07:30 น.
แม้เวลาจะผ่านมาร่วมชั่วโมง แต่ไม่มีทีท่าว่าพายุฝนจะเบาลง หนำซ้ำกลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างเอนเอียงไม่รู้ทิศทางเพราะแรงลม ฝนยังคงตกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศภายนอกมืดครึ้มชวนให้ขนลุก มีเพียงเเสงสว่างจากดวงไฟน้อย ๆ ภายในบ้าน ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนกลายเป็สีเื เป็ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผิดแปลกกว่าปกติ และชวนให้เด็กซนอย่างผมอยากรู้อยากเห็นเป็ที่สุด
ผมในวัย 10 ขวบ ด้วยความอยากเห็นท้องฟ้าสีแดงสักครั้งในชีวิต จึงไม่รอช้าที่จะวิ่งออกไปชานหน้าบ้านด้วยความเร็ว แม้ฝนจะตกหนักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของผมได้ ไม่ฟังแม้เสียงห้ามปรามของคนภายในบ้าน
สิ่งที่ผมได้เห็นตรงหน้า ทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นไม่เป็จังหวะ ปรากฏภาพท้องฟ้าที่กลายเป็สีเืแดงก่ำ คล้ายผลเชอร์รี่ที่สุกงอม และััได้ถึงแรงลมที่พัดผ่านร่างกาย
ผมเหม่อมองท้องฟ้าราวกับต้องมนต์สะกด เพราะด้วยความสวยงามของท้องฟ้าที่เหมือนกับภาพวาดของจิตรกรชื่อดัง ผมเดินวนอยู่ชานหน้าบ้านไปมาหลายสิบรอบ จนเผลอลืมไปแล้วว่าผมกำลังยืนอยู่ในที่โล่ง และยืนท่ามกลางฝนที่กำลังตกอยู่ ณ เวลานั้นเส้นผมของผมชี้ฟูขึ้นฟ้าโดยอัตโนมัติ และสิ่งที่ตามมาก็คือเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นราวกับเสียงะเิ พร้อมกับมีแสงระยิบระยับภายในก้อนเมฆ สายฟ้าปริศนาพุ่งมาด้วยความเร็วแสง ผ่าลงกลางต้นมะขามใหญ่อายุราว 20 ปี ซึ่งห่างจากตัวผมไม่มากนัก ประมาณ 30 ก้าว
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว หูทั้งสองข้างของผมนั้นดับในทันที
ผมไม่ทันได้ตั้งตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ร่างกายบัดนี้อยู่เหนือการควบคุมแข็งทื่อราวกับก้อนหิน หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เสียงหายใจหอบแห้งเนื่องด้วยอาการสั่นกลัวและใ ร่างกายเสียการทรงตัวลื่นพื้นไม้ที่ชุ่มด้วยน้ำ ล้มหัวกระแทกพื้นอย่างจัง วินาทีนั้นทุกสรรพสิ่งรอบกายหยุดนิ่ง ราวกับมีใครกดหยุดเวลาไว้ ระบบประสาททุกอย่างถูกปิดสวิตซ์เหลือเพียงแต่ความสงบและความมืดมิด
รอบข้างของผมตอนนั้นเงียบสงัดราวกับป่าช้า แม้จะได้ยินเสียงเรียกของน้าและยายอยู่บ้าง แต่เสียงนั้นช่างเบาเหลือเกิน เบาจนจับใจความอะไรไม่ได้ รู้สึกแต่เพียงว่าร่างกายของผมตอนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยฝน ไม่สามารถขยับอวัยวะส่วนใดได้แม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็ััถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนไปทั่วร่าง และหลังจากนั้นผมก็ไม่สามารถรับรู้ หรือััอะไรได้อีกเลย
หลังจากอยู่ในความมืดไม่นาน ร่างกายของผมกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ม่านตาค่อย ๆ เบิกกว้าง ผมพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง และกวาดสายตาไปโดยรอบ ผมอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่คุ้นตา รอบข้างรายล้อมไปด้วยหมอกสีขาว อากาศที่นี่ช่างเย็นสดชื่นราวกับอยู่กลางป่าใหญ่
ที่มีละอองของน้ำตกกระเด็นมากระทบกายเป็่ ๆ ดวงตาของผมตอนนั้นช่างพร่ามัว เกินกว่าจะมองเห็นอะไรในระยะสายตาได้ ผมขยี้ตาอยู่หลายรอบและพยายามเพ่งมองไปที่ม่านหมอกสีขาว
ม่านหมอกสีขาวค่อย ๆ จางลง ปรากฏให้เห็นสิ่งปลูกสร้างหนึ่งหลังในพื้นที่โล่งแสนโดดเดี่ยว ที่อยู่ท่ามกลางดงต้นไม้และทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ เป็ลักษณะบ้านไม้ทรงเตี้ยคล้ายบ้านคนแคระในนิยายเ้าหญิง หลังคาถูกปูเรียงด้วยแผ่นหญ้าสีเขียวสดอย่างเป็ระเบียบ ประตูบานไม้ขัดเงาสะอาดตา เสาทุกต้นถูกสลักด้วยความประณีต ลวดลายวิจิตรสวยงามอย่างไทย ท้องฟ้าปลอดโปร่งสีคราม สัตว์นานาพันธุ์ที่เคยสูญพันธุ์ แต่กลับเห็นในที่แห่งนี้ เสียงของน้ำตกและลำธารช่างไพเราะเสนาะหู
อีกทั้งเสียงนกที่ร้องประสานเสียงเจื้อยแจ้ว ราวกับตัวผมอยู่ในโรงละคร อากาศบริสุทธิ์สดชื่นคล้ายกับอยู่ในอีกมิติที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ ที่แห่งนี้ช่างสวยงามจริง ๆ ราวกับเมือง์ที่ผมเคยอ่านเจอ
ระหว่างที่ผมกำลังนั่งเชยชมความงามของธรรมชาติ และสูดดมอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ขณะเดียวกันมีมือปริศนาแตะที่ไหล่ผมเบา ๆ ผมหันกลับไปมองช้า ๆ ด้วยความสงสัย แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย นอกเสียจากกระต่ายตัวน้อยสีขาว ดวงตากลมโต จมูกสีชมพู ขนปุกปุยแสนน่ารัก ที่กำลังหยุดนิ่งและจ้องมองมาที่ผม
“น้องกระต่ายน่ารักจัง”
ด้วยความเป็เด็กในวัย 10 ขวบ ที่อาศัยอยู่แต่ในชนบท น้อยครั้งที่จะได้เห็นกระต่ายตัวเป็ ๆ ใกล้ขนาดนี้ จึงอดที่จะสนใจไม่ได้
ครั้นผมจะลุกขึ้นยืนเพื่อเดินไปดูใกล้ ๆ กระต่ายน้อยก็ะโหนีหายเข้าไปในพุ่มไม้เสียก่อน ผมไม่ได้ติดใจอะไรกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ พยายามพยุงตัวลุกขึ้นและเดินสำรวจไปรอบ ๆ ก่อนจะมาหยุดยืนที่หน้าประตูบ้านไม้หลังเตี้ย ที่ดูแปลกตา จึงตัดสินใจเดินมุ่งตรงไปยังประตู พร้อมเปิดแง้มดูช้า ๆ
ภายในบ้านอากาศถ่ายเทมีลมพัดผ่านตลอด เพียงแค่เปิดประตูออกเล็กน้อยก็ััถึงลมที่พัดผ่านหน้า มีแสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ส่องถึงและกลิ่นหอมละมุนของดอกมะลิ ที่ถูกจัดไว้ในแจกันกลางโต๊ะไม้กลม ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน กลิ่นลอยเตะปลายจมูกของเด็กน้อย ผนังรอบข้างถูกตกแต่งด้วยรูปภาพอัดใส่กรอบไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ปลูกอยู่ในกระถางดินเผา
ผมพบกับหญิงชราคนหนึ่งอายุไร่เรี่ยกับยายของผม ท่าทางใจดี กำลังยืนปรุงอาหารในหม้อดินใบใหญ่อย่างตั้งใจ ส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วบริเวณชวนน้ำลายไหล เธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาวยาวลากพื้น ผมสั้นหยักศกสีขาวราวหิมะ ช่างเข้ากันกับผิวกายของเธอที่ขาวราวกับหยวกกล้วย รูปร่างของเธอนั้นสันทัด สูงราว 155 เิเ แต่กลับเดินเหินคล่องแคล่ว จับหยิบสิ่งของกระชับกระเชงราวกับเป็วัยรุ่น ผิดกับใบหน้าที่มีแต่ริ้วรอย ิัเหี่ยวย่น ผมเข้าใจดีเพราะว่าท่านนั้นชราแล้ว ผิวจะไม่เรียบเนียนเหมือนหนุ่มสาวก็เป็เื่ปกติ
ผมไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทายท่าน ได้แต่เพียงแอบส่องผ่านช่องประตูเล็ก ๆ ด้วยความเกรงใจว่าเป็เพียงเด็ก การจะเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตคงจะไม่ควรนัก ผมจำได้ขึ้นใจเื่มารยาท เพราะน้าสาวพร่ำสอนผมอยู่ทุกวันจนหูชา แค่คิดก็เสียวสันหลังวาบ แต่ถ้าหากไม่ทำอะไรเลย ก็จะยิ่งทิ้งความสงสัยไว้ในใจ ว่าผมอยู่ที่ไหนและมาที่นี่ได้อย่างไร เพราะั้แ่ผมฟื้นขึ้นมาก็ไม่พบมนุษย์สักคน มีก็แต่เพียงหญิงชราคนนี้เท่านั้น ที่ผมพอจะถามข้อมูลท่านได้
ผมจึงตัดสินใจเคาะประตู 3 ครั้งเบา ๆ และย่องเดินเข้าไปด้วยความสงบ แต่ละก้าวราวกับเหยียบบนปุยเมฆ เพราะพยายามเดินให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากที่หญิงชราหันมาเจอผม เธอหยุดกิจกรรมทุกอย่างตรงหน้า และจ้องมองผมด้วยความแปลกใจปนสงสัย
“นี่หนูเป็ใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เสียงเรียบนุ่มของหญิงชราที่ถามด้วยความแปลกใจ ทำผมสั่นกลัวทั้งที่ท่าทีท่านดูเป็มิตร แต่ด้วยความไม่คุ้นเคยสถานที่จึงมีอาการประหม่า มือเท้าชาโดยอัตโนมัติ กลัวจะโดนคุณน้าและคุณยายที่บ้านดุ แต่ลืมไปว่าตนเองอยู่ที่นี่เพียงคนเดียวกับหญิงชราที่ไม่รู้จัก แม้ผมจะทำตัวไม่ถูก แต่ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ ทำให้ผมต้องตอบอะไรบางอย่าง
ถึงจะไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนและมาที่นี่ได้อย่างไรก็ตาม
“ขอโทษที่เข้ามาในบ้านคุณยายโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ
ผมเพียงอยากจะถามทาง เพราะตอนนี้ผมหลงทางกับครอบครัว ตื่นมาผมก็ไม่เจอใครแล้ว”
น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ของผมในวัย 10 ขวบ ซึ่งยังเข้าใจว่าตนเองนั้นพลัดหลงกับครอบครัว ความคิดช่างสมเป็เด็กไร้เดียงสา
“ที่นี่ไม่มีใครนอกจากพวกเราหรอกนะหนู หนูเป็ใครกันแน่
ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่”
ท่าทีท่านพูดกับผมด้วยความใจเย็น
หญิงชราท่าทางแข็งแรง ดูอ่อนเยาว์ผิดกับอายุที่ผมมองเห็นด้วยตาเปล่า ท่านค่อย ๆ เดินมาหาผม ผมเองก็ค่อย ๆ เดินถอยหลังด้วยความกลัว ราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่กำลังผลักกันอยู่
“อยู่นี่เอง ฉันหาให้ทั่ว”
เสียงหอบแห้งะโมาแต่ไกล ที่ทำให้ผมต้องหันหลังกลับไปมอง ปรากฏร่างชายหนุ่มปริศนา อายุราว 30-35 ปี นุ่งโจงกระเบนสีแดง ท่อนบนเปลือยเปล่า รูปร่างอ้วนท้วมมีพุง สูงราว 170 เิเ ผิวพรรณขาวผ่อง ตาตี่ ผมบาง ราวกับอาแปะร้านขายของชำ
ชายคนนี้วิ่งมาด้วยความทุลักทุเล กลิ้งบ้าง เดินบ้าง สะดุดล้มบ้าง ก่อนจะวิ่งมาหยุดยืนหายใจรวยรินเพราะความเหนื่อย อยู่หน้าประตู
“ผมเป็คนพามาเองครับ เกิดอุติเหตุระหว่างทางจึงทำให้ผมคลาดกับเขา”
ชายหนุ่มปริศนาพูดปนหอบ หน้าตาซีดเซียวราวคนจะเป็ลม
“คราวหลังทำอะไร ให้รอบครอบกว่านี้หน่อยนะ “ยม” หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ฉันจะสาปเธอให้กลายเป็แมลงวัน”
น้ำเสียงแข็งกร้าว ดังกังวานของหญิงชรา ที่ดูผิดแปลกจากน้ำเสียงตอนแรกที่ท่านคุยกับผม
“ขอโทษครับ จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก”
ท่าทางลนลานของชายหนุ่ม ก้มคำนับหญิงชราอย่างสั่นกลัว
และรีบคว้าแขนผมเดินออกมาข้างนอก