ตอนที่ 28
นางเรียกเขาเต็มยศอีกครั้ง คนถูกเรียกมองหน้านางนิ่งและนำเอาไป๋เซ่อไปวางไว้บนที่นอนของมันก่อนจะเดินมาหาผู้เป็นภรรยา
“แล้วเจ้าคิดว่าข้ามีหรือไม่?”เขาถามกลับ
“ข้าไม่รู้”นางตอบเสียงนิ่ง
“พูดปด”
“หากข้าพูดปด ท่านก็พูดปด”นางสวนกลับทันที
“แปลว่าเจ้ารู้ว่าข้าปิดบังอะไรเจ้า”
“หากข้ารู้ นั่นแปลว่าท่านก็รู้เช่นเดียวกันว่าข้าไปไหนมา”ยังไม่ทันทีเลี่ยงหลิ่งจะได้ถามคำถามอะไรต่อ หานซวนก็อุ้มนางขึ้นบ่าขึ้นไปนอนบนเตียงและล็อคนางไว้ในท่าคร่อม
“ปล่อยข้านะ จะทำอะไรข้าอีกล่ะ!”นางพยายามดิ้นให้หลุดโดยการตีและทุบคนเหนือร่าง หานซวนจึงใช้มือของเขารวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้บนหัว
“เจ้าเห็นหมดแล้วใช่ไหม! เป็นอย่างไรล่ะ รู้สึกว่าชะตาชีวิตของเจ้ามันรันทดมากหรือเปล่า”
“หานซวน..”
“บิดาและมารดาของเจ้าไม่รักเจ้าเลยสักนิด พวกเขากดดันให้เจ้าแต่งงานกับข้า แม่ทัพ..แม่ทัพแล้วอย่างไร? แม่ทัพตาบอดเช่นข้า แถมยังมีน้องชายนอนแน่นิ่งไม่มีสติเช่นนั้นอีก บิดามารดาที่ไหนเขาปล่อยบุตรสาวมาแต่งงานกับคนพิการเช่นนี้กัน!!”
“หานซวนหยุด!”
“หนำซ้ำยังไม่พอ ยังมีน้องชายที่นอนหลับไม่ได้สติเช่นนั้นอยู่ในจวนอีก เป็นอย่างไร? รู้สึกว่าตนเองโชคร้ายหรือไม่เล่าที่มีคนแบบข้าเป็นสามี มีคนแบบน้องข้าเป็นน้องสามี?!”
“หานซวนข้าบอกให้ท่านหยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”นางใช้จังหวะที่เขาเผลอดึงมือตัวเองออกและฟาดเข้าที่หน้าเขาให้เขาหยุดพูดว่าตนเองเสียที
เขาไม่ควรจะได้รับอะไรแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่ควรจะได้รับความรังเกียจ ควรจะได้รับแค่เกียรติยศและคำชื่นชมที่จริงใจ ไม่ใช่แบบที่เขาพูดสักหน่อย!
“ท่านจะหยุดว่ากล่าวให้ตนเองต่ำต้อยได้หรือยัง? ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น..ไม่เลยสักนิด สิ่งที่ข้าคิดอยู่ตอนนี้คือคำถาม..คำถามว่าเหตุใดท่านจึงเลือกที่จะปิดบังข้า!”
“ข้าแต่งงานกับท่าน เป็นภรรยาของท่าน เหตุใดจึงคิดว่าข้าจะรังเกียจท่าน รังเกียจคุณชายเล็ก? บอกข้ามาว่าเหตุผลของท่านคือสิ่งใด?”เลี่ยงหลิ่งรีบพูดให้สติเขา ก่อนที่เขาจะเป็นบ้าขึ้นมาอีกครั้งและจะไม่ฟังนางอีกต่อไป นางรู้สึกผิดที่ตบหน้าเขาจนหน้าหันแต่นางจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ เขาก็ยิ่งจะพ้นคำพูดที่ทำร้ายตนเองมากขึ้น
ส่วนหานซวน..เขาฟังทุกอย่างที่ออกมาจากปากของนาง ความกลัวที่เคยก่อตัวเป็นกำแพงพังทลายลงเมื่อเห็นน้ำตาและแววตาที่รู้สึกผิดของคนใต้ร่างใจอ่อนยวบลงเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งและหันหลังให้นาง
เลี่ยงหลิ่งลุกขึ้นนั่งมองแผ่นหลังของอีกคน เป็นครั้งแรกของนางเช่นกันที่รู้สึกห่างไกลกับหานซวนแม้จะอยู่ใกล้กันเพียงนิ้วเดียวแตะตัว
กำแพงในใจของเขา หนาและแข็งแรงกว่านาง นางไม่รู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เขาเป็นคนที่ไม่มีใครมองออก ยิ่งเป็นเรื่องที่ฝังใจแล้วยิ่งมองไม่เห็น “เจ้านอนเถอะ”เขาบอกและลุกขึ้น “ท่านจะไปไหน?”นางถามขึ้นทันที
“ข้าจะไปนอนข้างนอกอย่างเดิม ถึงเวลาที่เจ้าต้องพักผ่อนแล้ว นอนเสียเถอะ”
ไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจให้นางคว้าแขนของเขาเอาไว้ นางจับแขนเขาแน่นบ่งบอกว่าไม่อยากให้เขาออกไปจากตรงนี้..แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร..
“ปล่อยข้า”จนในที่สุดหานซวนได้เอ่ยออกมาเองแต่เลี่ยงหลิ่งก็ไม่ยอมปล่อยมือออก เขาไม่อยากเป็นคนที่ดึงมือนางออกเอง
เพราะเขาทำไม่ได้ เขารู้ตัวเองดี
“ไม่ ข้าไม่อยากทำผิดข้อตกลงของเรา ถ้าทำเช่นนั้น ท่านจะไม่ยอมช่วยเอ้อร์หนี่แล้วก็..”
“เรื่องแม่นางเหรินเจ้าไม่ต้องห่วง ข้ากำลังช่วยนางอยู่ ไม่ต้องห่วงว่าถ้าข้าทำเช่นนี้แล้ว มันจะเป็นการยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด ข้ายินดีที่จะทำให้เจ้า เจ้าจะได้สบายใจ”
“หานซวน”
“......”
........
ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากของทั้งสองคน เลี่ยงหลิ่งเงียบ หานซวนไม่ไหวติง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาทั้งนั้นจนกระทั่งเลี่ยงหลิ่งตัดสินใจพูดกับเขาดี ๆ อีกครั้งหนึ่ง “ข้าไม่เคยรังเกียจท่าน”
“อย่างที่ข้าเคยบอก ข้าไม่เคยรังเกียจหรือกลัวท่าน”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดข้าต้องรังเกียจคุณชายเล็ก น้องชายของท่านด้วย เรื่องนั้นมันยิ่งเป็นไปไม่ได้..เขากำลังป่วย”
“ข้าจะรังเกียจคนป่วยที่ไม่รู้เรื่องได้อย่างไร?”
“ข้าควรจะโกรธท่านเรื่องที่ท่านปิดบังข้า แต่พอมาคิดอีกมุมหนึ่งแล้วข้าควรจะถามท่านก่อนว่าเหตุผลของท่านคืออะไร”
“บอกข้าได้ไหม?”
....
“หานซวน?”
พอเลี่ยงหลิ่งพูดจบ ไม่ทันขาดคำหานซวนก็หันหน้ากลับมาและกอดนางเอาไว้ นางตกใจแต่ก็ยอมรับกอดนั้นด้วยความเต็มใจ
กำแพงที่เริ่มร้าวลึกกำลังจะแตกออกแต่ความกลัวและความกังวลก็ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้กำแพงพังทลายลง
เขากอดนางโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา กอดแน่นจนนางรับรู้ได้ถึงความกลัวที่อยู่ภายในใจของเขา “ฟังข้านะ”นางลูบหลังของอีกคนเบา ๆ
“ไม่ว่าท่านจะไปเจอสิ่งใดมา..ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันท่านยังคงเจอหรือวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ท่านเจอ ท่านยังมีข้าอยู่ข้าง ๆ ท่านเสมอและมันจะไม่มีทางเปลี่ยนไป”
“ข้าขอแค่ท่านอยู่ตรงนี้กับข้า กล้าก้าวข้ามความรู้สึกกลัวออกมาและจำไว้ว่าข้าไม่เคยรังเกียจท่าน ข้าอยู่กับท่านแล้วไม่รู้สึกหนาวแต่รู้สึกอบอุ่น..เป็นสิ่งที่บิดาข้าให้ข้าได้ไม่เทียบเท่าท่านและมารดาของข้าให้ข้าไม่ได้เท่าที่ท่านให้ข้ามา”นางพูดให้กำลังใจเขา ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ปลอบให้เขารู้สึกดีขึ้น..ถึงแม้จะรู้ว่าคงเป็นน้ำชะโลมใจที่บอบช้ำดวงใจนี้ได้ไม่นานแต่มันจะทำให้เขาค่อย ๆ ดีขึ้นแน่ ๆ
“ข้าสัญญาว่าข้าจะอยู่ข้าง ๆ ท่าน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้าจะไม่ทิ้งท่านและไม่หักหลังท่านเด็ดขาด”
“คำสัญญาของเจ้าเชื่อถือได้มากแค่ไหน?”
ตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ร้องขอให้สัญญาเลยสักนิด หากคำสัญญามันจะทำให้เขาดีขึ้น นางจะไม่มีทางทิ้งคำสัญญานั้นเด็ดขาด
“คำสัญญาของข้าหนักแน่นกว่าที่ท่านคิด”
“ท่านเป็นทั้งผู้มีพระคุณและเป็นสามี ข้าจะกล้าพูดเล่นได้อย่างไร”นางผละออกจากเขาและเงยหน้ามองอีกคน มือก็ยังจับที่แขนของเขาอยู่ “อย่ามองข้าเป็นผู้มีพระคุณ มองข้าเป็นสามีของเจ้า”
“เหตุใด?”
“ข้าไม่อยากให้เจ้าหรือตัวข้ารู้สึกว่าที่เจ้าต้องแต่งงานกับข้ามันเป็นเพียงหน้าที่และอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าจะต้องทุกข์ใจกับคำว่าผู้มีพระคุณตลอดไป”
“ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นแบบนั้น”
“อยู่ที่นี่ให้มีความสุขได้ไหม?”
เขาเอามือมาทาบลงใบหน้าของนางเบา ๆ และประคองขึ้นมา แววตาของคนทั้งสองประสานกัน แสงไฟสลัวอาจทำให้หลายคู่มีบรรยากาศร่วมรักกันแต่สำหรับหานซวนเลี่ยงหลิ่งมันไม่ใช่เช่นนั้น
แต่มันคือแสงของบรรยากาศที่คนสองคนกำลังใช้ความกล้าทำลายกำแพงของตนเองเพื่อให้อีกคนได้เข้าไปในนั้นอย่างสบายใจและปลอดภัยจริง ๆ
“หากเจ้าบอกว่าเจ้าไม่รังเกียจบุรุษตระกูลฟานอย่างข้าและน้องชายข้าแล้ว..”
“ข้าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง”
หานซวนตัดสินใจทำลายกำแพงความเจ็บปวดให้เลี่ยงหลิ่งได้เห็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น เขาเล่าทุกอย่างให้นางฟังตั้งต้นจนจบจนนางเข้าใจทุกอย่างและเข้าใจเขามากกว่าเดิม
“ข้าจะช่วยรักษาคุณชายซั่วหลิงให้เขาฟื้นเอง”นางกล่าว
“เจ้าจะช่วยอย่างไร? เจ้าไม่ใช่หมอ”
“ข้าอ่านตำรามาและได้เห็นการทำงานจริง ๆ จากหมอประจำตระกูลเหลียน ตระกูลของหมอไป่เป็นหมอที่เก่งที่สุดรองจากตระกูลหมอหลวง ข้าว่าสิ่งที่ข้าเรียนจากหมอไป่มาช่วยน้องชายได้แน่นอน”
“แต่อาการของซั่วหลิงเป็นเช่นนี้มานานเป็นสิบ ๆ ปีจนตอนนี้เขาอายุย่างใกล้สามสิบแล้ว ตอนนี้หมอประจำตระกูลข้าทำได้แค่คงสภาพให้เขาค่อย ๆ ดีขึ้นเท่านั้น”
“แต่ถ้าบอกว่าทำให้ฟื้นเลย ข้าไม่ให้เจ้าทำ”
“เจ้าพูดเกินจริงไปหน่อย”
“ขออภัยที่พูดเกินจริงจนท่านไม่อยากเชื่อ แต่ข้าพูดจริง ๆ นะ ข้าทำได้ ท่านแค่ให้ข้าลองดูแลเขาก่อน ถ้าอาการของคุณชายซั่วหลิงยังทรงตัวไม่ดีขึ้น ข้าจะไม่ยุ่งและปล่อยให้ท่านจัดการเอง”
หานซวนนึกลังเล เริ่มคิดแล้วว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่เล่าให้นางฟัง แต่เรื่องตระกูลของหมอไป่เป็นหมอกันมารุ่นต่อรุ่น เก่งไม่แพ้ตระกูลหมอหลวงของฮ่องเต้ ทั้งยังได้เป็นหมอประจำพระองค์ขององค์ชายผู้ซึ่งเป็นทั้งพระโอรสและพระนัดดาหลายคน
ข้อมูลนี้เลี่ยงหลิ่งไม่ได้พูดมั่วแต่มันคือเรื่องจริง เขาไม่เถียง
“แต่เจ้าแค่ดูเขาทำ ไม่ได้ลงมือจริง ๆ มันจะทำได้หรือ?”
“กรณีของคุณชายซั่วหลิงไม่ได้ทำการใช้ของมีคมรักษาเสียหน่อย รับรองว่าคุณชายซั่วหลิงไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน ท่านไม่ต้องห่วง”
“ถ้าน้องชายข้าอาการหนักกว่าเดิม เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเจ้าจะโดนอะไร”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เลี่ยงหลิ่งยิ้มแห้งให้
“รู้สิ แต่ขอศพสวยนะ ข้าไม่อยากเป็นผีคอขาด”
คำตอบของเลี่ยงหลิ่งทำให้หานซวนถอนหายใจออกมาและเอากำปั้นเขกหัวนางไปทีหนึ่ง
“เหตุใดเจ้าจึงชอบเอาเรื่องความเป็นความตายมาพูดเล่น?”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะขังเจ้าไว้จนกว่าเจ้าจะตายไปเองดีไหม?”
“แบบนั้นมันอดยากเกินไป ใช้ยาพิษในอาหารยังดีกว่าอีก”
“พอ ๆ ข้าไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว”
“ตกลงว่าอนุญาตให้ข้ารักษาเขาไหม?”
“ไม่”
“หานซว..”
“ไม่”
“ข้ายังไม่ได้พูดเล..”
“ไม่”
หานซวนยังคงยืนยันคำเดิมว่าไม่ให้เลี่ยงหลิ่งรักษาซั่วหลิงเด็ดขาดเพราะเขาไม่อยากให้ซั่วหลิงอาการหนักกว่าเดิมอีกทั้งไม่อยากจะทำร้ายร่างกายและจิตใจของเลี่ยงหลิ่งเพียงเพราะนางทำให้ทุกอย่างแย่ลง
“ให้ข้าทำเถอะนะ ข้ายังไว้ใจท่านเลย ท่านจะไม่ไว้ใจข้าหรือ?”
เป็นครั้งแรกที่นางใช้มารยาออดอ้อนเขา ท่าทางน่ารักเช่นนี้เขาอยากจะจับนางกดลงบนเตียงอีกครั้งนัก
“แต่ไม่ใช่กับเรื่องความเป็นความตาย”
นั่นแล อย่างไรก็ต้องหยุดความคิดของนางไว้
“เจ้าเข้าไปดูแลซั่วหลิงได้ ไปพูดกับเขาได้ตามปกติแต่ห้ามทำการรักษาเขาหรือลองให้เขาทานอะไรเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำสิ่งที่เจ้าหวาดกลัวที่สุด”
“อะ..อะไร”
“เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องของสามีภรรยา?”
“ตกลง ๆ ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น ข้าสัญญา”นางรีบบอกทันทีและก้าวถอยหลังอ้อมไปข้างเตียงฝั่งของนาง ต่อให้เขาจะเร็วแค่ไหนหากมีสิ่งของกั้นอยู่ เขาก็จะไม่มีทางจับตัวนางได้แน่
หานซวนมองนางนิ่งแต่ก็ยังยกยิ้มอยู่ มันจึงทำให้เลี่ยงหลิ่งไม่อยากเข้าใกล้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“ขะ..ข้าจะไปอาบน้ำ ท่านจะนอนแล้วใช่ไหม? งะ..งั้นข้าไปล่ะ!”นางรีบเปลี่ยนเรื่องและรีบวิ่งออกไปหาฉิงอันทันที ปล่อยให้อีกคนยืนมองและยิ้มให้อย่างเอ็นดูอยู่ในห้องหอนั้น
“เกิดอะไรขึ้นกับข้ากัน! ข้าไม่เคยรู้สึกอยากยิ้มตลอดเวลาเช่นนี้มาก่อนเลย!”หลังจากที่ออกมาจากห้องหอแล้ว นางก็มาเรียกฉิงอันให้พามาอาบน้ำจริง ๆ อย่างคำที่นางว่า
การเปิดใจของคนสองคนในครั้งนี้ทำให้ฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายยิ่งมีความรักให้มากขึ้น
“เป็นสิ่งใดเจ้าคะ”พี่เลี้ยงถามขึ้นเพราะเห็นเจ้านายกำลังพูดอยู่คนเดียวและทำท่าแปลกประหลาดจนทำให้ฉิงอันนึกหวั่นใจ
“ข้ารู้สึกแปลก ๆ ตอนอยู่กับเขาทำให้ข้าอยากยิ้มตลอดเวลา”
“เขา?”ฉิงอันคิดตามที่เจ้านายของตนกล่าว นางก็พอจะนึกออกอยู่คนเดียวในตอนนี้...จะเป็นใครที่ไหนไม่ได้นอกจากเจ้าของจวนแม่ทัพแห่งนี้แน่นอน...แม่ทัพใหญ่ฟานหานซวน
พอนึกไปได้แล้วฉิงอันก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอายก่อนเอ่ยถาม
“แล้วคิดว่าเป็นเพราะสิ่งใดเจ้าคะ”
“อืม..ไม่รู้สิ จริง ๆ ..ข้าใจเต้นตอนเขาเข้าใกล้ข้า ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วก็เถอะ”
“หน้าแดง ใจเต้นเช่นนี้ หรือจะเป็นอาการของโรคภายใน สงสัยข้าจะเป็นไข้แน่เลยว่าไหมพี่ฉิงอัน ข้าคงต้องให้หมอไป่ตรวจอาการให้แล้ว”
“โธ่ คุณหนูของบ่าว”ฉิงอันถึงกับหุบยิ้มชื่นใจเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหนื่อยใจแทน คุณหนูของนางฉลาดนัก ฉลาดเกินไปเพียงแต่เขลาในเรื่องของความรัก ใครดูก็พอจะรู้ว่าเลี่ยงหลิ่งกำลังมีความรัก
“อ้าว อะไรกันเล่า หรือพี่ฉิงอันคิดว่าข้าเป็นอย่างอื่น แต่ข้าจะเป็นอย่างไรได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่โรคแทรกซ้อนภายใน พี่ฉิงอันก็รู้ว่าข้าไม่แข็งแรง”
“ไม่ใช่โรคแทรกซ้อนที่กายหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นที่ใจ”ฉิงอันชี้ไปที่อกข้างซ้ายของตนเอง “บ่าวว่าฮูหยินของบ่าวรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคแทรกซ้อนอะไรเพียงแต่มีสิ่งแปลกใหม่ปรากฎขึ้นในหัวใจของฮูหยินเพียงเท่านั้น”
“อยู่ที่ว่าฮูหยินจะยอมรับสิ่งแลกใหม่ในใจของตนเองหรือไม่”
...........
“ข้าไม่..”
“ไม่หรอก ไม่มีทาง”
นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่งและพยายามอาบน้ำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหวังให้หานซวนหลับไปก่อนนาง ตัวนางนั่งเหมอลอยอยู่ในอ่างนั้นจนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหานซวนเดินลงมาตามเพราะความเป็นห่วง
ถึงจะรู้ว่านางไม่เป็นอะไร และนี่คือจวนแม่ทัพที่ไม่มีใครย่างกรายเข้ามามันก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี
“ท่านแม่ทัพ”ฉิงอันที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องอาบน้ำรีบนั่งลงที่พื้นก่อนคำนับแต่หานซวนก็ยกมือบอกให้นางลุกขึ้นนั่งที่เดิม
“ฮูหยินยังอาบน้ำไม่เสร็จอีกหรือ?”
“ยังเจ้าค่ะ น่าจะกำลังเล่นน้ำอยู่ด้านใน ท่านแม่ทัพ..เอ่อ จะเข้าไป..เข้าไปหาฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ล่ะ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะเฝ้านางอยู่ตรงนี้เอง”
“เอ..แต่ว่า..”
“ก็ได้เจ้าค่ะ”ในตอนสุดท้ายฉิงอันเกิดลังเลขึ้น เกรงว่าคุณหนูของตนจะว่าเอาว่าให้ท่านแม่ทัพมาเฝ้านางแทน ทั้งที่รู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในตอนนี้ แต่ทว่านางก็ต้องทำตามที่หานซวนสั่ง เพราะหานซวนก็ถือว่าเป็นเจ้านายของตนเช่นเดียวกันและตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่เคยเจอความยากลำบากจากบ่าวรับใช้หรือจากเจ้านายคนใหม่เลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ฉิงอันเดินออกไป หานซวนก็นั่งลงที่แคร่ไม้หน้าห้องน้ำอย่างเงียบ ๆ และหันไปมองตระกร้าก้นตื้นที่เอาไว้ใส่สิ่งของต่าง ๆ เขาจับตระกร้านั้นขึ้นมาดูและจับผ้าหลายผืนที่อยู่ในนั้น
ในตระกร้ามีตั้งแต่ชุดชั้นในไปจนถึงผ้าเช็ดตัวของเลี่ยงหลิ่ง ท่านแม่ทัพหนุ่มลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ และวางมันลง..ถึงเขาจะดูนิ่งขรึมแต่เขาก็ยังเป็นคนและเป็นบุรุษ จะห้ามไม่ให้คิดคงยาก ยิ่งกับผู้ที่เป็นภรรยาแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่
“พี่ฉิงอันข้าขัดหลังไม่ถึง เข้ามาขัดให้ข้าที”เสียงเล็กเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องอาบน้ำ มันเป็นคำสั่งที่ฉิงอันควรจะเป็นตนทำ แต่ตอนนี้เจ้าของชื่อเดินออกไปแล้วเหลือเพียงแต่เขาที่นั่งอยู่ตรงนี้
มีเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้!!
คนเดียว!