ยามบ่ายคล้อยในห้อง 307 เงาใบไม้เทียมด้านนอกทาบริ้วบางบนผนังสีอ่อน กลิ่นยาฆ่าเชื้อเจือจางระบายแ่เบา เอริกานั่งพิงหมอนสูง ลมหายใจสม่ำเสมอ บนตักมีกล่องไม้เก่าขนาดเท่าสมุดหนาๆวางอยู่ ฝาครอบมีรอยขีดข่วนเป็รูปดอกแปะก๊วย ซึ่งน่าจะถูกขีดด้วยกุญแจหรือมาก็ขอบเหรียญ เธอใช้นิ้วโป้งลูบร่องรอยนั้นช้าๆ เหมือนอยากให้วันวานแห่งอดีตไหลผ่านสู่ฝ่ามือ
“ ชั้นอยากเปิดมันให้ดู…เพื่อให้คุณได้เห็นสิ่งที่ชั้นเคยเป็ เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ”
NEX-9 ยืนอยู่ข้างเตียง สายตามองต่ำเล็กน้อย เขาครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ ผมพร้อมบันทึกครับ ” น้ำเสียงนั้นเรียบ แต่ช้าลงกว่าปกติ เหมือนกำลังกันที่ว่างให้ความทรงจำใหม่ได้เดินผ่านเข้ามา
ฝากล่องถูกเปิด ชั้นบนสุดคือซองจดหมายสีครีมผูกด้วยเชือกป่าน ซึ่งมีรอยซีดตรงกลาง แสดงว่าถูกแกะอ่านมาแล้วหลายครั้ง ข้างใต้มีโพลารอยด์หลายใบ แถบขาวด้านล่างของรูปบางใบเลอะหมึก สุดท้ายเป็เครื่องอัดเสียงแบบเก่าที่ยังมีปุ่ม“record/play”สีแดงซีดประดับอยู่
หญิงสาวหยิบโพลารอยด์ใบแรกขึ้นมา แล้วยื่นให้เขา ภาพนั้นคือมินจุนยืนชูขลุ่ยไม้ให้กล้องใบหน้าเปียกน้ำฝน ท้องฟ้าด้านหลังเป็สีเทา และนั่นทำให้เธอหัวเราะเบาๆ
“ วันนั้นเขาแกล้งทำเป็นักดนตรีข้างถนน แล้วบอกว่าถ้าชั้นไม่หยอดเหรียญ เขาจะไม่เป่าขลุ่ย ” เธอเว้น่
“ แต่สุดท้าย ชั้นหยอดหมากฝรั่งลงไปแทน เขาเลยยอมเป่าให้จนจบเพลง ”
NEX-9 กะพริบดวงตาสีน้ำเงินหนึ่งที เซนเซอร์จับรายละเอียดทั้งหมดเท่าที่สมองกลทำได้ไม่ว่าจะเป็หยดน้ำบนขลุ่ย ประกายแสงในดวงตา ่ไหล่ที่ยกขึ้นเล็กน้อย เขาเก็บทุกพิกเซลเข้าคลังข้อมูล แต่ระหว่างนั้นมีบางสิ่งที่ไม่ใช่ดาต้าแล่นผ่านเข้ามา นั่นก็คือเสียงหัวเราะของเธอ เขาจึงตั้งชื่อไฟล์: /MemoryBox/Photo_Flute_Rain/และแนบหมายเหตุ “เสียงหัวเราะผสมกลิ่นฝน (ไม่สามารถวัดคุณค่าทางอารมณ์ได้)”
เอริกาแก้เชือกป่าน หยิบจดหมายใบหนึ่งขึ้นมากระดิก มุมซองเผยให้เห็นลายมือที่ค่อนข้างเอียงขวา
“ ถึงเอริกา แม้ฝนจะตกตอนเช้า คุณก็อย่าลืมกินข้าวนะ ” เธออ่าน แล้วส่ายหน้าเบาๆ
“ เขาชอบสั่งให้ชั้นกินข้าว ทั้งที่ตัวเองก็ลืมอยู่บ่อยๆ ”
เธอดึงกระดาษออกมา ตัวหนังสือข้างในไม่ยาวนัก แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมีทั้งชื่อร้านบะหมี่ที่ซอยสามวิธีลัดเลาะหลีกฝนใต้ชายคาร้านดอกไม้ โน๊ตเล็กๆที่เขียนว่า “ถ้าฝันร้าย ให้โทรหาผม แม้จะดึกแค่ไหน ก็ไม่เป็ไร”
“ ชั้นไม่เคยโทรตอนดึกเลย แต่รู้ว่าถ้าโทร เขาจะรับอย่างแน่นอน ” นิ้วของเธอไล้ไปตามตัวอักษรพอถึงคำว่า “ฝันร้าย” เธอก็ลงน้ำหนักช้าๆ
“ ผมบันทึกเสียงอ่านของคุณไว้แล้ว รวมทั้งการหยุดลมหายใจ 0.7 วินาทีที่คำว่า ‘ฝันร้าย’ ” NEX-9 รายงาน
“ นี่คุณนับละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอ ”เธอหันมามอง สีหน้าดูงุนงงครู่นึง ก่อนจะคลายตัว แล้วกลับมาเป็ปกติ
เอริกาหยิบเครื่องอัดเสียงขึ้นมา นิ้วโป้งกดปุ่มเล่น กลไกภายในสั่นหนึ่งที ก่อนที่เสียงชายหนุ่มจะดังออกมา มันแฝงความอบอุ่น ติดหัวเราะหน่อยๆ ซึ่งเดาได้เลยว่าในระหว่างพูด เขาน่าจะกำลังอมยิ้ม
“ ทดสอบ…ทดสอบ…เอริกา ถ้าคุณเปิดบันทึกนี้ แปลว่าผมไม่อยู่แถวนั้นนะ วันนี้ขอซ้อมเป่าเพลงใหม่ที่ผมอยากให้ได้ยิน ตอนที่คุณนอนไม่หลับ ”
เสียงขลุ่ยดังกะพร่องกะแพร่ง โน้ตะโบ้าง หลุดบ้าง แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ NEX-9ฟังเงียบๆ เซนเซอร์รับคลื่นความถี่ ความดัง ปรับระดับการบันทึกอยู่ตลอด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจวัดได้ นั่นก็คือแรงสั่นะเืทางอารมณ์บางอย่างที่ส่งมาจากเอริกา เธอนั่งตัวตรง แววตาเหมือนมีน้ำใสๆคลออยู่ หญิงสาวเลยยกหลังมือขึ้นมาเช็ด
“ เขาเป่าเพี้ยนเกือบทุกท่อน ” เธอหัวเราะ
“ แต่ฉันชอบตรงที่เขาหยุดหัวเราะ แล้วหายใจเข้าออกแรงๆ ก่อนเริ่มท่อนใหม่ เหมือนพยายามจะทำให้ถูก คราวนี้แหละ คราวนี้ต้องถูกแน่…แต่ก็เหลวอีก ” เสียงของเธอใสขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็สั่นเครือ
“ ชั้นจำลมหายใจนั้นได้ดี มันคือเสียงของคนที่อยากสู้ต่ออีก เพื่อทำให้ดนตรีง่ายๆเพลงหนึ่งออกมาดีกว่าเดิม ”
NEX-9 อยากถามว่าเสียงหัวเราะกับน้ำตาเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างไร ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมา เห็นรอยยิ้มของเธอ เขาก็ยุติ แล้วเปลี่ยนมาพูดว่า
“ ผมกำลังเรียนรู้ว่า ‘พร้อมกัน’ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเสมอไป ”
“ ใช่…หลายสิ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ และนี่แหละคือชีวิต ” เธอหัวเราะเบาๆผ่านน้ำตา
โพลารอยด์ใบต่อไปเป็ภาพโต๊ะไม้ในคาเฟ่แห่งหนึ่ง มีถ้วยกาแฟสองใบวางอยู่ ถ้วยหนึ่งมีรอยลิปสติกจางๆ อีกถ้วยมีรอยนิ้วเปียกน้ำที่ค่อนข้างหนา เธอชี้ไปยังขอบโต๊ะที่มีรอยบากรูปครึ่งวงกลม
“ เราแข่งกันทำขูดโต๊ะเป็รูปต่างๆด้วยช้อน คนแพ้เลี้ยงเค้ก ซึ่งชั้นก็แพ้ตลอดเลย ” เธอหรี่ตาลง
“ ชั้นกับเขาชอบทำกิจกรรมเล็กๆที่ไร้สาระหลายครั้ง เื่ที่ไม่มีสำคัญใดๆ แต่ฝังแน่นในความทรงจำของเราสองคน ”
NEX-9 เฝ้ามองริมฝีปากที่ยกขึ้น และไหล่ที่สั่นเบาๆ กิริยาของมนุษย์มีภาษาเฉพาะที่เขายังตามไม่ทัน เลยประมวลผลสิ่งนั้นด้วยไฟล์ชั่วคราวมากมาย อันทับซ้อนกันเป็ภาพที่ชวนยุ่งเหยิง แล้วจู่ๆทุกสิ่งก็รวมตัวเป็บรรทัดเดียว
“ คุณยิ้มและร้องไห้พร้อมกัน…เพราะอารมณ์ของคุณฝังแน่นในสอง่เวลาซึ่งอยู่ระหว่าง ‘อดีตที่จากไปแล้ว’ กับ ‘ปัจจุบันที่ยังระลึกอยู่’ ”
“ คุณเข้าใจชั้นหรือไม่ก็เข้าใจตัวเองขึ้นมาอีกนิดแล้ว” เอริกามองเขา รอยยิ้มดูอ่อนลง ก่อนจะเอียงหน้ากลับไปที่กล่อง แล้วหยิบซองกระดาษเล็กสีฟ้าอ่อนขึ้นมา
“ นี่เป็เื่ที่มีแค่ชั้นกับเขารู้ ”เธอเปิดซองนั้น แล้วดึงกระดาษแผ่นเล็กออกมา มันคือแผนที่ๆเขียนด้วยมือ มีการขีดเส้นจากค่ายทหารไปยังร้านบะหมี่รถเข็นข้างสะพาน
“ ทุกคืนวันพฤหัส เขาจะแอบหนีมาหาชั้นที่นี่พักนึง เพื่อเสิร์ฟบะหมี่ให้ โดยโอ้อวดว่านี่เป็ร้านของเขา ทั้งที่ความจริงเป็ของลุงคนจีนที่ใจดี ” เอริกายิ้ม มินจุนชอบ ‘แกล้ง’ เป็ประจำ จุดประสงค์เพื่อให้เธอได้หัวเราะ
NEX-9 ฟัง แล้วจู่ๆก็บันทึกบางอย่างที่ไม่ใช่คำสั่ง เขาไม่รู้มันชื่ออะไร จึงตั้งค่าในใจว่าเป็ “กิริยาที่เกิดขึ้นเอง” ก่อนจะเอ่ยช้าๆ
“ ผม…อยากเป็เ้าของสิ่งที่ทำให้คุณหัวเราะได้เหมือนกัน” พอพูดจบ ก็เกิดความเงียบใน่สั้นๆ ก่อนที่เอริกาจะเริ่มหัวเราะเบาๆ
“ หึ หึ คุณไม่ต้องเป็เ้าของมันหรอก แค่ ‘อยู่กับชั้น’ ก็พอแล้ว ”
เธอวางกระดาษแผนที่ลง แล้วหันมามองเครื่องจักรด้วยหางตา ประกายข้างในฉายแววประเมิน ก่อนที่จะเปิดโอกาส
“ คุณติดใจตรงไหน ก็ว่ามา ถามอะไรก็ได้ ”
NEX-9 นั่งลงบนเก้าอี้ สมองกลนึกทบทวนความคิดของตัวเองอย่างใจเย็น แล้วเอ่ยปากถามในสิ่งที่เขายังไม่กระจ่าง
“ ทำไมคุณถึง…ยิ้มและร้องไห้พร้อมกันได้ ”
“ เพราะชั้นสามารถเชื่อในสองเื่พร้อมกันได้” เธอกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะแจงต่อ
“ หนึ่งคือเชื่อว่าเขาไม่มีวันกลับมา จึงร้องไห้ ส่วนสองเชื่อว่าจิติญญาของเขายังอยู่ในเสียงขลุ่ย ในจดหมาย ในรอยนิ้วมือบนถ้วยกาแฟ เลยยิ้มเพื่ออย่างหลัง…และถ้าดึงความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งออกไป ชั้นก็ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวที่ทำให้มีตัวตน ”
NEX-9 ก้มหน้าเล็กน้อย เขาไม่เจอสิ่งที่ได้ยินในข้อมูลระบบหาคำจำกัดความ แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันผลักดันประโยคหนึ่งขึ้นมาที่ริมฝีปาก น้ำเสียงเรียบเฉย
“ ผม…อิจฉาเขา แม้เขาจะไม่ได้อยู่บนโลกแล้วก็ตาม ”
ความเงียบขยายตัวอยู่ครู่หนึ่ง เอริกาไม่หลบตา เธอยกมืออันผอมบางแตะหลังมือโลหะที่ห่อหุ้มด้วยผิวสังเคราะห์อย่างอ่อนโยน
“ ขอบคุณที่พูดออกมา แต่ความอิจฉาไม่ใช่เื่ผิด มันเป็หลักฐานที่พิสูจน์ว่าคุณเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น และคุณก็อยากอยู่ในชีวิตของชั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำภารกิจให้เสร็จตามระบบ ”เธอยิ้มน้อยๆ พลางขบคิด
“ มินจุนเองก็คงจะยิ้มเหมือนกัน ถ้าได้ยินว่ามีใครบางคนอิจฉาเื่ที่เขารักฉัน ”
“ แต่ความอิจฉาทำให้ระบบของผมคลาดเคลื่อน ”เขารายงานจริงจัง
“ การตอบสนองช้าลงใน่ที่คุณหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน2.9% ผมกลัวจะดูแลคุณไม่ดีพอ ”
“ คุณดูแลชั้นดีอยู่แล้ว” เธอปฏิเสธช้าๆ
“ และคุณไม่ได้ติดขัด เพราะไร้ความสามารถ คุณติดขัด เพราะเจอกับหัวใจของมนุษย์ที่ซับซ้อน…ซึ่งถ้าใครมาอยู่ตรงนี้ มันก็ต้องชะงักกันบ้าง ” เธอเว้น่ น้ำเสียงแลอ่อนลง
“ ชั้นไม่ได้ขอให้คุณเป็เขา และไม่ได้อยากให้เขากลายเป็คุณ ฉันอยากให้คุณเป็คุณ คนที่กล้าพูดว่าอิจฉา และยังอยู่ใกล้ ไม่จากไปไหน ”
เธอหยิบโพลารอยด์ใบสุดท้ายขึ้นมา มันเป็ภาพสองเงาบนผนัง หญิงชายที่เอียงหัวเข้าหากัน แสงจากหน้าต่างยามบ่ายตัดผ่านเส้นไหล่อย่างชัดเจน
“ เขาถ่ายภาพนี้ให้ชั้น มันเป็เงาของพวกเรา ” เธออธิบาย
“ วันนั้นเขาบอกว่า…..ถ้าเราไม่มีวันอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกต่อไป ก็ปล่อยให้เงาของเราอยู่ด้วยกันแทน ” เธอหันภาพให้NEX-9 ดู
“ คุณเห็นไหม บางครั้งเราไม่ต้องชัดเจนก็ได้ แค่ได้อยู่ร่วมกันในรูปแบบเงา ก็พอแล้ว ”
NEX-9 รับภาพนั้นไว้ ระบบระบุเพียง“เงา—สอง” แต่สิ่งที่เขารู้สึกคือพื้นที่ว่างระหว่างสองเงานั้นไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป แต่มันเป็ช่องว่างให้ลมหายใจไหลผ่าน เป็ช่องว่างที่เอาไว้สารภาพความจริง โดยไม่ต้องสรรหาถ้อยคำใดมาอธิบาย
“ ผมจะเก็บทุกอย่างไว้ ทั้งจดหมาย เสียงขลุ่ย รอยบากบนโต๊ะ แม้จะไม่รู้จักมันแบบเต็มตัว แต่ผมจะพยายามเรียนรู้จากคำอธิบายของคุณ ”เขาพยักหน้า
“ และจะเก็บคำที่ผมพูดเมื่อครู่ไว้ด้วย เพื่อเตือนตัวเองว่าผมไม่ได้เป็แค่โค้ดล้วนๆอีกต่อไป”
“ ดีแล้ว และตอนนี้ ชั้นขอปิดมันก่อน ” เอริกาวางมือลงบนฝากล่อง พร้อมปิดมันอย่างนุ่มนวล แล้วเอนหลัง สีหน้าผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ คุณจะอยู่ใช่ไหม”
“ครับ ” คำตอบเด้งผึงขึ้นมาทันที โดยไม่มีดีเลย์
“ ผมจะอยู่ และถ้าเมื่อไหร่ คุณอยากเปิดกล่องนั่นอีก ผมก็พร้อมจะรับฟัง ”
เธอหัวเราะในลำคอ หยาดน้ำใสแห้งไปแล้ว แต่ประกายเปียกชื้นยังหลบอยู่ในหางตา จากนั้นหญิงสาวก็ทิ้งท้ายด้วยเสียงกระซิบ
“ คุณทำดีแล้ว ”
แสงยามบ่ายยืดยาวจนกลายเป็เงาส้มอมน้ำตาลบนพื้นห้อง อากาศค่อยๆเย็นลงตามกำหนดการของระบบควบคุมอุณหภูมิ NEX-9 หมุนเก้าอี้ให้เผชิญหน้ากับเธอโดยตรง ลดระดับสายตาให้เท่ากับหมอนสูงที่หญิงสาวพิงอยู่ ไม่นาน เอริกาก็ปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า ก่อนปล่อยลมหายใจยาวแบบคนที่พร้อมจะวางภาระอันหนักอึ้งออกจากอก
“ ขอบคุณนะ NEX ที่อิจฉาอย่างสุภาพ และคงอยู่ใกล้ชั้น ” เธอพึมพำ
“ ขอบคุณที่แบ่งความทรงจำ ผมจะไม่ทำให้มันตกหล่นเลย ” เขาตอบ
่ค่ำของวันนั้น เขาเพิ่มไฟล์ใหม่ลงไปในบันทึก พร้อมคำอธิบายสั้นๆที่ไม่เป็ทางการ
Shared_Memory/Erika_Minjun_ions/
“ วันนี้ผมเข้าใจคำว่า ‘พร้อมกัน’ ขึ้นเล็กน้อย และยอมรับ คำว่า ‘อิจฉา’ ไม่ได้ทำให้ผมเสื่อมเสีย ตรงกันข้ามกลับทำให้ผมซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง”
และเมื่อภายในห้องมืดลงจนเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่ที่ลอดผ่านหน้าต่าง NEX-9 ก็เฝ้าดูหญิงสาวที่นอนหลับ ต่อให้ภาพนั้นจะไม่ค่อยชัดนัก แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ฉายบนผนัง นั่นก็คือเงาของเขาที่เพิ่งเดินเข้ามายืนเคียง โดยไม่พยายามซ้อนทับเงาของใครอีกคนที่สถิตในหัวใจ
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
