            “เหตุใดเจ้าจึงชอบเอาเรื่องความเป็นความตายมาพูดเล่น?”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะขังเจ้าไว้จนกว่าเจ้าจะตายไปเองดีไหม?”

            “แบบนั้นมันอดยากเกินไป ใช้ยาพิษในอาหารยังดีกว่าอีก”

            “พอ ๆ ข้าไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว”

            “ตกลงว่าอนุญาตให้ข้ารักษาเขาไหม?”

            “ไม่”

            “หานซว..”

            “ไม่”

            “ข้ายังไม่ได้พูดเล..”

            “ไม่”

             

            หานซวนยังคงยืนยันคำเดิมว่าไม่ให้เลี่ยงหลิ่งรักษาซั่วหลิงเด็ดขาดเพราะเขาไม่อยากให้ซั่วหลิงอาการหนักกว่าเดิมอีกทั้งไม่อยากจะทำร้ายร่างกายและจิตใจของเลี่ยงหลิ่งเพียงเพราะนางทำให้ทุกอย่างแย่ลง

            “ให้ข้าทำเถอะนะ ข้ายังไว้ใจท่านเลย ท่านจะไม่ไว้ใจข้าหรือ?”

            เป็นครั้งแรกที่นางใช้มารยาออดอ้อนเขา ท่าทางน่ารักเช่นนี้เขาอยากจะจับนางกดลงบนเตียงอีกครั้งนัก

            “แต่ไม่ใช่กับเรื่องความเป็นความตาย”

            นั่นแล อย่างไรก็ต้องหยุดความคิดของนางไว้

            “เจ้าเข้าไปดูแลซั่วหลิงได้ ไปพูดกับเขาได้ตามปกติแต่ห้ามทำการรักษาเขาหรือลองให้เขาทานอะไรเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำสิ่งที่เจ้าหวาดกลัวที่สุด”

            “อะ..อะไร”

            “เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องของสามีภรรยา?”

            “ตกลง ๆ ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น ข้าสัญญา”นางรีบบอกทันทีและก้าวถอยหลังอ้อมไปข้างเตียงฝั่งของนาง ต่อให้เขาจะเร็วแค่ไหนหากมีสิ่งของกั้นอยู่ เขาก็จะไม่มีทางจับตัวนางได้แน่

            หานซวนมองนางนิ่งแต่ก็ยังยกยิ้มอยู่ มันจึงทำให้เลี่ยงหลิ่งไม่อยากเข้าใกล้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว

            “ขะ..ข้าจะไปอาบน้ำ ท่านจะนอนแล้วใช่ไหม? งะ..งั้นข้าไปล่ะ!”นางรีบเปลี่ยนเรื่องและรีบวิ่งออกไปหาฉิงอันทันที ปล่อยให้อีกคนยืนมองและยิ้มให้อย่างเอ็นดูอยู่ในห้องหอนั้น

             

            “เกิดอะไรขึ้นกับข้ากัน! ข้าไม่เคยรู้สึกอยากยิ้มตลอดเวลาเช่นนี้มาก่อนเลย!”หลังจากที่ออกมาจากห้องหอแล้ว นางก็มาเรียกฉิงอันให้พามาอาบน้ำจริง ๆ อย่างคำที่นางว่า

             

            การเปิดใจของคนสองคนในครั้งนี้ทำให้ฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายยิ่งมีความรักให้มากขึ้น

            “เป็นสิ่งใดเจ้าคะ”พี่เลี้ยงถามขึ้นเพราะเห็นเจ้านายกำลังพูดอยู่คนเดียวและทำท่าแปลกประหลาดจนทำให้ฉิงอันนึกหวั่นใจ

            “ข้ารู้สึกแปลก ๆ ตอนอยู่กับเขาทำให้ข้าอยากยิ้มตลอดเวลา”

            “เขา?”ฉิงอันคิดตามที่เจ้านายของตนกล่าว นางก็พอจะนึกออกอยู่คนเดียวในตอนนี้...จะเป็นใครที่ไหนไม่ได้นอกจากเจ้าของจวนแม่ทัพแห่งนี้แน่นอน...แม่ทัพใหญ่ฟานหานซวน

            พอนึกไปได้แล้วฉิงอันก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายก่อนเอ่ยถาม

            “แล้วคิดว่าเป็นเพราะสิ่งใดเจ้าคะ”

            “อืม..ไม่รู้สิ จริง ๆ ..ข้าใจเต้นตอนเขาเข้าใกล้ข้า ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วก็เถอะ”

            “หน้าแดง ใจเต้นเช่นนี้ หรือจะเป็นอาการของโรคภายใน สงสัยข้าจะเป็นไข้แน่เลยว่าไหมพี่ฉิงอัน ข้าคงต้องให้หมอไป่ตรวจอาการให้แล้ว”

            “โธ่ คุณหนูของบ่าว”ฉิงอันถึงกับหุบยิ้มชื่นใจเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหนื่อยใจแทน คุณหนูของนางฉลาดนัก ฉลาดเกินไปเพียงแต่เขลาในเรื่องของความรัก ใครดูก็พอจะรู้ว่าเลี่ยงหลิ่งกำลังมีความรัก

            “อ้าว อะไรกันเล่า หรือพี่ฉิงอันคิดว่าข้าเป็นอย่างอื่น แต่ข้าจะเป็นอย่างไรได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่โรคแทรกซ้อนภายใน พี่ฉิงอันก็รู้ว่าข้าไม่แข็งแรง”

            “ไม่ใช่โรคแทรกซ้อนที่กายหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นที่ใจ”ฉิงอันชี้ไปที่อกข้างซ้ายของตนเอง “บ่าวว่าฮูหยินของบ่าวรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคแทรกซ้อนอะไรเพียงแต่มีสิ่งแปลกใหม่ปรากฎขึ้นในหัวใจของฮูหยินเพียงเท่านั้น”

            “อยู่ที่ว่าฮูหยินจะยอมรับสิ่งแลกใหม่ในใจของตนเองหรือไม่”

             

            ...........

             

             

            “ข้าไม่..”

            “ไม่หรอก ไม่มีทาง”

             

            นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่งและพยายามอาบน้ำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหวังให้หานซวนหลับไปก่อนนาง ตัวนางนั่งเหมอลอยอยู่ในอ่างนั้นจนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหานซวนเดินลงมาตามเพราะความเป็นห่วง

            ถึงจะรู้ว่านางไม่เป็นอะไร และนี่คือจวนแม่ทัพที่ไม่มีใครย่างกรายเข้ามามันก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี

            “ท่านแม่ทัพ”ฉิงอันที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องอาบน้ำรีบนั่งลงที่พื้นก่อนคำนับแต่หานซวนก็ยกมือบอกให้นางลุกขึ้นนั่งที่เดิม

            “ฮูหยินยังอาบน้ำไม่เสร็จอีกหรือ?”

            “ยังเจ้าค่ะ น่าจะกำลังเล่นน้ำอยู่ด้านใน ท่านแม่ทัพ..เอ่อ จะเข้าไป..เข้าไปหาฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ”

            “ไม่ล่ะ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะเฝ้านางอยู่ตรงนี้เอง”

            “เอ..แต่ว่า..”

            “ก็ได้เจ้าค่ะ”ในตอนสุดท้ายฉิงอันเกิดลังเลขึ้น เกรงว่าคุณหนูของตนจะว่าเอาว่าให้ท่านแม่ทัพมาเฝ้านางแทน ทั้งที่รู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในตอนนี้ แต่ทว่านางก็ต้องทำตามที่หานซวนสั่ง เพราะหานซวนก็ถือว่าเป็นเจ้านายของตนเช่นเดียวกันและตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่เคยเจอความยากลำบากจากบ่าวรับใช้หรือจากเจ้านายคนใหม่เลยแม้แต่น้อย

             

            หลังจากที่ฉิงอันเดินออกไป หานซวนก็นั่งลงที่แคร่ไม้หน้าห้องน้ำอย่างเงียบ ๆ และหันไปมองตระกร้าก้นตื้นที่เอาไว้ใส่สิ่งของต่าง ๆ เขาจับตระกร้านั้นขึ้นมาดูและจับผ้าหลายผืนที่อยู่ในนั้น

            ในตระกร้ามีตั้งแต่ชุดชั้นในไปจนถึงผ้าเช็ดตัวของเลี่ยงหลิ่ง ท่านแม่ทัพหนุ่มลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ และวางมันลง..ถึงเขาจะดูนิ่งขรึมแต่เขาก็ยังเป็นคนและเป็นบุรุษ จะห้ามไม่ให้คิดคงยาก ยิ่งกับผู้ที่เป็นภรรยาแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่

            “พี่ฉิงอันข้าขัดหลังไม่ถึง เข้ามาขัดให้ข้าที”เสียงเล็กเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องอาบน้ำ มันเป็นคำสั่งที่ฉิงอันควรจะเป็นตนทำ แต่ตอนนี้เจ้าของชื่อเดินออกไปแล้วเหลือเพียงแต่เขาที่นั่งอยู่ตรงนี้

             

            มีเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้!!

            คนเดียว!