รุ่งเช้าแห่งวันใหม่มาเยือนเร็วเกินคาด แม้ท้องฟ้าเหนือนครจักรกลยังถูกบดบังด้วยหมอกบางและเงาเคร่งขรึมของหอคอยโลหะสูงชัน แต่แสงแรกของวันก็ส่องลอดผ่านช่องตะเข็บระหว่างหอเรือนด้วยประกายเรืองรอง
หลิงเซียวลืมตาตื่นขึ้นจากเสียงสั่นเบา ๆ ของกลไกที่ฝังอยู่ใต้พื้นห้อง มันเป็เสียงคล้ายเข็มนาฬิกาหมุนสวนจังหวะ—ผิดแปลกจากทุกเสียงที่เขาคุ้นเคยในหมู่บ้านซื่อหาน
“…ห้องนี้ตื่นด้วยตัวเองสินะ” เขาพึมพำ พลางลุกขึ้นช้า ๆ
บนโต๊ะกลางห้อง หนังสือเล่มหนายังคงเปิดอยู่หน้าเดิม บรรทัดนั้น…ยังคงก้องอยู่ในหัว
“จักรกลมิใช่เพียงเครื่องมือ หากแต่คือสะพานเชื่อมต่อระหว่าง์กับโลกมนุษย์”
เขาใช้เวลาชั่วครู่แต่งกายเรียบง่าย ก่อนจะเดินออกจากหอศิษย์ใหม่ตามเสียงกลไกนำทาง ซึ่งปรากฏเป็แสงเส้นบาง ๆ ที่ไหลไปตามพื้นทางเดิน—แสงนั้นมิได้มาจากคบเพลิงหรือพลังปราณ แต่มาจากกลไกคุมเส้นทางที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของตัวอาคาร
ทันทีที่ก้าวออกจากประตูหน้า หอศิษย์ใหม่ ทั้งหกคนรวมถึงหลิงจื้อและเฟิ่งเหยาก็ทยอยออกมายืนเรียงกันใต้ลานกลาง ลานนั้นทำจากแผ่นหินที่เรียงตัวคล้ายแผงวงจรโบราณ เส้นทองแดงขนาดเล็กวาดวนตามแนวแผ่นหินสร้างลวดลายที่มีชีวิต
เยว่อี้ยืนรออยู่ตรงกลาง มือไพล่หลังเช่นเคย
“วันนี้ พวกเ้าจะได้เรียนบทเรียนแรกของสำนักหมื่นกลจักร” เขากล่าวเสียงแน่นิ่ง “มิใช่ทฤษฎี…แต่คือการทดสอบประสาทัั และความเข้าใจในกลไกโดยตรง”
เขาหันกายก่อนเดินนำไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของลาน ศิษย์ทั้งหกติดตามเงียบ ๆ
ทางเดินนั้นพาพวกเขาเข้าสู่ห้องโถงซึ่งอยู่ลึกใต้ฐานของหอคอยใหญ่ ภายในอาคาร—ผนังเรียงด้วยแท่งเหล็กกล้าประดับสลักเหมือนรหัสโบราณ เบื้องหน้ามีกล่องขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่บนแท่นหินหกแท่น เรียงรายราวกับรอเ้าของที่แท้จริง
“นี่คือ ‘กลกล่องลับ’ ของแต่ละคน” เยว่อี้เอ่ยเสียงเรียบ “มันจะสื่อสารกับพลังในตัวพวกเ้าโดยตรง เพื่อคัดลอกลักษณะเฉพาะของจิต ัั และความถี่พลังปราณ…หากผู้ใดเปิดมันไม่ได้ในครึ่งชั่วยาม—ถือว่าสอบตก”
หลิงเซียวหรี่ตาอย่างระแวดระวัง เขาเดินไปยืนหน้ากล่องลับที่ตนรู้สึก “เรียกหา” อยู่บางอย่างในใจ
มือข้างหนึ่งวางลงบนฝากล่อง…ทันใดนั้น กลไกภายในก็เริ่มหมุน เสียง “คลิ๊ก…คลิ๊ก…” ดังประสานกับแสงบางที่ไหลไปตามร่องโลหะเหมือนชีพจร
‘กลไกนี้ไม่ได้ตอบสนองต่อพลังปราณ…แต่มันตอบสนองต่อ—’
ความตั้งใจ
หลิงเซียวหลับตา สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เปิดกล่อง
ด้านใน…คือวงแหวนโลหะขนาดเล็ก และแท่งแกนตรงกลางที่ดูไร้ค่า
แต่เมื่อปลายนิ้วเขาแตะลงเบา ๆ บนแท่งแกน—เสียง “ตึ้ง!” ดังเบา ๆ ในหู คล้ายสายสะพายขึงตึงในอากาศ วงแหวนเริ่มหมุน แล้วคลายออกเป็ชั้นบาง ๆ ซ้อนกันเป็กลไกประหนึ่งเขาวงกตย่อส่วน
กล่องลับของเขา…แตกต่างจากของคนอื่นอย่างชัดเจน
เฟิ่งเหยาเหลือบตามองอย่างประหลาดใจ นางกำลังง่วนกับกล่องของตน แต่สายตาก็อดจับจ้องหลิงเซียวไม่ได้
เยว่อี้เองก็ยืนนิ่ง ไม่กล่าวใด เพียงมองกล่องของหลิงเซียวอย่างลึกซึ้ง
ขณะนั้นเอง—เสียง “แกร๊ง!” ดังขึ้นจากกล่องของซ่งหลี่ที่เปิดออกก่อนใคร เผยให้เห็นวงล้อมีดเล็ก ๆ เคลื่อนที่อัตโนมัติตามคำสั่งจิต
ต่อมาเป็ของเซี่ยหรง กล่องของเขาสร้างประกายะเิเล็ก ๆ ตอบสนองต่อพลังที่ถูกกดอัดอยู่ภายในร่าง
หลิงจื้อเปิดกล่องด้วยพลังนิ่งสงบ เส้นแสงเพียงไหลอย่างเรียบง่าย ไม่มีลูกเล่น…แต่กลับมั่นคงที่สุดในบรรดาทั้งหมด
และเมื่อถึงครึ่งชั่วยาม…กล่องของหลิงเซียวจึงเปิดออกสมบูรณ์
สิ่งที่ปรากฏคือ “เครื่องเคลื่อนสายฟ้า” ขนาดเท่านิ้วมือ—กลไกที่ไม่มีในกล่องของผู้อื่น มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ปล่อยประกายพลังไฟฟ้าจาง ๆ ออกมาตลอดเวลา
เยว่อี้ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้หลิงเซียว แล้วเอ่ยคำเพียงประโยคเดียว
“เ้ามิใช่เพียงศิษย์ที่เรียนรู้…เ้าอาจเป็ผู้สร้างกลไกในรูปแบบใหม่”
หลิงเซียวรู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างในอก คำพูดนั้นไม่ใช่การชม…แต่มันคือการมอบภาระ
และเขา—ก็ยินดีรับมันมา