บทที่ 04 : ใครเป็นายบ่าว
“ข้าจะถามอีกครั้ง ใครทำเ้า”
เจียงซูผิงแสดงสีหน้าเคร่งขรึม ขณะสอบปากคำไป๋หลันบ่าวผู้ภักดี
ทีแรกสาวรับใช้ไม่กล้าเปิดปาก แต่เพราะถูกความเงียบและสายตาคาดคั้นจากผู้เป็นายกดดันจึงยินยอมสารภาพความจริงจนหมดสิ้น
“หัวหน้าโรงครัวเ้าค่ะ นางปฏิเสธจัดเตรียมอาหารให้ แต่คุณหนูทานมื้อเช้าไปมื้อเดียว บ่าวก็เลยตัดสินใจทำเอง แล้วหัวหน้าโรงครัวมาเห็นเข้า...”
ประโยคหยุดลงเพียงแค่นั้น แต่ก็ทำให้คนฟังสามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่อมาได้ว่า ไป๋หลันคงถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งรอยแดงที่ข้อมือ รอยเล็บข่วนจนเืซึม แต่ถึงกระนั้น เ้าตัวก็ยังสู้อุตส่าห์ทำโจ๊กเปล่ามาให้นางได้ชามหนึ่ง
ซูผิงถอนหายใจ ไม่เอ่ยซักสิ่งใดต่อ เพียงแต่เดินไปเปิดลิ้นชักหยิบขวดยาขวดเล็ก พร้อมออกคำสั่ง
“มาทายาก่อน”
“คุณหนูบ่าวไม่เป็ไร”
“ไป๋หลัน”
เพียงแค่เรียกสั้นๆ เ้าของชื่อก็คอหด ยินยอมลุกเดินมาหา กระนั้นกลับยังคงอิดออด จนคุณหนูของตนฉวยข้อมือที่าเ็ เลิกแขนเสื้อขึ้น เตรียมทายาให้
“บ่าวทาเองได้เ้าค่ะ”
“เ้าอยู่เฉยๆ”
นิสัยเสียของนางพญาเม่ย มีอยู่หนึ่งประการ ตัวเองเจ็บไม่เป็ไร แต่พวกพ้องเจ็บ นางจะเจ็บมากกว่าหลายเท่า
ในอดีต นางมีพรรคพวกที่สนิทอยู่หนึ่งคนชื่อ ไห่เทา เป็ชายเร่ร่อนไม่มีแซ่ แต่เพราะมีวรยุทธ์แข็งแกร่งยอดเยี่ยม เนื่องจากมีปราณสีขาวอยู่ในกายั้แ่กำเนิด
ใช่แล้ว...ความรู้เกี่ยวกับปราณสีขาวทั้งหมด ก็ได้ไห่เทาเนี่ยแหละเป็คนคอยบอกเล่าให้ฟัง
ไห่เทาอยู่รับใช้เป็มือขวาของนางร่วมรบทำา เหตุที่พิชิตชัยจนรวบรวมแผ่นดินต้าฟงขึ้นมาได้ ก็เพราะความดีความชอบของไห่เทาส่วนหนึ่ง
แต่ยิ่งนานวัน พลังของไห่เทาก็ยิ่งแกร่งกล้าขึ้น ทำให้หยางโม่เหยี่ยนผู้เป็คนรักของนาง และดำรงตำแหน่งฮ่องเต้เกิดความหวาดระแวงขึ้นมา จึงพยายามป้ายข้อหาฏให้กับไห่เทา จับกุมขังคุกและตัดสินปะาโดยไร้หลักฐานใดๆ
แน่นอน จิ่งเม่ยพยายามคัดค้านเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเพื่อนผู้จงรักภักดี โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นกลับเข้าทางเฉินมู่อิง หญิงจิ้งจอกที่พร้อมเล่นงาน หาว่านางมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับไห่เทา และจงใจวางแผนก่อฏร่วมกัน
...นั่นจึงนำไปสู่การตัดสินโทษปะาชีวิตนางในเวลาต่อมา
นางไม่โทษหยางโม่เหยี่ยนที่หูเบา หรือโทษเฉินมู่อิงที่เสี้ยมใส่ร้าย แต่นางโทษตนเองที่ไม่อาจปกป้องพวกพ้องคนสำคัญได้
ครั้นกลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง นิสัยเดิมของนางก็ไม่เปลี่ยนไป
...ทำร้ายนางปางตายอย่างไรก็ได้ แต่ทำร้ายพวกพ้องแม้แต่ปลายนิ้วก้อย นางจะไม่มีวันยอมให้อภัย
ในยามเช้าวันถัดมา เจียงซูผิงจึงมุ่งหน้าเข้าสู่โรงครัว แม้ไป๋หลันจะพยายามห้ามไม่ให้นางไป แต่นาง้าเห็นหน้าคนที่จงใจเป็ศัตรูกับเรือนของตน
และเป็อีกครั้ง ไม่ว่านางไปเยือนที่ใดก็คล้ายเป็อากาศธาตุ ไม่มีใครใส่ใจแม้แต่จะทำการคารวะคุณหนูใหญ่ของจวน จนกระทั่งนางต้องเอ่ยปากถามบ่าวที่อยู่แถวนั้น
“หัวหน้าโรงครัวอยู่ที่ใดหรือ”
“เตรียมสำรับให้นายท่านและฮูหยินอยู่ด้านในเ้าค่ะ”
บ่าวรับใช้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างเสียไม่ได้
หลังได้ฟัง ซูผิงก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางด้านในครัว ระหว่างทาง นางได้ยินเสียงหม้อไหกระทบกัน เสียงผัดอาหารส่งกลิ่นหอมหวาน นางเห็นจานที่มีเนื้อชิ้นโตเป็ส่วนประกอบมากมาย แต่ทุกๆ วันสำรับที่ส่งมายังเรือนต้นส้มกลับเป็เพียงแค่ผัดผักที่แทบจะไร้เศษเนื้อติดมาสักชิ้น
“ใครคือหัวหน้าโรงครัว”
นางจงใจส่งเสียงให้ดังกว่าเดิมเล็กน้อย หากไม่ละความเคร่งขรึมและกิริยาของผู้มีชาติตระกูลที่ทำให้นางดูแตกต่างกว่าบ่าวไพร่ทั่วๆ ไป
ซึ่งการกระทำนี้ก็ยังผล เสียงทุกเสียงในครัวหยุดลง ก่อนทุกสายตาจะหันมาให้ความสนใจกับแขกแปลกถิ่น
แล้วเพียงไม่นาน หญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบอ้วนคนหนึ่งก็เดินขึ้นมาแนะนำตัวด้านหน้า
“บ่าว จื่อรั่ว เป็หัวหน้าโรงครัวเ้าค่ะ มิทราบว่าคุณหนูใหญ่มีอะไรถึงเรียกหาบ่าว”
แม้จะเป็คำกล่าวแบบรักษามารยาท แต่ท่าทางและสีหน้ากลับไม่แสดงออกถึงความเคารพ ซ้ำยังติดจะรำคาญใจ
“เมื่อวาน ข้าสั่งให้ไป๋หลันนำอาหารมื้อดึกมาให้ข้า แต่เ้ากลับสั่งห้ามไป๋หลันและทำร้ายนางใช่หรือไม่”
คำถามตรงๆ ไร้ข้อพิสูจน์ แน่นอนอยู่แล้วว่าย่อมไม่มีการเอ่ยปากยอมรับผิด
“คุณหนูอย่ากล่าวหาบ่าวพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐานสิเ้าคะ อีกอย่าง เมื่อวานโรงครัวก็ปิดแล้ว เลยไม่สามารถจัดเตรียมอาหารมาให้คุณหนูได้”
“โรงครัวของจวนราชครูมีกำหนดเปิดปิดเองตามใจชอบได้ด้วยหรือ”
คำถามที่สองส่งผลให้ผู้ฟังสะดุ้งเล็กน้อย เพราะความจริงแล้ว โรงครัวของจวนราชครูต้องพร้อมจัดเตรียมอาหารอยู่ตลอด บ่อยครั้งที่คุณชายรองเรียกหาน้ำแกงสร่างเมา ยามกลับมาจากการร่ำสุราดึกดื่น คนในโรงครัวก็ต้องรีบจัดหามาให้ตามคำเรียกร้องของผู้เป็นาย
แต่เพราะผู้เป็นายตรงหน้า คือคุณหนูใหญ่ที่ไร้อำนาจใดๆ ในจวน จื่อรั่วจึงยังคงยืดอกตอบกลับไปอย่างไม่หวั่นเกรง
“ถึงกระนั้น บ่าวไพร่ก็ต้องพักผ่อนนะเ้าคะ ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอาหารให้คุณหนูได้ทุกเวลา”
“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว ที่ข้าต้องอดอาหาร ก็เพราะเ้า้าเวลาพักผ่อนส่วนตัวนี่เอง”
เจียงซูผิงสรุปความ ก่อนจู่ๆ เรียวคิ้วของนางจะขมวดนิ่วเข้าหากัน ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาว ฝ่ามือกุมท้อง ร่างบอบบางโซเซทรงตัวไม่อยู่จนไป๋หลันต้องรีบมาประคอง
“ร่างกายของข้าช่างอ่อนแอจริงๆ ไป๋หลัน หากข้าป่วยเพราะอดข้าวจนสิ้นลมไป ตระกูลเจียงจะทำเช่นไร”
“ก็ต้องสืบหาผู้ที่รับผิดชอบเ้าค่ะ”
“แล้วความผิดของบ่าวไพร่ที่ทำให้บุคคลในตระกูลเจียงสิ้นชีวิตมีโทษเช่นไรนะ ข้าปวดท้องจนเลอะเลือนไปแล้วด้วยสิ”
ไป๋หลันถูกคุณหนูใหญ่นัดแนะเอาไว้แล้วว่า หากนางถามอะไร จงตอบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ซึ่งเ้าตัวก็ปฏิบัติตามอย่างไม่บิดพริ้ว
“เรียนคุณหนู กฎของตระกูลเจียง บ่าวไพร่ที่ทำร้ายนายของตน ต้องถูกมัดติดกับเสาและถูกก้อนหินเขวี้ยงใส่จนถึงแก่ชีวิต จากนั้นจึงแยกร่างเป็ส่วนๆ นำศพไปโยนทิ้งไร้ดินกลบฝังเ้าค่ะ”
บทลงโทษที่ได้ยินทำให้เหล่าบรรดาบ่าวไพร่ถึงกับหน้าซีด นอกจากนั้น ยังทำให้เผลอนึกขึ้นมาได้ว่า ต่อให้เป็คุณหนูใหญ่ที่ไร้อำนาจ อย่างไรก็ถือว่าเป็บุตรหลานของตระกูลเจียงซึ่งตนรับใช้ ฐานะของบ่าวไพร่และเ้านายเป็เส้นขีดขั้นที่ไม่มีวันก้าวล่วงไปได้
โดยเฉพาะหัวหน้าโรงครัว ความผิดมากน้ำหนักกำลังถูกโยนเข้ามาใส่โดยตรงจากปากคำของเจียงซูผิง
“ทุกวันนี้อาหารการกินของข้ามีแค่ข้าวหนึ่งถ้วย และผัดผักเพียงหนึ่งจาน คงเป็เพราะหัวหน้าโรงครัวไม่มีเวลาทำให้ข้าสินะ ข้าจึงผ่ายผอมสิ้นเรี่ยวแรงจนแทบจะตายวันตายพรุ่ง แต่ไม่เป็ไร ชีวิตของข้าที่เกิดในตระกูลเจียงย่อมสามารถแลกกับบ่าวที่ตระกูลคอยชุบเลี้ยงไว้ได้อยู่แล้ว”
น้ำคำตัดพ้อ พาให้คนฟังต่างตีความหมาย
...บ่าวที่ดีแทนทีจะกตัญญูรู้คุณต่อตระกูล แต่กลับทำให้เ้านายเสียสละชีวิตแทน
หัวหน้าโรงครัวจื่อรั่วเองก็ตระหนักถึงความนัยที่จงใจเอ่ยได้เช่นกัน
จากแค่้ารังแกคุณหนูใหญ่ ผู้ซึ่งฮูหยินรองไม่ชอบหน้า ด้วยเพราะอาศัยอยู่ในเรือใด ก็ต้องดูด้วยว่าหางเรือใครเป็ผู้คุม กลับกลายเป็ว่าเพียงสนทนาไม่กี่ประโยค เื่ดันพลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ
ใครๆ ก็รู้ คุณหนูใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ จะป่วยตายเมื่อไรก็ได้ หากสาเหตุการตายตอนนี้กลับทำให้ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันแล้วว่า มาจากความบกพร่องในการจัดเตรียมอาหารของหัวหน้าโรงครัว ซึ่งถ้ามีคนกล่าวถึงขึ้นมา ชีวิตน้อยๆ ของนางก็อาจจะปลิวหายไปได้
ร่างอวบอ้วนรีบคุกเข่ากับพื้นดังตึง ละล่ำละลักพูดแก้ต่างเสียงสั่น
“คะ...คุณหนูบ่าวไม่ได้มีใจคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย!”
หากฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า ยังคงเอ่ยย้ำอย่างน่าสงสาร
“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไร เอาแบบนี้ดีไหม นับั้แ่นี้ ข้าจะตัดสินจากสำรับทุกมื้อของข้า หากเห็นว่าอาหารที่จัดเตรียมทำให้ข้าแข็งแรงขึ้น ข้าจะถือว่าเ้าจงรักภักดีต่อตระกูลเจียง แต่หาไม่แล้วแล้ว ข้าก็คงคิดเป็อย่างอื่นไม่ได้อีก...”
คำว่า ‘อย่างอื่น’ นั่นหมายถึง ‘การทรยศตระกูล’ ซึ่งถือเป็ข้อกล่าวหาใหญ่เกินกว่าจะแบกรับ มีกี่สิบชีวิตก็ไม่พอ จื่อรั่วจึงได้แต่จำยอมทำตามประสงค์
“ทะ...ทราบแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
“ไว้ข้าจะรอดูนะ”
ร่างบางเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวจากไปพร้อมกับไป๋หลันที่ช่วยประคองกาย ท่ามกลางสายตาประหลาดระคนใของทุกคน ที่ได้เห็นพฤติกรรมแปลกใหม่ของคุณหนูใหญ่ผู้อ่อนแอราวกับกิ่งไม้แห้ง
หากสำหรับ เจียงซูผิงนี่เป็แค่วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ เพียงหนึ่งเปราะ ทีนี้ก็คงไม่ต้องกังวลกับเื่อาหารการกินแล้ว
ยังนับว่าโชคดีที่ชาตินี้ นางมาอยู่ในร่างต้นกำเนิดผู้มาจากสกุลใหญ่เลยสามารถใช้ฐานะเข้าข่ม ซ้ำยังใช้ความอ่อนแอไร้พลังของตนเองให้เกิดประโยชน์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแอขี้โรคก็ไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไป นางยังคงต้องเร่งฝึกปราณเพื่อฟื้นฟูกำลังให้ตนเองโดยเร็ว เพราะการเคลื่อนไหวในโรงครัว นับเป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
นางสันนิษฐานว่า...ต่อจากนี้คงมีอะไรอีกมากที่นางจะต้องใช้สมองและสองมือแก้ปัญหาผู้ที่บังอาจมารังแกให้แพ้ภัยราบคาบไป
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
ใครดีมาดีกลับ ใครร้ายมาอย่าหวังว่าจะปล่อยไปง่ายๆ
คนอ่อนแอก็มีวิธีสู้ในแบบคนอ่อนแอเหมือนกัน
เอาแล้ว! ต่อจากนี้คุณหนูซูผิงจะดำเนินชีวิตในจวนราชครูยังไงต้องติดตามค่ะ