
ระหว่างทางเคนจิอัปเดตสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ ว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง ทว่าในขณะที่กำลังวิ่งมาจนเกือบถึงประตูทางออกทั้งสองต่างได้ยินเสียงคนฮัมเพลงขึ้นอย่างอารมณ์ดี
ทันใดนั้นเ้าของเสียงปรากฏตัวขึ้น เป็ชายคนหนึ่งผิวเข้มคล้ำหน้าตาดุดันไร้แววเกริ่นเกรงดวงตานั้นเปล่งประกายราวกับเดรัจฉาน อายุอยู่ใน่สามสิบปลายๆแต่งกายด้วยโทนสีดำทั้งตัวดูน่ายำเกรง ราวกับราชสีห์ห่มหนังมนุษย์
ดูจากท่วงท่าในการจัดศูนย์ถ่วงร่างกายได้ดังนั้นแล้วชายคนนี้จะต้องรู้วิธีการต่อสู้อย่างชำนาญเป็แน่
ชายฉกรรจ์ปริศนาเดินมาหยุดขวางทางพวกเขาเบื้องหน้า
“แย่หน่อยนะฉันคงให้พวกเธอผ่านไปไม่ได้เพราะดูเหมือนจะเล่นงานเด็กของฉันเอาไว้อ่วมเหมือนกันเลยนี่”
แม้ไม่สามารถััถึงจิตสังหารและจิตปรปักษ์ได้ในทันทีทว่าย่างก้าวแต่ละก้าวของผู้มาใหม่ แผ่ความกดดันได้อย่างมหาศาลจนพวกเขาเผลอก้าวขยับถอยหลังเองอย่างไม่รู้ตัว
“นับวันเริ่มมีคนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โลกนี้ช่างน่าสนุกเสียจริง”
ชายปริศนาพูดขึ้นพลางยิ้มเยาะให้กับสถานการณ์ตรงหน้า
“นายรู้สึกได้ใช่ไหม...หมอนี่ต่างจากคนอื่น ๆ ที่พวกเราเคยเจอมา”
เคนจิกระซิบกล่าวสีหน้าของเรย์พลันเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน เขาพยักหน้าตอบโดยที่ไม่เอ่ยอะไรตายังคงจ้องอีกฝ่ายไว้ด้วยความระแวดระวังทุกฝีก้าว
แม้จำนวนคนจะได้เปรียบมีอาวุธกับไม่มีอาวุธ ยังคงเป็แต้มต่อที่มีผลมากแต่ในสภาพที่ทุกคนล้วนมีความสามารถร้อยแปดพันเก้า คิดลงมือผลีผลามไม่ได้เด็ดขาด—
เรย์ใช้เนตรมารส่องดูอีกฝ่ายยิ่งพบความประหลาด
โดยพลังงานที่เขามักมองเห็นจากร่างมนุษย์ที่ผ่านมาพวกมันล้วนไหลเวียนอย่างยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ แต่ชายคนนี้กลับแตกต่าง
“สำหรับฉันแล้วหนึ่งในสิ่งที่ชื่นชอบเกี่ยวกับโลกที่เป็อยู่ตอนนี้คือใบหน้ายามสิ้นหวังของคนที่กำลังดิ้นรนแบบพวกเธอเนี่ยแหละและยิ่งสุขใจมากเมื่อได้ทำลายความหวังนั้นลงเองกับมือ!”
จบคำชายคนดังกล่าวพุ่งเข้าใส่เคนจิที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยความเร็วเหนืุ์หมัดขวาตรงถูกปล่อยออกเมื่อเข้าประชิดตัวได้
เคนจิที่ระวังตัวอยู่ก่อนยกแขนขึ้นตั้งการ์ดรับส่งพลังเสริมที่แขนทั้งสองข้าง
“โฮ่~เริ่มเรียนรู้วิธีใช้พลังพวกนี้เป็แล้วเหมือนกันนี่ไอ้หนู—”
“พล่ามอยู่ได้น่ารำคาญจริง ๆ เลยโว้ย”
เคนจิเป็ฝ่ายสวนกลับบ้าง เขาปล่อยหมัดขวาเหวี่ยงโค้งเป็ครึ่งวงกลมเล็งใส่ใบหน้าอีกฝ่าย
ชายปริศนาเอี้ยวตัวหลบอย่างง่ายดายราวกับอ่านทางได้ั้แ่แรกเขาใช้หมัดซ้ายสวนเข้าที่กลางลำตัวของเคนจิเต็ม ๆ จนแทบกระอัก
“อุ๊ก!”
“หมัดแข็งทื่อตามตำราจนเดาทางได้ง่ายเกินไปนะ—โอ๊ะ!”
ยังไม่ทันที่ชายคนดังกล่าวเอ่ยจบได้ถูกเรย์พุ่งตัวเข้ามาฟันด้วยความเร็วแต่ก็ถูกอีกฝ่ายสกัดและทิ้งระยะถอยหลังหลบออกมาได้
“ไม่เลวนึกว่าหลบพ้นได้แล้วเชียว... ฝีมือดาบใช้ได้เหมือนกันนี่”
ชายปริศนาเช็ดเืบนแก้มที่มีรอยบาดเล็กน้อย
“ยังไหวไหม”
เรย์เอ่ยถามโดยไม่ละสายตาเขาตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของศัตรูซึ่งพร้อมโจมตีเข้ามาได้ทุกเมื่อ
“แม่งเอ๊ยจุกชะมัด...แต่ยังไหวอยู่”
“...ถ้ายอมแพ้แล้วมาเป็ลูกน้องฉันเอาเป็ว่าฉันจะไม่ถือโทษเื่ที่ทำร้ายเ้าพวกนั้นให้เอาไหม?”
“สนใจกับผีสิวะฉันเกลียดคนแบบพวกแกเป็ที่สุดเลยโว้ย”
เคนจิกล่าวด้วยอารมณ์บูดบึ้งพร้อมแจกนิ้วกลางให้อีกฝ่ายดูเล่นหนึ่งที
ชายปริศนาพลุบสายตาถอดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“งั้นรึน่าเสียดาย น่าเสียดายจริง ตอนนี้ฉันมีพรรคพวกร่วมอุดมการณ์อยู่หลายร้อยคนแต่ยังคิดว่าหากจะหาพรรคพวก ควรเป็คนมีพร์สัก—”
คราวนี้ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบเขากับเคนจิตัดสินใจเลือกเป็ฝ่ายรุกเข้าหาก่อนบ้าง
เคนจิเสริมพลังใส่สนับมือจนปรากฏเป็เส้นวงจรสีแดงขึ้นแล้วงอศอกตั้งฉาก ลดแขนลงมาระดับลำตัว วิ่งไปหาอีกฝ่าย โจมตีต่อเนื่องราวกับนักมวยมืออาชีพ
“หืม... มวยสากล?ฟลิกเกอร์แย็ปงั้นรึ”
ฟลิกเกอร์แย็ปเป็หมัดที่สะบัดมากด้านล่าง ความแรงของหมัดจึงเกิดจากการดีดขึ้นมาจากเท้าหน้าซึ่งต่างจากหมัดแย็ปทั่วไปที่การส่งแรงมาจาการบิด
ชายปริศนากล่าวขึ้นด้วยความสนใจเขาเองนั้นก็ร้ายกาจมาก ใช้ฝ่ามือทั้งสองตั้งรับหมัดด้วยท่วงท่าอันสง่างามน่าดูชม ปัดกำปั้นที่พุ่งเข้าหาตนต่อเนื่องอย่างได้จังหวะ
เคนจิยังคงใช้มวยแนวประชิดหวังรุกกดดันเข้าใส่เขาตวัดแขนจากตำแหน่งย่อตัวต่ำ เหวี่ยงหมัดเร็วแบบหวดแส้เข้าใส่อีกฝ่าย ทว่าก่อนที่หมัดอันหนักหน่วงจะพุ่งถึงลำตัวฝ่ามือของอีกฝ่ายกลับเร็วกว่าจนไม่มีช่องว่างให้เคนจิตั้งการ์ดรับไว้ได้ทัน
แรงกระแทกส่งผลให้เคนจิหน้าสะบัดไปอีกทาง
ในขณะที่ศัตรูกำลังจู่โจมซ้ำ ก็ต้องหดฝ่ามือกลับกะทันหันตัดสินใจะโถอยหลังออกสามก้าว ด้วยสัญชาตญาณ
ทำให้เกลียวคลื่นแสงคมดาบที่เรย์ใช้งานออกมาแหวกตัดผ่านหน้าศัตรูไปอย่างหวุดหวิด วิชาดาบของเ้าปีศาจนั่นซึ่งได้เรียนรู้มาถึงจะยังเบาบาง อานุภาพอ่อนด้อยกว่าต้นฉบับแต่เรย์ก็ยังงัดออกมาใช้งานในยามคับขันได้จริง ๆ หลังจากลองฝึกฝนโดยดึงทักษะดังกล่าวออกมาจากความทรงจำที่ได้รับมา
“อันตราย อันตราย วิชาอะไรกันเนี่ย?…แต่เสียใจด้วย พลาดไปนิดเดียว”
ชายชุดดำกล่าว โดยไม่ได้สูญเสียความเยือกเย็นเขาใช้ปลอกแขนเหล็กใต้แขนเสื้อตั้งรับคมดาบของเด็กหนุ่มที่พุ่งเข้ามาปะทะ
โลหะกระทบกันจนเกิดสะเก็ดไฟแลบ แขนเสื้อของชายชุดดำฉีกขาด
เรย์ใช้่ดาบที่ยาวกว่า รักษาระยะกระบวนท่าถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นจังหวะพัก ทว่าก็ยังไม่อาจเจาะการป้องกันของศัตรูเข้าไปได้ชายชุดดำอาศัยความเหนื่อยล้าของเขาจนเปิดช่องโหว่หมุนตัวส่งลูกถีบเข้าที่ช่องท้องของเขาอย่างจัง จนตัวครูดถอยหลังไปหลายเมตร
เคนจิฉกฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าชาร์จคว้าเอวล็อกตัวศัตรูเอาไว้จากด้านหลัง แล้วเค้นกำลังทั้งหมดยืดตัวเอนหลังจับอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นด้วยท่าทุ่มซูเพล็กซ์
ตึง!
พื้นคอนกรีตแตกร้าวยุบตัวลงเป็หลุม ชายปริศนาแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน
“แฮ่ก ๆ จบแล้วสินะเหนื่อยชะมัด”
เคนจิลุกขึ้นสะบัดเศษฝุ่นด้วยอาการเหนื่อยหอบแต่สัญชาตญาณของเรย์กลับร้องเตือน
“เคนจิถอยออกมา!”
ชายปริศนาดีดตัวลุกขึ้น ดูเหมือนการโจมตีของเคนจิจะสร้างอาการาเ็ให้เขาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ฉันคิดไว้ไม่มีผิดพวกนายมันมีพร์!”
สิ้นเสียงชายปริศนาก้าวประชิดเข้าถึงตัวเคนจิ
“ฉันจะแสดงความร้ายกาจของปาจี๋เฉวียน(หมัดแปดทิศ) ให้ได้เห็น!”
ทั้งหมัดและฝ่ามือผ่านไปไม่ถึงสิบวินาทีมันถูกปล่อยออกมาเกินกว่ายี่สิบครั้ง รวดเร็ว รุนแรงะเืแขนทั้งซ้ายขวาที่เคนจิกำลังตั้งการ์ดรับไว้
ไวเกินไปแล้ว!
“เคลื่อนไหวร่างกายได้ยอดเยี่ยมแต่ว่า—”
จังหวะการโจมตีของชายปริศนารวดเร็วเกินไปแม้เคนจิไม่ได้ตอบสนองช้า แต่ในที่สุดก็ตั้งรับการโจมตีต่อเนื่องของอีกฝ่ายไม่ไหว หนึ่งฝ่ามือซัดแทรกผ่านการ์ดพุ่งเข้ากระทบใบหน้าอย่างจังก่อนอีกฝ่ายขยับขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ตามด้วยท่วงท่าทิ่มศอกตั้งฉากกับพื้นอัดกระแทกใส่อกอย่างรุนแรง
เกิดเสียง ปุ่ง เหมือนลูกโป่งแตกจากนั้นร่างของเคนจิกระเด็นปลิวไกลไปด้านหลัง
ชายปริศนาไม่แม้แต่เสียเวลาเหลียวมองดูผลงานพลิกตัวกลับว่องไว เขาอาศัยแรงหมุนในจังหวะหันกลับขว้างมีดสั้นตรงเข้าใส่เรย์อย่างว่องไว
ดาบของเรย์ปัดป้องมีดสั้นทิ้งไปได้ เกิดเสียงดังแก๊ง แก๊ง ของโลหะกระทบกัน
ทว่าการตวัดจากฝั่งชิดตัวเหวี่ยงออกไปด้านนอกก่อให้เกิดช่องโหว่ ฝ่ามือขวาของศัตรูพุ่งเข้าหาจุดกึ่งกลางระหว่างหน้าอกของเรย์อย่างแม่นยำ
“อุ๊ก—”
แรงอัดส่งตัวของเขาลอยออกไปกระแทกทะลุกระจกของร้านเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจนข้าวของหักพังกระจายเสียงกระจกแตกดังสนั่นขณะที่เรย์กระแทกเข้ากับชั้นวางเฟอร์นิเจอร์อย่างแรง
ชายคนนี้แข็งแกร่ง!
ทั้งสองพ่ายแพ้อย่างหมดรูปพวกเขามองออกแต่แรกแล้วว่าชายปริศนาเป็หมาป่าหรืออาจจะสุนัขล่าเนื้อที่ถูกฝึกฝนมาเป็อย่างดี
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใดคือชายคนนี้สามารถขับเคลื่อนร่างกายได้เหนือขีดจำกัดมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากพวกเขาที่ไม่สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้ พวกเขาไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนทั้งปราดเปรียวเสียยิ่งกว่าหมาป่า ทรงพลังเสียยิ่งกว่าหมี
ประสบการณ์... แตกต่างกันเกินไป
ชั้นเชิง... ห่างกันมากั้แ่แรก
“ไอ้หนูฉันจะบอกอะไรให้...ความกล้าหาญนั้นน่ะ มักมีรากฐานมาจากความไม่รู้ทั้งนั้นสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเธอเป็คนแบบไหนก็หลังจากที่เธอได้พบความน่ากลัวที่แท้จริงต่างหาก”
ชายปริศนากล่าวมองมาทางพวกเขาด้วยความชื่นชม
“พวกนายฝีมือดีฉันต้องขอยอมรับแต่น่าเสียดายที่มันยังไม่ถูกขัดเกลาดูเหมือนว่าวิธีการควบคุมกำลังภายในยังทำได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ...ฮึ่มอะไรกันทำไมทำหน้าแบบนั้น?”
ชายปริศนาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขาหลังจากได้ยินคำว่า ‘กำลังภายใน’ ก่อนยักไหล่เหลาะแหละ
“นี่พวกนายไม่รู้จักกำลังภายในหรือลมปราณเลยงั้นรึ?เอาเถอะ... ถ้าเป็มุมมองของคนที่ไม่รู้จักพลังนี้กำลังภายในมักถูกมองว่าเป็พลังของผู้วิเศษ และปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือพร์ของอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ ไม่รู้ว่าเพราะความบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่ฉันในฐานะคนที่ศึกษาศาสตร์แห่งเต๋ามาทั้งชีวิตจึงเข้าใจหลักการของพลังที่ตื่นขึ้นนี้ได้เป็อย่างดี”
“เต๋า?คุณ้าจะบอกอะไรกันแน่ มันเกี่ยวอะไรกับเื่นี้กัน?”
เรย์เอ่ยถามเขาพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยความยากเย็น รู้สึกเ็ปไปทั้งร่างเสียงหายใจของเขาหอบถี่ มีเืไหลออกทางหูเขาสลัดศีรษะเพื่อเรียกสติอันพร่าเลือนกลับมา ในขณะที่ชายปริศนายังคงเอื้อนเอ่ยอธิบายให้ทั้งคู่ฟังอย่างใจเย็นราวกับไม่ได้เป็ศัตรูกัน
“ในวัฒนธรรมอันหลากหลายนั้นมันมีหลายชื่อเรียกไม่ว่าจะเป็กำลังภายใน ลมปราณ หรือจักระ อ้อ~ยังมีพลังเวทมนตร์เหมือนในมังงะด้วยสินะ...เอาเป็ว่าใครนิยามมันว่าอย่างไรล้วนตามสะดวกแต่สำหรับฉันมันคือเต๋าซึ่งเป็พลังที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง”
ชายปริศนาหยิบปืนลูกซองของเคนจิที่หล่นอยู่ขึ้นมาก่อนเขาจะลงมือขยำมันจนโครงปืนบิดเบี้ยวอย่างง่ายดายราวกับพลาสติกแล้วโยนมันทิ้งราวกับขยะ
“ทุกอย่างในโลกล้วนเกิดขึ้นตามการไหลเวียนของเต๋าการจะเข้าถึงสิ่งนั้นได้ คือต้องเข้าถึงต้นกำเนิดของทุกอย่างในสากลโลกหากใช้ประโยชน์จากมันก็จะช่วยเพิ่มพูนพลังทั่วร่างได้ยิ่งฝึกปรือถึงขีดสุดก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็เซียน... นิ่งและขยับ เงาและแสงแข็งแกร่งและอ่อนแอ เปรียบดั่งหยินและหยาง หากกล่าวในเชิงพุทธมันคือทางสายกลางยิ่งเข้าใจการหมุนเวียนเ่าั้ของธรรมชาติมันจะช่วยเป็กุญแจให้ดึงพลังจากเต๋าได้ยังไงล่ะ”
ชายตรงหน้าบอกเล่าเื่ราวที่ยากจะเชื่อสร้างความไม่เข้าใจให้กับโลกนี้เพิ่มขึ้น
“ทำไมกัน... ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ศัตรูอย่างคุณต้องบอกเื่นี้กับเรา?”
เรย์หรี่ตาอย่างเฝ้าระวังไม่ว่าสิ่งที่ชายตรงหน้าเอ่ยออกมาจะเป็ความจริงหรือไม่ทว่าการบอกข้อมูลสำคัญขนาดนี้ให้ฟังนั้นย่อมมีเจตนาอื่นแอบแฝงเป็แน่
“ฮะฮ้าคำตอบมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอกไม่ต้องระแวงไป หลังจากเกิดเื่ทั้งหมดนี้ขึ้นเต๋าที่ไหลเวียนอยู่ในโลกกลับเข้มข้นขึ้นอย่างน่าประหลาด สำหรับฉันที่รู้ ‘วิธีการควบคุม’มันนิดหน่อยอยู่คนเดียวจะไปสนุกอะไรกันชีวิตที่ไร้คู่ต่อสู้มันไม่มีสีสันหรอกนะ... ดีเอ็นเอของมนุษย์น่ะล้วนซุกซ่อนพลังแฝงอันยิ่งใหญ่เอาไว้อยู่อีกมากเพียงแต่ว่ามันยังไม่ถูกปลุกขึ้นมาก็เท่านั้น ...ที่สำคัญโลกนี้ยังมีกลุ่มคนที่สามารถใช้พลังพวกนี้ได้ราวกับว่าเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายและพวกมันเร้นกายอยู่เื้ัประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างช้านาน”
ผู้เรียนรู้วิถีแห่งพลังกล่าวอย่างแฝงนัย
“รู้ซึ้งถึงระยะห่างระหว่างฉันกับพวกเธอได้แล้วสักทีนะมาเข้าร่วมกับฉันสิ แล้วจะสอนทุกสิ่งอย่างให้พวกนายเอง”
อย่างนี้นี่เอง เขาไม่แปลกใจกลับกันรู้สึกว่าเข้าใจได้
ความแตกต่างของพลังมันสมควรเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว
‘ในที่สุดก็ได้รับคำตอบถึงที่มาของพละกำลังเหนือธรรมชาตินั่นพอรู้สึกได้ราง ๆ อยู่บ้างหรอก...แต่ถ้ารับรู้ได้ไม่ชัดเจนก็ไม่มีทางเอาชนะคนคนนี้ได้เลยหรือต้องแกล้งยอมจำนนแค่นี้ดี ค่อยหาทางหนีที่หลัง ไม่ได้สิ...หากเข้าร่วมกับคนพวกนี้ ทั้งชิโฮะและรุ่นพี่ต้องเป็อันตรายแน่ ๆ คิดสิคิดให้ออกสิ!’
เรย์ครุ่นคิดหาทางเอาตัวรอดจนหัวหมุนพร้อมกับคำว่ายอมแพ้ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด
“ั้แ่เมื่อกี้แล้วนะที่แกเอาแต่เพ้อเจ้ออยู่ได้ฉันน่ะ... ต่อให้ต้องตายฉันก็ไม่อยากใช้ชีวิตอย่างน่าทุเรศแบบแก ฉันไม่เอาด้วยหรอกโว้ย!ฉันจะสู้ แล้วก็มีชีวิตรอด!”
เคนจิปฏิเสธข้อเสนอพร้อมกับบ้วนเืลงพื้นด้วยกิริยาเหยียดหยามเขาไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ ถ้าใจเสียก็เท่ากับโยนชีวิตทิ้งการจะหนี ก็เพราะคิดว่าจะหนีพ้น เพราะไม่ได้ล้มเลิกถอดใจที่จะหลบหนีในยามที่เผชิญหน้าเสือร้ายที่แยกเขี้ยวเข้าใส่ต่อให้คิดว่าจะหนีแล้วคนเราจะหนีได้พ้นหรือ?จะหนีเตลิดเปิดเปิงไม่รู้ทิศรู้ทางโดยไม่คิดอะไรทั้งนั้น หรือว่าจะยืนตะลึงอยู่กับที่ยอมจำนนแม้แต่จะพยายามเอาชีวิตรอด
—ไม่มีทางอยู่แล้ว
เคนจิประกาศกร้าวในใจตัวเอง
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า...ในเมืองที่ล่มสลายจากาหรือไม่ว่าที่ไหน มันก็ต้องมีเื่แบบนี้ทั้งนั้นนี่พวกเธอยังคิดเล่นเป็ผู้ผดุงความยุติธรรมอีกงั้นรึ อย่าปล่อยให้ความไร้เดียงสาแบบนั้นทำให้ตัวเองลำบากหน่อยเลย”
ชายปริศนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ตอบกลับด้วยใบหน้าเหม็นเบื่อแิแบบเด็กไร้เดียงสานั่น
“แค่ไม่อยากสูญเสียความเป็มนุษย์ไปเหมือนกับพวกคุณมันไม่เกี่ยวกับความยุติธรรมอะไรทั้งนั้นหรอกนะครับ”
เรย์ใช้มือขวาเช็ดเืออกจากมุมปากลวกๆกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เขาได้สติอีกครั้งหลังจากได้ฟังคำพูดของเคนจิ
แม้ศัตรูกำลังเป็ฝ่ายได้เปรียบแต่เรย์กลับมองไม่เห็นความประมาทจากอีกฝ่ายให้ฉกฉวยได้เลยสักนิดเดียว
“ดูท่าพูดอะไรไปคงไม่มีความหมายแล้วสินะงั้นเอาตามที่พวกเธอ้าก็แล้วกัน”
ชายปริศนาเอ่ยขึ้นด้วยความผิดหวังเขาชักมีดที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นเตรียมปิดฉากการต่อสู้
เรย์ตั้งท่ากำดาบแน่นจนได้ยินเป็เสียงบีบรัดที่แ่เบา
“อย่าโกรธกันเลยนะลาก่อน—"
รอยยิ้มอำมหิตเผยออกในฉับพลัน
ทว่าด้วยสัญชาตญาณอันเหนืุ์ ชายชุดดำกลับต้องหันขวับไปยังอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็่เวลาก่อนเสี้ยววินาทีที่เสียงกระจกจากประตูหน้าทางเข้าห้างสรรพสินค้าแตกดังลั่น