กระทั่งปี 1970 เมื่อทายาทตระกูลเมอร์สฟิลด์ ชาลล์เมอร์สฟิลด์กับภรรยา เคนดัลล์ เมอร์สฟิลด์ตัดสินใจหวนกลับมายังคอตตอนเบย์สอีกครั้งหนึ่งพร้อมแผนการปรับปรุงเมืองนี้ให้เป็แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นและคฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ก็เป็หนึ่งในเป้าหมายหลักของแผนการด้วย โดย 2 สามีภรรยาเมอร์สฟิลด์ตั้งใจพัฒนาคฤหาสน์นี้ให้เป็โรงแรมหรูสไตล์แฟนตาซีย้อนยุคสำหรับผู้ปกครองที่จะพาเด็กๆมาเที่ยว
ปี 1973 เดือนเมษายน การซ่อมแซมและปรับปรุงคฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ขนานใหญ่เริ่มต้นขึ้นตัวคฤหาสน์หลักถูกเพิ่มความสูงจากเดิม 4 ชั้นเป็ 6 ชั้น ขณะที่หอคอยทั้ง 5 ที่พังเสียหายถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้มีความสูงลดลงจนใกล้เคียงคฤหาสน์หลักเป็ผลให้คฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ใหม่ดูคล้ายปราสาทป้อมปราการในสมัยก่อน ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจของเคนดัลล์เมอร์สฟิลด์ที่จะเปลี่ยนโฉมคฤหาสน์ผีสิงให้เป็ปราสาทเทพนิยายนั่นเอง ทั้งนี้คฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ใหม่ได้รับชื่อใหม่อย่างเป็ทางการว่า“คฤหาสน์เทพนิยายแห่งคอตตอนเบย์ส” แต่คนทั่วไปในยุคนั้นต่างเรียกสั้นๆ ว่า “คฤหาสน์ตุ๊กตา”อันเนื่องมาจากเคนดัลล์สั่งทำตุ๊กตาในแบบต่างๆ จำนวนถึง 999 ตัวเข้าไปใช้ตกแต่งภายใน
ไม่มีบันทึกกล่าวถึงการตายโหดๆ ในระหว่างการก่อสร้างเหมือนเมื่อครั้งในอดีตกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี “เื่แปลกประหลาด” เกิดขึ้นอย่างใด
มิถุนายน 1973 มีการร้องเรียนจากคนงานถึง 12 ราย พวกเขาอ้างว่ารู้สึกเหมือนถูกใครสักคนแอบตามตลอดเวลาที่อยู่ในคฤหาสน์
ปรากฏการณ์ “ชุมนุมอีกา” ั้แ่ พฤษภาคม 1973 จนถึง 1วันก่อนการตกแต่งภายในเสร็จ โดยมีอีกาจำนวนมากมารวมตัวกันบริเวณไซต์ก่อสร้างอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนคล้ายคอยจับตาดูการทำงานของพวกคนงานซึ่งไม่ว่าจะพยายามไล่ไปเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันสุดท้าย อีกาทั้งหมดที่เคยชุมนุมกันมาตลอดก็หายตัวไปกันหมดอย่างพร้อมเพรียง
ในวันที่ 28 กรกฎาคม และ 14 พฤศจิกายน 1973 เกิดปัญหาขึ้นกับระบบประปา เมื่อหนอนจำนวนมหาศาลทะลักออกจากก๊อกน้ำทั้งหมดในคฤหาสน์ยิ่งกว่านั้นพวกมันยังอุดตันจนท่อแตก ไม่มีใครรู้ว่าหนอนเหล่านี้แห่กันเข้ามาในระบบประปาได้อย่างไรพวกเขารู้แค่ว่าหลังจากสร้างความโกลาหลอย่างน่าสะอิดสะเอียนแล้วหนอนที่ยังไม่ตายก็แยกย้ายหายไปกันหมดในเวลาอันรวดเร็ว
12 กันยายน 1973เหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายคลึงกับ 28 กรกฎาคมเพียงแต่เป็แมลงทั้งฝูงที่ขึ้นมาบนผิวดินกระทั่งไม่มีที่เดิน คนงาน 1 คนถูกแมลงพิษรุมต่อยจนต้องส่งโรงพยาบาล อีกคนใสะดุดล้มตกบันไดขาหัก
7 ตุลาคม 1973 คนงานคนหนึ่งเดินเข้าไปในคฤหาสน์ตามปกติและหายสาบสูญไป1 สัปดาห์เต็มๆ ก่อนจะมีคนไปเจอเขาหลับอยู่ในห้องนอนที่ชั้น 4 ของคฤหาสน์หลักโดยมีเลื่อยพาดอยู่ที่คอด้วยสภาพร่างกายผ่ายผอมซูบซีด เขาได้สติขึ้นมา่สั้นๆ ก่อนหลับไปอีก 2 วันเต็มในโรงพยาบาลตอนที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาบอกทุกคนว่าจำได้ถึงแค่เช้าที่เขาหายตัวไปเท่านั้น
ั้แ่ธันวาคม 1973 เป็ต้นมา คนงานหลายคนรายงานว่าได้ยินเสียงเพลงชวนขนลุกดังมาจากส่วนลึกของคฤหาสน์ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีใครเปิดเพลงเลยยิ่งกว่านั้นยังเป็เพลงเก่าจาก่ยุคก่อน 1920 เสียด้วย
เมษายน 1974 เกิดปรากฏการณ์เครื่องจักรทั้งหมดหยุดทำงานอย่างพร้อมเพรียงกันถึง3 ครั้งในเดือนนั้น โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในตอน 1.11 PM ครั้งที่ 2 ตอน 2.22 PM และครั้งสุดท้ายได้แก่ 3.33 PM
ั้แ่ 12 เมษายน ถึง 7 พฤษภาคม 1974กลุ่มเมฆเหนือคฤหาสน์ก่อตัวเป็รูปคล้ายใบหน้าของหญิงชราน่าเกลียดน่ากลัวและไม่ยอมเปลี่ยนรวมทั้งลอยไปไหนถึง 2 ชั่วโมงเต็ม
ทว่าหลังจากที่คฤหาสน์สร้างเสร็จ ในระหว่างที่สิ่งต่างๆดำเนินไปด้วยดีจนเหมือนกับว่าจะไม่มีเื่เลวร้ายเกิดขึ้นอีกแล้ว อาถรรพ์ของคฤหาสน์ก็กลับมาเริ่มต้นขึ้น
13 สิงหาคม 1974 ซึ่งเป็วันสุดท้ายของ “งานฉลองคฤหาสน์เทพนิยายแห่งคอตตอนเบย์ส”หรืออีเว้นท์เปิดตัวคฤหาสน์ ซึ่งจะเชิญเด็กๆ จากทั่วทุกสารทิศมาร่วมปาร์ตี้ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับงานเทศกาลมีทั้งชิงช้า์ เครื่องเล่นต่างๆ เกมยิงปืน โยนห่วงและอื่นๆ ในวันนี้เองที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นถึง3 ราย พูดกันว่าเสียงกรีดร้องของเด็กๆ กับผู้ปกครองในเหตุการณ์นั้นดังแทบจะพร้อมกันเลยทีเดียว
เ้าหน้าที่จัดงานคนหนึ่งถูกะุปืนลมจากไหนไม่รู้ทะลุเข้าตาซ้ายในเวลาเดียวกันที่ตัวตลกกับไม้ต่อขาสะดุดล้มหัวกระแทกโต๊ะ แล้วชายในโชว์พ่นไฟก็ถูกไฟคลอกทั้งตัว
ชายที่ถูกไฟคลอกตายหลังจากไปถึงโรงพยาบาลไม่นานนักแพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า่สุดท้ายของชีวิต ชายผู้นั้นพร่ำเพ้อถึงชายสูทดำสวมหมวกทรงสูงย้อนยุค2 คนที่จะมาเอาชีวิตเขา และกล่าวว่าคฤหาสน์นั้นมีชีวิต มัน้าสังเวยด้วยเือีกครั้งหนึ่ง
ชายผู้ถูกปืนลมยิงตานั้นรอดจากการตาบอดมาได้กระนั้นเขาก็ต้องทนทรมานกับการเห็นภาพหลอนอยู่ครึ่งปี ในบันทึกของจิตแพทย์ของเขาบรรยายไว้ว่ามันเหมือนกับเขาหลุดไปอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายที่เต็มไปด้วยเชื้อราฝนเืและเศษเนื้อ โดยในตอนแรกภาพที่เห็นจะยังเป็แค่แวบๆ เท่านั้นแต่นานเข้าฝันร้ายก็สลับมายึดครองพื้นที่โลกแห่งความจริง นั่นเป็ตอนที่ชายคนนั้นเลิกมารักษาเขากระทำฆาตกรรมเพื่อนบ้านในห้องเช่าตึกเดียวกันถึง 12 ศพก่อนจะหลบหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนถึงปัจจุบัน
ส่วนชายคนสุดท้าย ตัวตลกซึ่งล้มหัวกระแทกกะโหลกร้าวเขานอนเป็ผักอยู่ 6 ปี ก่อนที่คืนหนึ่งเขาจะตื่นขึ้นมาดื้อๆ แล้วฆ่าทุกคนในปีกตะวันตกของโรงพยาบาลด้วยเลื่อยเปิดกะโหลกในเหตุการณ์นั้นมีพยาบาลฝึกหัดรอดชีวิตเพียงคนเดียว เ้าหน้าที่ตำรวจพบตัวหล่อนวันรุ่งขึ้นในสภาพถูกมัดติดกับเก้าอี้ด้วยเทปกาวดูเหมือนฆาตกรจะบังคับให้หล่อนนั่งดูเขาเปิดกะโหลกแล้วควักสมองตัวเองออกมา
ถึงแม้จะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น กระนั้นคฤหาสน์เทพนิยายแห่งคอตตอนเบย์สก็ยังสามารถเปิดให้บริการได้ในวันที่11 พฤศจิกายน 1974 ทั้งนี้ใน่แรกๆ ของการดำเนินกิจการ ไม่พบปัญหาใดๆ นอกจากท่อประปาอุดตันเป็ครั้งคราวเท่านั้น
จนกระทั่งคืนวันที่ 24 ธันวาคม 1974 ซึ่งเป็วันที่ความสยองแท้จริงเริ่มต้นขึ้นมันเป็วันที่คฤหาสน์ตุ๊กตาจัดอีเว้นท์ฉลองครั้งยิ่งใหญ่ในเทศกาลฉลองฤดูหนาว เด็กๆจำนวนมากทั้งลูกค้าเก่าและจากการจับสลากชิงโชคล้วนมารวมตัวกันในคืนหิมะพร่างพราวถึง94 คนด้วยกัน
ฆาตกรในคดีนี้ตามที่เ้าหน้าที่ตำรวจสรุปและยืนยันได้มีอยู่2 ราย นั่นคือหัวหน้าพ่อครัวกับเด็กยกกระเป๋า ทั้งคู่ช่วยกันวางยาแล้วลักพาตัวผู้ปกครอง2 คนกับเด็ก 1 คนในคืนที่ 2 เหล่าคนที่โดนลักพาตัวรวมทั้งแม่ครัวถูกฆ่าแล้วนำมาทำเป็วัตถุดิบทำอาหารซึ่งหัวหน้าพ่อครัวนำมาเสิร์ฟในคืนที่3 (วันที่ 24 ธันวาคม) พร้อมกับไวน์ผสมยาพิษ แขกหลายคนตายทันที แต่ก็มีบางส่วนรอดชีวิตมาได้ต้องเผชิญกับความโเี้ของฆาตกรทั้ง2 เด็กๆ ถูกทรมาน ตัดแขนตัดขาทั้งเป็ และเมื่อถึงเช้าของวันที่ 25 ธันวาคมก็ปรากฏว่าไม่มีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก ตำรวจพบตัว 2 ฆาตกรนอนตายอยู่กลางสัญลักษณ์วงเวทที่วาดจากเืของพวกเขาเองทำให้คดีนี้ถูกมองว่าเป็ฝีมือกลุ่มลัทธิบูชาซาตานไปโดยปริยาย ที่ยังเป็ปริศนาอยู่ก็คือเพราะเหตุใดถึงไม่มีใครหนีออกจากคฤหาสน์เลยทั้งที่มีฆาตกรเพียง2 คนเท่านั้น ที่สำคัญก็คือฆาตกรแค่ 2 คนสามารถฆ่าคนเป็ 100 ในคืนเดียวได้อย่างไรเนื่องด้วยหลักฐานบ่งชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่โดนยาพิษจากไวน์ ดังนั้นก็ควรจะต้องมีการตอบโต้กลับบ้างสิ
“ฆาตกรรมหมู่ฤดูหนาวแห่งคอตตอนเบย์ส” หรือ“ฆาตกรรมคฤหาสน์ตุ๊กตา” ตามที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับตั้งให้เป็สาเหตุให้คฤหาสน์ถูกสั่งปิดอย่างไม่มีกำหนดสถานการณ์บังคับให้ตระกูลเมอร์สฟิลด์ถอนการลงทุนและหายหน้าหายตาไปจากสังคมธุรกิจเป็เวลาหลายปีจนผู้นำเปลี่ยนรุ่นจากชาลล์มาเป็เกรแฮมเมอร์สฟิลด์
นับั้แ่พฤษภาคม 1975 เป็ต้นมา ก็ไม่มีเหตุฆาตกรรมหมู่ครั้งใหญ่ถึง100 รายในคืนเดียว แบบ “ฆาตกรรมคฤหาสน์ตุ๊กตา” อีก ถึงงั้นก็เถอะ เหตุร้ายซึ่งยังคงเกิดขึ้นเรื่อยมาเป็พักๆก็ดูจะไม่หลุดจากคำว่า “คำสาป” หรือ “อาถรรพ์” ของคฤหาสน์ไปได้เลย เช่นในปี 1982 ที่มีกลุ่มศาสนาเกิดใหม่พยายามแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการกำราบิญญาร้ายของคฤหาสน์ผลก็คือนักบวชผู้นำกลุ่มถูกพบเสียสติในสวนคฤหาสน์ด้วยสภาพเืเต็มตัวและกำลังกินเพื่อนร่วมงานอย่างเอร็ดอร่อย
เดือนพฤศจิกายน 1985 พิธีกรผู้มีชื่อเสียงด้านการค้นหาความจริงและไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้นได้หายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมตากล้องประจำตัวของเขาหลังจากประกาศกับทุกคนในห้องส่งว่าเขาจะหาทางแอบเข้าไปในคฤหาสน์เมอร์สฟิลด์
ปี 1986 ศาสตราจารย์โดนัลด์ อาร์. การ์เซียซึ่งเป็นักประวัติศาสตร์คฤหาสน์เมอร์สฟิลด์มือสมัครเล่นได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า “พิงก้าเพนตาเคิล อาถรรพ์แห่งคอตตอนเบย์ส” เขาเสียชีวิตในปี 1990 ในลานจอดรถใต้อาคารสำนักพิมพ์ด้วยสภาพศพถูกชำแหละแล้วจัดเรียงเหมือนกับแท่นบูชาสิ่งชั่วร้าย พยานเพียง 2 รายซึ่งเป็พนักงานเฝ้าทางเข้าออกลานจอดรถกับพนักงานเฝ้าประตูตึกให้การยืนยันว่าใน่เวลาเกิดเหตุพวกเขาไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือเห็นผู้ต้องสงสัยใดๆ เลย
ตำรวจไม่เคยรู้ตัวคนร้ายในคดีนี้จนถึงปัจจุบัน
หลังการตายของศาสตราจารย์การ์เซียในปี 1990 แม้จะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆให้คฤหาสน์ได้แผลงฤทธิ์แล้วก็ตาม ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีผู้คนถูกประกาศว่าเสียชีวิตและหายตัวไปอยู่เนืองๆโดยข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมโดยชมรมเื่ลึกลับสมัครเล่นของมหาวิทยาลัยเอ็มโพลาเฮย์สยกตัวอย่างเช่น
ปี 1991 ผู้มีพลังจิตจำนวน 2 รายหายตัวไป กับทีมงานรายการล่าผีจำนวน7 คน
่ปี 1993 – 1998 วัยรุ่นนักท่องเที่ยวขี้เมาจากต่างเมืองเท่าที่มีแจ้งคนหาย39 คน
ผู้มีพลัง พ่อมดแม่มดและนักบวชจากหลายศาสนาที่ถูกส่งมาตรวจสอบอาถรรพ์ของคฤหาสน์จำนวน7 ราย แบ่งเป็ 2 รายในปี 1994 จากนั้นก็ 4 รายในปี 1996 และ 1 รายในปี 1999
ปี 1998 ทีมงานรายการโทรทัศน์ประเภทหาความจริงเกี่ยวกับการหายไปของพิธีกรชื่อดังในปี1985 จำนวน 6 คน
ปี 2002 เื่ราวของคฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ก็ถูกจุดกระแสขึ้นมาอีกครั้งในกลุ่มแฟนๆผู้คลั่งไคล้หนังสยองขวัญเมื่อมีการสร้างหนังสยองขวัญทุนต่ำโดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ“พิงก้าเพนตาเคิลอาถรรพ์แห่งคอตตอนเบย์ส” ขึ้นมา ส่งผลให้แฟนหนังหายตัวไป 12 คน รวมถึงเ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเข้าไปตามหาในคฤหาสน์อีก3 คน 2 คนไม่มีใครพบเห็นอีก ส่วนคนสุดท้ายพบเป็ศพยิงตัวตายบนพื้นโถงทางเข้า
พูดกันว่าภาพยนตร์เื่ “คฤหาสน์มายาพยาบาท” เป็หนังอาถรรพ์ั้แ่ถ่ายทำก็เกิดเื่ขึ้นเป็ว่าเล่น ทีมงานต่างประสบอุบัติเหตุไม่ก็เจ็บป่วยกันถ้วนหน้าและหนักที่สุดก็คือพระเอกของเื่ถูกฆาตกรรมแบบเดียวกับฉากการตายของเหยื่อคนหนึ่งในหนังตอนปี2003
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ผมจะไม่ปิดบังพวกคุณเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าบริษัทของคุณเทรนตัน เมอร์สฟิลด์กำลังมีปัญหาอยู่
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ซึ่งนำมาสู่ภารกิจในครั้งนี้ของพวกเรา
ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์เอ่ยพลางกดรีโมทสั่งปิดเครื่องฉายสไลด์จากนั้นหลอดไฟทุกดวงในห้องพร้อมใจกันสว่างขึ้นหลังจากภาพฉายบนจอเปลี่ยนจากชายหนุ่มหล่อเหลาซึ่งถูกประกาศว่าตายอย่างสยดสยองั้แ่ปี2003 ไปเป็ความว่างเปล่า คาร์ลินรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อยและหายใจไม่ทั่วท้องหลังจากได้ฟังเื่ราวการตายทั้งหมดที่เกิดขึ้นแม้เขาจะศึกษาข้อมูลเหล่านี้มาอย่างดีก่อนมาที่นี่แล้วก็ตาม
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ที่พวกเราทุกคนมารวมกันที่นี่ก็สืบเนื่องมาจากคุณเทรนตันมีแผนการจะปรับปรุงคฤหาสน์เมอร์สฟิลด์ให้เป็สถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองคอตตอนเบย์ส
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ดังนั้นจึงเป็หน้าที่พวกเราที่จะสำรวจและยืนยันว่าคฤหาสน์มีความปลอดภัยพอสำหรับแผนปรับปรุงในอนาคต
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: โดยระยะเวลาในการดำเนินการอยู่ที่1 สัปดาห์
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ซึ่งในระหว่างนั้นพวกเราจะทำแผนผังห้องต่างๆในคฤหาสน์สำหรับนำมาประเมินว่าระหว่างทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: กับการซ่อมแซมจากโครงเดิมอย่างไหนจะดีกว่ากัน
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: แน่นอนว่ารวมไปถึง-
ศาสตราจารย์ร่างเล็กชะงักเมื่อจู่ๆ หญิงหุ่นช้างน้ำก็ใช้เสียงแหลมๆแสบหูของหล่อนขัดจังหวะเขาขึ้นมา
เบอร์ธา โอลิเวอร์: คุณแน่ใจหรือว่าไอ้คฤหาสน์บ้าๆนั้นปลอดภัยน่ะ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: เพราะฟังจากที่คุณพล่ามยืดยาวทั้งหมดนั่นแล้วฉันไม่คิดว่า-
รีว่า โกเมซ: อะไรกัน ปอดแหกงั้นหรือ
สาวผมย้อมแดงกับผิวออกน้ำตาลทองยิ้มเยาะ จมูกหล่อนรั้นเชิดเล็กน้อยทำให้ดูทั้งกวนประสาทและน่ารักในเวลาเดียวกัน คาร์ลินไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอจ้องหล่อนตาไม่กะพริบ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: วะ ว่าไงนะ!
รีว่า โกเมซ: ฉันพูดว่าคุณมัน “ปอด– แหก” ไงละ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: นังเด็กนี่!
เบอร์ธาลุกพรวด เก้าอี้ตัวที่หล่อนนั่งถูกกระแทกล้มไปด้านหลังหญิงสูงวัยในชุดสีแปร๋นดูราวกับคางคกมีพิษที่กำลังพองตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถัดไปทางด้านหน้าสาวน้อยรีว่าค่อยๆ ยืนขึ้น ถึงจะดูไม่ค่อยยี่หระกับท่าทางกราดเกรี้ยวของอีกฝ่ายเท่าไหร่กระนั้นดวงตาคู่สวยเน้นด้วยเส้นสีดำคมกริบก็ให้ความรู้สึกระแวดระวังเหมือนกับแมวไม่มีผิด
รีว่า โกเมซ: คุณมาร่วมทีมสำรวจทั้งที่ไม่ได้เตรียมใจก่อนว่าจะต้องเจอกับอะไรเนี่ยนะ
รีว่า โกเมซ: คนแบบนี้มีไปก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ
รีว่า โกเมซ: เผลอๆ จะเกะกะซะมากกว่าอีก
เบนท์ลีย์ โอลิเวอร์: นี่ ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ ทางเราก็ไม่ได้ไปหาเื่อะไรเธอสักหน่อย
ตาลุงสวมแว่นกลมโตผู้เป็สามีเอ่ยขึ้นบ้างด้วยน้ำเสียงดุๆผิดรูปลักษณ์ เมเม่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ คาร์ลินมองตามสาวนักสืบไปก็เข้าใจในทันที เบนท์ลีย์นั้นอาจจะหรืออาจจะไม่ตั้งใจช่วยพูดปกป้องภรรยาของตนก็ได้ทว่าที่แน่ๆ ก็คือเขา้าเรียกร้องความสนใจจากอินกริดไม่ต้องสงสัย กระทั่งตอนนี้เบนท์ลีย์ก็ยังไม่ละสายตาจากสาวหุ่นนางแบบซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือสุดถัดไปสองแถวได้เลยสาวผมบลอนด์ อินกริด โซเรนสันมีรอยยิ้มบางๆ ประดับใบหน้าขณะมองสลับไปมาระหว่างรีว่ากับเบอร์ธาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและการที่หญิงสาวขยับพลิกตัวเปลี่ยนมานั่งเอียงๆ บนเก้าอี้แข็งๆ ห่วยแตกก็เป็การเน้นสัดส่วนของหล่อนโดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจซึ่งดันกับพนักพิงจนโดดเด่นขึ้นมา
อินกริดดูจะไม่สนใจเบนท์ลีย์สักนิด
รีว่า โกเมซ: ฉันก็เปล่านะ
รีว่ายักไหล่ ส่งยิ้มกวนประสาทให้เบอร์ธาก่อนจะหันไปหาศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์
รีว่า โกเมซ: ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเื่เล่าของคุณน่าสนใจมากศาสตราจารย์
รีว่า โกเมซ: แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายมันก็เป็แค่เื่ไร้สาระเท่านั้นแหละ
รีว่า โกเมซ: เหลือเชื่อที่สามารถแต่งเป็ตุเป็ตะได้ขนาดนี้
ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์ขมวดคิ้วท่าทางไม่เข้าใจสิ่งที่บล็อกเกอร์สาวพูด
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: หมายความว่ายังไง ที่ว่าแต่งเป็ตุเป็ตะน่ะ
รีว่า โกเมซ: ไม่เห็นแปลกเลย
รีว่า โกเมซ: ก็เพราะว่ามันเป็ของปลอมไงล่ะ