ใช้เวลาไม่นานทั้งหมดก็เดินทางมาถึงตีนเขาสูงใหญ่เทียมฟ้า พวกเขาจอดรถที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์ในหมู่บ้านเล็กๆใกล้ปากทางขึ้น ใครจะไปคิดว่าจะมีร้านอาหารที่ดูดีแบบนี้อยู่ในสถานที่เกือบทุรกันดาร ทว่าสภาพภายนอกมันไม่ได้เลิศหรูเทียบเท่ากับแมคโดนัลหรือเบอร์เกอร์คิง ป้ายบอกชื่อร้านก็ไม่มี ซ้ำยังมีหยากไย่หลบอยู่ตามซอกมุม ผนังเริ่มลอก สีชีดและสกปรก แต่ก็เหมาะสมกับสถานที่ดีแล้ว เพราะถ้าหากมีร้านหรูเช่นเดียวกับในเมืองก็คงจะประหลาดตาไม่น้อย
ทว่าสภาพภายในร้านไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด อย่างน้อยมันก็ดูสะอาดสะอ้านกว่าภายนอก มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้สำหรับทานอาหารสามชุด มีทีวีขนาดเล็กและวิทยุตั้งอยู่หลังเคาร์เตอร์ โดยมีไมโครเวฟเก่าๆตัวหนึ่งตั้งข้างๆกัน ที่นี่ใช้แผงโซล่าเซลทดแทนไฟฟ้าที่เข้าไม่ถึง สะดวกต่อการใช้งานในเวลากลางวันและยังกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ในตอนกลางคืนได้อีกด้วย
ขณะนี้ร่างของทั้งห้าคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขอนไม้หน้าเคาน์เตอร์เป็ที่เรียบร้อย หันหน้าเข้าหาพ่อครัวประจำร้านที่กำลังบรรจงทำอาหารอย่างประณีต ทุกคนสั่งเมนูเหมือนกันหมดนั่นก็คือ…
เบอร์เกอร์หมูสไปร์ซี่มัสตาร์ด
อาหารถูกวางลงบนเคาน์เตอร์จานแล้วจานเล่าให้กับลูกค้าหลายคนที่นั่งรออยู่ก่อนหน้า โดยไม่จำเป็ต้องมีเด็กเสิร์ฟ เพราะเมื่อถึงคิวทุกคนในร้านซึ่งเป็ลูกค้าประจำต่างรู้ดีและก็จะเป็ฝ่ายเดินเข้ามารับอาหารเอง แต่ถ้าหากไม่ใช่ลูกค้าประจำ ไม่นานพวกเขาก็จะเรียนรู้ได้เองว่าที่นี่มีคนน้อยกว่าจะบริการพวกเขาได้อย่างน่าประทับใจ
ไม่นานก็ถึงคิวของทั้งห้าคน โดยอาหารถูกเสิร์ฟจนครบจำนวนในเวลาไล่เลี่ยกัน เก่งกินมากที่สุดในบรรดาเพื่อน เขากินสองชิ้นรวดติดต่อกันซึ่งเป็ปริมาณที่ควรจะเลี่ยน แต่ชายหนุ่มกลับยังขอเพิ่มเฟรนซ์ฟรายด์และไก่แซ่บมากินอีกอย่างละหนึ่งชุด ยังมีออฟชั่นเสริมอย่างมันบดและทูน่าสลัดวางข้างๆกันอีกด้วย
ส่วนเพื่อนๆอีกสี่คนยอมแพ้ั้แ่เบอร์เกอร์ชิ้นแรกแล้ว กระเพาะพวกเขาไม่มีพื้นที่รองรับมากพอจะยัดเข้าไปถึงสองชิ้นเหมือนกับเก่งผู้มีกระเพาะสุดแสนทรหด
น้ำอัดลมสีต่างๆจัดวางตามจำนวนที่สั่ง ห้าแก้วพอดีคน ทั้งหมดรีบดื่มมันเพื่อดับกระหายหลังจากเดินทางมาเป็เวลานาน เพราะบนรถบ้านเคลื่อนที่มีน้ำอัดลมเพียงขวดเดียวเท่านั้น ที่เหลือเบียร์ล้วนๆ
หลังจากพวกเขานั่งกินได้สักพักลูกค้าคนอื่นที่อยู่ในร้านก็เริ่มเผยพฤติกรรมแปลกๆเช่นเดิม พวกเขาลอบมองกลุ่มผู้มาเยือนบ่อยครั้งจนแมนและเพื่อนๆต่างรู้สึกได้ว่ามากเกินไปจนผิดปรกติ คนในหมู่บ้านนี้เป็อะไรกันไปหมด
“รสชาติเป็ไงบ้างล่ะแคท”
เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขาคือลุงแมว เป็พ่อครัวของห้องอาหารขนาดเล็กแห่งนี้ ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของลุงจะไม่ชวนพิศสมัยเท่าใดนัก แต่ก็ถูกลดทอนส่วนนั้นลงด้วยอาหารที่ทำออกมาได้หอมเย้ายวนและหน้ารับประทานที่สุด
ภรรยาของลุงแมวชื่อป้าเมิน มีหน้าที่เป็แม่ครัวคอยจัดสรรวัตถุดิบ ล้างเนื้อ เลาะหนัง แล่อย่างชำนาญ ก่อนจะนำเข้าตู้เก็บความเย็นของร้านเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารต่อไปด้วยฝีมือปรุงรสของสามีเธอ
“อร่อยเหมือนเดิมค่ะลุงแมว” แคทตอบกลับไปขณะใช้ทิชชู่ซับคราบซอสที่เลอะมุมปาก
“พวกเพื่อนเธอที่มาด้วยคราวที่แล้วก็ชมแบบนั้นเหมือนกันนี่น่ะ” เขาพูดต่อ
“อร่อยมากเลยครับลุง”เก่งรีบทำคะแนน หวังให้ลุงแมวปลื้มเผื่อจะได้ส่วนลดค่าอาหารขณะที่เชอร์รี่ทำหน้าตาไม่ค่อยถูกปากอยู่คนเดียว ลุงแมวหันมายิ้มให้เก่ง ก่อนจะหันกลับไปยิ้มให้ภรรยาเธอ
“เท่าไหร่ครับ” เก่งถาม
“ลุงคิดราคาพิเศษให้ก็แล้วกันนะพ่อหนุ่ม เพราะเห็นว่าพวกเธอเป็เพื่อนกับแคทนะเนี่ย เอามา 450 บาทพอ” ลุงแมวพูดก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ขณะที่แคทและเพื่อนๆรีบยกมือไหว้ขอบคุณทันที
“ขอบคุณค่ะลุง ไว้หนูจะพาเพื่อนมากินอีกบ่อยๆนะคะถ้ามีโอกาส”
แคทพูดทิ้งทวน ขณะที่เพื่อนๆทยอยลุกออกจากเคาร์เตอร์ เก่งรวบรวมเงินจากทุกคนก่อนจะนำไปยื่นให้กับมือลุงแมว แล้วเดินออกจากร้านด้วยความอิ่มเอม พวกเขาเดินกลับไปยังรถบ้านเคลื่อนที่ โดยให้ฮิวโก้เป็คนขับเหมือนเดิม ส่วนเก่งและเพื่อนๆนั่งเล่นยืดเส้นยืดสายบนโซฟาฆ่าเวลา
รถบ้านเคลื่อนที่โดยสารพาพวกเขาไปยังปากทางขึ้นูเาโดยใช้เวลาอีกประมาณยี่สิบนาที บริเวณนั้นมีปั้มน้ำมันอยู่ข้างๆ พวกเขาแวะเติมตามคำแนะนำของแคท เพราะบนูเาไม่มีแม้แต่บ้านคน ฉะนั้นปั้มน้ำมันจึงอย่าหวังว่าจะเห็น
“ดีเซลเต็มถังครับ”
ฮิวโก้พูดกับเด็กปั้มขณะบิดกุญแจดับเครื่องยนต์ เพื่อนๆและตัวเขาเองลงมาบิดี้เีพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย ขณะที่เด็กปั้มรับเงินจากมือของฮิวโก้สีหน้าของเขาพลันปรากฏสัญญาณเตือนบางอย่าง ดูเหมือนอยากจะพูดมันออกมาเต็มกลืนแต่ก็ทำไม่ได้
“มีอะไรเหรอน้อง พี่เห็นน้องทำหน้าอ้ำอึ้งอยู่นานแล้ว” แมนรู้สึกเดือดดาลเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่” เขาตอบ และดูเหมือนมันถูกบังคับจากอะไรบางอย่างให้พูดออกมาแบบนั้น
ในที่สุดพฤติกรรมของเด็กปั้มก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของพวกเขาอีกต่อไป เพราะทั้งหมด้าขึ้นไปยังผาม่านเมฆให้เร็วที่สุดก่อนจะค่ำเสียก่อน
รถขับเคลื่อนออกมาจากปั้มเล็กๆสุดเขตย่านชนบท ก่อนจะผ่านเข้าซุ้มที่ถูกเขียนเอาไว้ว่า ‘ผาม่านเมฆ’ พวกเขาเดินทางผ่านป่าทึบสองข้างทางเป็ระยะทางหลายกิโลเมตรโดยพาหัวใจที่ชุ่มฉ่ำของตัวเองไปด้วย ชีวิตในเมืองที่ได้แต่กลิ่นควันรถจากท่อไอเสียทุกวันเทียบไม่ได้กับโอโซนบริสุทธิที่นี่เลยสักนิด เป็ครั้งแรกในรอบปีที่ทั้งหมดมีโอกาสได้ออกทริปเที่ยวป่าที่มีแต่พืชเขียวขจีรอบด้าน
พวกเขาเดินทางต่อขึ้นไปบนูเาซึ่งบาง่ก็ลาดยางให้โดยสารผ่านไปได้ง่าย แม้บาง่ก็มีลูกรังหรือเส้นทางขรุขระคอยขัดขวางอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ต้องลำบากใจสักนิด เพราะรถคันโปรดของเก่งสามารถใส่เกียร์โฟร์วินได้ด้วย จึงไม่ต้องห่วงเื่ทางลาดหรือทุรกันดารให้กวนใจ
“คนหมู่บ้านนี้เป็อะไรกันไปหมด ดูท่าทีแปลกๆหลายคนแล้วนะ” แมนเปิดเื่ขึ้นขณะที่ทุกคนเกือบเคลิ้มหลับ
“เออว่ะกูเห็นด้วย…ั้แ่พวกเราเข้าหมู่บ้านมา รู้สึกว่าชาวบ้านสองข้างทางมองเราแปลกๆ รถที่ขับสวนก็เหมือนกัน แถมในร้านเบอร์เกอร์ลุงแมว พวกคนที่อยู่ในร้านต่างก็มองพวกเราแปลกๆเหมือน้าสื่อสารอะไร” เก่งพูดสมทบเพื่อนเขา เพราะตัวเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
“พวกนายจะกลัวอะไรกันนักหนา เป็ผู้ชายซะเปล่า” เชอร์รี่แย้งขึ้น ทำหน้าบูด
“คราวที่แล้วที่ฉันพาเพื่อนๆมาก็เป็แบบนี้นะ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร” แคทเธอรีนพูดปลอบใจให้เพื่อนๆรู้สึกดีขึ้น
“เฮ้ ดูทางข้างหน้านั่นสิ” จู่ๆฮิวโก้ก็ร้องเรียกตัดบทสนนทนาของเพื่อน
เมื่อทั้งห้าคนมองออกไปทางกระจกด้านหน้ารถ พบว่าเป็ทางแยกรูปตัววี กระหนาบไปด้วยต้นสนสองฟาก มีป้ายบอกจุดหมายตั้งตระหง่านอยู่กลางแยก
ทางซ้ายไปผาม่านเมฆ ส่วนทางขวาไม่ได้บอกเอาไว้
“แล้วจะไปยังไงละเนี่ย” ฮิวโก้ขอความเห็นจากเพื่อนๆ
ต้นสนขนาดใหญ่อยู่ในลักษณะทิ้งราบไปกับพื้นถนน กีดขวางเส้นทางที่พวกเขาทั้งหมดต้องใช้เดินทางไป ลำพังแค่พายุธรรมดาคงทำให้มันล้มยากเพราะความแข็งแรงของรากและลำต้นที่สูงใหญ่ แต่มันกลับล้มเอาเสียดื้อๆเสียได้ในตอนนี้ ทั้งหมดเดินลงจากรถไปยังต้นไม้ต้นนั้นหวังตรวจดูสาเหตุ
“มันถูกโค่นนี่หว่า ลองมองรอยตัดนั่นสิ”แมนชี้ไปยังตอไม้ข้างๆกัน
“ใครกันที่ทำแบบนี้นะ พวกลักลอบตัดไม้เหรอ” เก่งพูดพลางเสยผมที่หล่นมาปรกข้างหน้า
“เอาไงกันดี อีกทางหนึ่งไปได้ไหม” แมนหันไปถามแคท แล้วพูดต่อ “มาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้กลับไปเฉยๆก็เฟลแย่เลยสิ”
“ฉันว่าอีกทางก็ไปได้นะ ลองดูมั้ย” แคทเสนอความเห็น
“จะทำอะไรก็รีบๆทำ ฉันอยากกางเต๊นท์นอนจะแย่อยู่แล้ว” เชอร์รี่พูดแทรกขึ้นพลางเดินกลับไปนั่งรอบนรถ
แมนทำท่าจะเดินตามไปด่าเพราะทีท่าของเธอมันไร้มารยาทสิ้นดีแต่ก็ถูกเก่งห้ามปรามเอาไว้ โดยให้เหตุผลว่าไม่ควรทะเลาะกันในตอนนี้รังแต่จะทำให้เที่ยวไม่สนุกเปล่าๆ
หลังจากที่ทั้งหมดลงความเห็นว่าจะไปทางแยกอีกทางที่อยู่ข้างๆกัน จึงเดินกลับมาขึ้นรถ ขณะที่เก่งขอตัวไปทำธุระบริเวณทางลาดข้างทาง เขาหันไอ้จ้อนเข้าหาป่าแล้วปล่อยมันออกมาทันที ขณะที่เก่งทำธุระอยู่นั้นสายตาของเขาพิเรนทร์ไปเห็นวัตถุบางอย่างที่อยู่ห่างออกไป มันไกลเกินกว่าจะจับใจความได้ว่าคืออะไร แต่ภาพประหลาดตรงหน้าก็ไปสะกิดต่อมอยากรู้ของเขา จึงหวังเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูหลังทำธุระเสร็จ
“เฮ้ย จะฉี่เป็ลิตรเลยรึไงวะ พวกกูรอนานแล้วนะ” แมนเปิดประตูรถ แล้วะโเร่งเพื่อนตัวเอง
ขณะที่เก่งเดินเกือบถึงครึ่งทางแล้วก็ต้องหยุดชะงักตามเสียงะโด่าของเพื่อน เขาหันไปหาแมนทีหนึ่งแล้วหันกลับไปหาวัตถุอันนั้นอีกที ในใจรู้สึกเสียดายหากไม่เดินเข้าไปดูให้เห็นกับตา แต่ก็เกรงใจกลัวเพื่อนจะรอนาน
สุดท้ายหนุ่มร่างอ้วนก็ตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปยังรถบ้านที่มีเพื่อนๆนั่งรออยู่ ปล่อยให้มันเป็ความสงสัยในใจลึกๆต่อไป เขากะว่าขากลับจะลองแวะมาดูอีกครั้งหนึ่งเผื่อมันยังอยู่ จะได้หายแคลงใจเสียที เมื่อเก่งขึ้นรถเสร็จ ฮิวโก้ก็เหยียบคันเร่งพารถออกไปทางแยกอีกทางตามเสียงโหวตของเพื่อนๆ
กระนั้นเอง…วัตถุที่เก่งเห็นในตอนแรกคือกวางตัวหนึ่ง
ไม่สิ…เหลือแค่หัวของมันเท่านั้น เพราะศีรษะของกวางถูกหั่นออกจากร่างโดยไม่รู้สาเหตุ ลำตัวของมันหายไป เปลือกตายังอ้าออกเผยให้เห็นแววตาใสปริ่มน้ำตา
มีเืบางส่วนกระเซนซ่านไปรอบบริเวณ เปื้อนศีรษะของกวางตัวที่โชคร้าย กลิ่นคาวฟุ้งตลบอบอวนไปทั่ว มีแมงหวี่หลายตัวบินว่อนอยู่รอบซาก คราบเืหยดเลอะพื้นเป็ทาง เข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆตามเส้นทางเดียวกันกับที่ผู้มาเยือนกำลังเดินทางเข้าไป
ดูเหมือนว่ามีบางอย่างที่มีพละกำลังมหาศาลตัดศีรษะของกวางออก เรี่ยวแรงมันต้องเยอะทีเดียวเพราะรอยแยกระหว่างคอและลำตัวถูกสับให้ขาดสองท่อนในครั้งเดียว เหล่านักเดินทางทั้งห้าคนไม่ทันได้สังเกตซากของกวางตัวนี้ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่พยายามจะเดินเข้าไปสำรวจแต่กลับถูกเพื่อนะโเรียกขัดจังหวะเสียก่อน
ไม่อย่างนั้นซากอันสยดสยองที่เหลือเพียงแค่หัวของกวางตัวนี้ คงจะเป็ตัวประกอบการตัดสินใจได้อย่างดีว่าพวกเขาควรไปยังผาม่านเมฆต่อหรือยกเลิกทริปแล้วเลี้ยวกลับลงไป
ไม่ทันเสียแล้ว…
พวกเขาเลือกจะไปยังหน้าผาที่ผู้คนต่างกล่าวขานว่ามันอันตรายที่สุดเพื่อทดสอบศักยภาพของตัวเองและคำสบประมาทต่างๆนานาถึงหน้าผานั่น
รถบ้านเคลื่อนที่ไปตามทางลูกรังขรุขระตลอดทั้งสาย ฮิวโก้ต้องขับช้าๆเพื่อประคองเพื่อนในรถไปพร้อมกับกาแฟในถ้วยไม่ให้หกด้วย พวกเขาต้องอาศัยการเดาเส้นทางส่งๆ ซึ่งนับว่าเสี่ยงมากในป่าทึบเช่นนี้ แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตสักขีด ฉะนั้นระบบจีพีเอสจึงหมดประโยชน์
โชคดีที่ถนนมีเพียงเส้นเดียว ไม่ได้เป็ทางสลับซับซ้อนมากนัก จึงง่ายต่อการเข้าไปและกลับออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น แต่กลุ่มนักเดินทางจะมีโอกาสรอดกลับออกมารึเปล่ารึเปล่านะ…