เมื่อเจิ้งจื่ออี้มาถึง ก็เห็นโจวซินหรูนั่งสีหน้าหมองคล้ำรออยู่แล้ว เขานั่งลงตรงข้าม พลางยื่นมือไปรินน้ำชาใส่ถ้วยยกมาดื่มดับกระหาย
“มารดา”
“มาแล้วหรือ”นางมองเจิ้งจื่ออี้ด้วยแววตาวิตกกังวล หลังจากได้เห็นโฉมหน้าของเจิ้งจื่ออี้ นางกังวลมาตลอดว่าความลับอาจถูกเปิดเผย เนื่องจากเจิ้งจื่ออี้มีรูปโฉมเอนเอียงไปทางบิดาที่ให้กำเนิดมากกว่าซ่งซือฉี นี่จึงเป็เหตุผลที่ทำให้นางต้องผลักเจิ้งจื่ออี้เข้ากองไฟเพื่อทำลายโฉมไม่ให้ผู้ใดจับได้
แต่นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะหาวิธีกอบกู้รูปโฉมกลับมาได้ ที่นางให้คนไปตามมาวันนี้เพราะ้าพูดเื่นี้ และยังมีอีกเื่ที่สำคัญกว่าอีกหนึ่งเื่
“มารดาให้คนไปตามลูกมา มีเื่อันใดกัน”
“เหตุใดเ้าไม่สวมหน้ากาก”
“มีผู้บุกรุกเข้าไปสวนสมุนไพรของลูก ลูกรีบไปหน่อยจึงลืมสวมหน้ากาก มารดากลัวอันใด”เจิ้งจื่ออี้ตอบน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย พลางคิดว่าเขายอมสูญเสียอายุขัยไปถึงยี่สิบปี บัดนี้ได้ใบหน้าที่เหมือนคนปกติมาแล้ว เขาจะซ่อนตัวเองภายใต้หน้ากากต่อไปทำไม
โจวซินหรูสูดลมหายใจอย่างข่มใจ นางจับน้ำเสียงแข็งกร้าวของบุตรชายได้ ระยะหลังเจิ้งจื่ออี้มักแสดงท่าทีต่อต้านนาง ไม่ยอมอยู่ใต้การควบคุมคุมของนาง จึงทำให้นางไม่พอใจ“ระวังไว้ด้วยก็ดี อย่าเปิดเผยหน้าตาเ้ามากเกินไปนัก”
“มารดาจะกลัวอันใด เขาก็ตายไปแล้ว ยังจะมีใครขุดหลักฐานมายืนยันได้อีก”
‘เขา’ ที่เจิ้งจื่ออี้กล่าวถึง คือบิดาที่ให้กำเนิดอย่างแท้จริง คนผู้นั้นถูกฆ่าปิดปากทันที่โจวซินหรูแต่งเข้าตระกูลซ่ง
ตอนนั้นเขายังเด็กมากจึงไม่เข้าใจเื่ราว แต่เมื่อโตขึ้นจึงเข้าใจว่าบิดาตายเพราะเหตุใด และซ่งตงหยางตัวจริงก็ถูกโยนทิ้งลงหน้าผาั้แ่เด็ก ป่านนี้คงเหลือเพียงกองกระดูก ถูกแผ่นดินกลบฝังใต้หน้าผาที่หุบเขาหวีฟาน ยังจะมีผู้ใดกล้าสงสัยอยู่อีกว่าเขาไม่ใช่ซ่งตงหยางตัวจริง
“เ้าอย่าได้ประมาทเป็อันขาด ทางที่ดีเ้าควรระวังตัวให้มาก ซ่งซือฉีไม่ใช่คนโง่”
“ลูกทราบแล้วขอรับ ที่มารดาให้คนไปตามลูกมา คงไม่ได้แต่เื่นี้กระมัง”เจิ้งจื่ออี้เปลี่ยนเื่ เพราะเบื่อที่ถูกย้ำเื่การวางตัวในฐานะคุณชายใหญ่เหลือทน
“แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่เื่นี้”โจวซินหรูเหลือบมองบุตรชายด้วยสายตาจับผิด เจิ้งจื่ออี้เพียงรินน้ำชาและยกขึ้นดื่มโดยไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร เขาเพียงแต่รอฟังอย่างใจสงบ“เ้ารู้ว่ามีคนช่วยนางและหนีไปจากเมืองหลวงแล้วใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นเ้ามีส่วนรู้เห็นช่วยนางหนีไปหรือไม่”
“มารดาส่งคนติดตามลูก น่าจะรู้ดีว่าหลายวันนี้ลูกอยู่แต่ในห้องอ่านตำราเตรียมสอบ”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเ้าว่า เ้ารู้ฐานะคนที่พานางไปจากเมืองหลวงหรือไม่ เขาเป็ใครเหตุฝีมือร้ายกาจนัก”
“เหตุใดมารดาจึงถามลูกเช่นนี้เล่า หรือว่ามารดาส่งคนไป...”เจิ้งจื่ออี้วางกระแทกถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะอย่างลืมตัว คิ้วขมวด เครื่องหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนสีหน้าทันใด
“ข้าไม่ปล่อยให้คนที่รู้ความลับของข้าหนีรอดไปได้ แต่น่าเสียดายนักที่คนพวกนั้นทำไม่สำเร็จ”
เจิ้งจื่ออี้แอบโล่งใจที่ได้ยินว่าไม่สำเร็จ ทั้งเกิดความนับถืออู๋ฮวนขึ้นมาอีกระดับ คนผู้นั้นสามารถปกป้องจางหลินถงได้เสมอจริงๆ ต่อมาในใจกลับหนักอึ้ง มารดาไม่เพียงทำไม่สำเร็จ แต่ไปล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกิน คนอย่างอู๋ฮวนต้องไม่ปล่อยให้คนที่ลอบทำร้ายเขาลอยนวลไปได้แน่
“มารดาทำอะไรลงไป รู้ตัวบ้างหรือไม่”
“ข้า้าฆ่านาง เ้าถามข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร คิดจะเป็ปฏิปักษ์กับข้างั้นหรือ อ้อ...หรือว่าเ้ายังไม่เลิกคิดที่จะกลับไปคืนดีกับนางอีก”
“มารดา ท่านทำเื่ที่ใหญ่เกินตัวไปแล้ว”เจิ้งจื่ออี้กล่าวอย่างหัวเสีย
“เกินตัวอย่างไร เ้ารู้หรือว่าคนพวกนั้นเป็ใคร”
“ครั้งนี้ทำไม่สำเร็จก็แล้วไป จากนี้มารดาปล่อยนางไปเถิด นางไปจากเมืองหลวงแล้วคงไม่กลับมาอีก”
“ไม่ได้!”
“เช่นนั้นอย่าหาลูกไม่เตือนเลย คนผู้นั้นไม่ใช่คนที่มารดาควรไปยุ่งด้วย มารดาอย่าได้หาเื่ใส่ตัวอีกเลย เพียงเท่านี้มารดาก็ก่อความผิดใหญ่หลวงแล้ว”
ปึง! โจวซินหรูตบโต๊ะระบายโทสะ จนกาและถ้วยน้ำชาะเื นางโมโหมากจริงๆ ไม่นึกว่าบุตรชายจะกล้ากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้ นอกจากเจิ้งจื่ออี้จะไม่ฟังคำนางแล้วยังกล้าเถียงกลับมาอีก
“หมายความอย่างไร หรือเ้ารู้ว่าคนผู้นั้นเป็ใคร”
“คนผู้นั้นคืออู๋จวิ้นอ๋องอู๋ฮวน”
“อะไรนะ!”คนผู้นั้นคือ อู๋จวิ้นอ๋องอู๋ฮวน พระนัดดาของฮ่องเต้อู๋อี๋ตี้ อู๋ฮวนเป็บุตรของอู๋อ๋องอู๋เจี๋ย ซึ่งคุมกำลังทหารปกป้องหัวเมืองทางเหนืออย่างนั้นหรือ
ร่างกายโจวซินหรูอ่อนแรง นี่นางทำอะไรลงไป นางส่งคนไปสังหารจางหลินถง และนางยังสั่งให้สังหารปิดปากคนในขบวนเดินทางทั้งหมด นี่ไม่เท่ากับนางปองร้ายเชื้อพระวงศ์หรอกหรือ! ปองร้ายเชื้อพระวงศ์มีโทษถึงตาย สมองโจวซินหรูขาวโพลน คิดอะไรไม่ออกอีก
“มารดา เกรงว่าครั้งนี้ท่านก่อเื่ใหญ่แล้วจริงๆ”เจิ้งจื่ออี้กล่าวน้ำเสียงตึงเครียด
“ในเมื่อเ้ารู้มาก่อน เหตุใดจึงไม่รีบบอกข้า”
“ลูกเคยบอกมารดาแล้วว่าให้ปล่อยนางไป เหตุใดจึงไม่ฟังลูกบ้าง”
“ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าจะทำอย่างไรดี”จากสีหน้าหยิ่งผยองไม่ยอมคนกลายเป็ซีดขาว นางทำพลาดครั้งใหญ่แล้วจริงๆ
“มารดาวางใจเถิด เวลานี้จวิ้นอ๋องยังคงทำอะไรได้ไม่มาก มารดาลืมไปแล้วหรือว่านางคือบุตรสาวนักโทษฏ หากฮ่องเต้ทรงทราบเื่นี้เข้า นางจะถูกลงโทษอย่างไร จวิ้นอ๋องจะมีโทษอย่างไร เวลานี้จวิ้นอ๋องรีบร้อนพานางกลับทางเหนือ ก็เพราะ้าปกปิดเื่ที่นางยังมีชีวิตอยู่ เห็นได้ชัดว่านางมีความสำคัญต่อจวิ้นอ๋องมาก เพียงมารดาปล่อยนางไป จวิ้นอ๋องก็จะยังไม่ลงมือกับพวกเราเช่นกัน”
“หากภายภาคหน้านางกลับมาสืบคดีตระกูลจาง และแก้ต่างให้ตนเองเล่า ตระกูลซ่งไม่ย่อยยับหรือไร”
เมื่อโจวซินหรูกล่าวถึงประโยคนี้ เจิ้งจื่ออี้ก็นึกสะใจอยู่ลึกๆ เขาทำผิดต่อจางหลินถง ทำผิดต่อครอบครัวของนาง เขาอยากชดใช้ให้นาง เขาได้แต่หวังว่าสักวันนางจะกลับมาสืบคดีแก้ต่างล้างมลทินให้ตระกูลจางได้สำเร็จ
“แต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดจวิ้นอ๋องถึงมาพัวพันกันนางได้ นางมีความสำคัญอะไร”
“เื่นั้นลูกไม่ทราบ”เจิ้งจื่ออี้รู้ดีว่าเพราะอะไร แต่เขาก็ยอมโกหกเพื่อปิดบังความลับของจางหลินถง
โจวซินหรูก็ไม่คิดเค้นหาคำตอบ หลายวันนี้นางส่งคนติดตามเจิ้งจื่ออี้ พบว่าอยู่แต่ในเรือนไม่ได้ออกนอกจวน นางจึงเชื่อว่าเจิ้งจื่ออี้ก็ไม่รู้เช่นกัน“น่าเจ็บใจนัก เป็เพราะเ้าแท้ๆ หากนางตายั้แ่แรก ข้าคงไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้”
ท้ายที่สุดโจวซินหรูก็โยนความผิดให้บุตรชาย เจิ้งจื่ออี้ได้แต่กำหมดอยู่ใต้แขนเสื้อ ความเ็ปในใจกลายเป็ความโกรธแค้น มันค่อยๆสะสมจนพอกพูน เขาโหยหาความรักจากมารดามาตลอด แต่มารดาเห็นเขาเป็เพียงสะพานนำพาไปสู่เกียติรยศ ทั้งที่เขาก็เป็คนผู้หนึ่ง มีความรัก มีความรู้สึก เมื่อถูกมารดากล่าวโทษครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้เขาเข้มแข็งเพียงใดก็อดะเืใจจนตัวสั่นไม่ได้
ชายหนุ่มเก็บสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจลุกขึ้นยืน และเดินจากไปโดยไม่พูดไม่จา การกระทำที่ไร้มารยาทของเจิ้งจื่ออี้ทำให้โจวซินหรูโกรธจนตัวสั่น
“แข็งข้อ เดี๋ยวนี้เ้ากล้าแข็งข้อต่อข้าแล้วหรือ”
ไร้ประโยชน์ เพราะเจิ้งจื่ออี้ไม่เพียงจากไป เขาปิดประตูอย่างแรง แสดงให้เ้าของเรือนรู้ว่าเขาก็โกรธเป็ ชิวยี่ยืนมองความไม่ลงรอยระหว่างมารดาและบุตรชายด้วยสีหน้าหนักใจ
*********************************************************