ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไป หวังหลี่เม่าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูแล้วหันกลับมาถามศิษย์น้องตัวเล็กของเขาว่า
“ทำไมเ้าถึงฝึกเดินลมปราณด้วยท่าทางพิสดารเช่นนั้นข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าการเดินปราณครั้งแรกเป็เื่ที่สำคัญมาก”
จิวฟงคิดไว้ไม่มีผิดว่าเพื่อนทั้งสามต้องรายงานเื่ดังกล่าวแก่หวังหลี่เม่าแต่เขาก็เตรียมคำตอบสำหรับเื่นี้ไว้อยู่แล้ว
“ศิษย์พี่หวัง ก่อนหน้าที่จะเดินลมปราณข้าฝันว่าท่านผู้ก่อตั้งสำนักได้เหาะลงมาหาและถ่ายทอดเคล็ดวิชาวิเศษให้ท่านบอกว่าหากฝึกตนด้วยท่าทางเช่นนั้นจะทำให้รุดหน้ากว่าวิธีปกติ”
“ผู้ก่อตั้งสำนักอันใดั้แ่เกิดมาข้ายังไม่เคยได้ยินคำว่าผู้ก่อตั้งสำนักไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดสร้างสำนักวายุจำรัสและสามสำนักเซียนสายธาตุที่เหลือในบันทึกของแต่ละสำนักก็ไม่มีกล่าวไว้ ผู้คนเล่าลือกันว่าคงเป็เทพเ้าที่ก่อตั้งสำนักทั้งสี่”
“นั่นแหละ เป็เทพเ้านั่นแหละที่มาเข้าฝันข้า”
หวังหลี่เม่ามองเด็กชายตัวเล็กพร้อมกับทอดถอนใจไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆของศิษย์ผู้น้องครั้นเขาจะตักเตือนก็รู้ว่าด้วยนิสัยของศิษย์ผู้น้อง จิวฟงคงไม่ยอมรับฟังอะไรง่ายๆดูท่าแล้วเขาคงต้องปล่อยให้จิวฟงประสบปัญหา และบทเรียนจะเป็เครื่องสอนจิวฟงเอง
“อย่าโหมฝึกหนักจนเกินไปก็แล้วกัน”พูดเพียงแค่นี้หวังหลี่เม่าก็จากไป
วันรุ่งขึ้นจิวฟงตั้งใจว่าจะไปรับเหรียญเงินที่ตึกสำนักงานและนำเงินนี้ไปซื้อโอสถสีเทาที่ร้านวายุโอสถซึ่งตั้งอยู่ที่ตีนเขาเว่ยฟงจู่ๆเขาก็นึกได้ว่าเพิ่งไปก่อเื่ที่หอคัมภีร์ไว้จิวฟงจึงหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนในที่ชุมชนเพื่อรอให้เื่เงียบลงเมื่อไม่มีอะไรทำเขาก็หยิบพู่กันขนหยาบที่เหน็บไว้ที่เอวขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นจึงฝึกเดินลมปราณย้อนกลับต่อ
เสียงอูวววว์เสียงอาววววว์ ดังลอดมาจากบ้านหลังน้อยของจิวฟงที่ปิดสนิทเสียงนั้นเจือไปด้วยความมุ่งมั่นแต่ก็แฝงไปด้วยความเ็ปในคราเดียวกันเสียงหอบสลับกับเสียงระบายลมหายใจดังเป็ระยะพอศิษย์พี่หวังหลี่เม่าที่แอบดูอยู่ได้ยินเสียงนั้นก็ถึงกับส่ายศีรษะแล้วพึมพำเบา
“หมดกันป่นปี้หมดแล้วร่างกายของจิวฟงคงจดจำวิธีการเดินลมปราณที่ผิดเพี้ยนนั่นจนไม่อาจจะแก้ไขสามปีหลังจากนี้ ศิษย์น้องจิวคงยากที่จะบรรลุถึงขั้นที่หนึ่ง”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและแล้วก็ผ่านไปสองสัปดาห์สี่สหายตัวป่วนมารวมตัวกันที่บ้านจิวฟงั้แ่เช้าเพื่อที่จะไปยังผาจรดเมฆา เพื่อไปพบกับอาจารย์ประจำบ้านและรับคำชี้แนะในเื่การเดินปราณ
ทั้งสี่เดินไปตามแนวป่าทิศตะวันตกอันเป็ที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรและมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนือเดินมาได้สักระยะก็ถึงบริเวณที่เป็ทางลาดชัน ข้างซ้ายมือของพวกเขาเป็แนวป่าส่วนด้านขวามือเป็เหวลึก จิวฟงชะโงกหน้ามองไปด้านล่างก็รู้สึกเสียวไปถึงท้องน้อยหุบเหวนี้ลึกจนมองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ด้านล่างมีเพียงภาพมัวๆสีเทาๆดำๆเท่านั้นที่เขาสังเกตเห็น จิวฟงรีบถอยห่างออกมาจากขอบเหวขณะที่เ้าอ้วนและคนที่เหลือก็เดินชิดขอบป่าทางเดินเล็กๆที่มีป่าอสูรและหุบเหวขนาบอยู่ด้านข้างทำให้เด็กทั้งหมดต้องเดินเรียงเป็เส้นตรง
เดินตามทางแคบมาได้สักพักจิวฟงก็เห็นเด็กกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าในคนกลุ่มนั้นมีชุนจางมินรวมอยู่ด้วยนางกำลังพูดให้กำลังใจเพื่อนๆที่กำลังหวาดกลัวให้มุ่งหน้าเดินต่อไปยังผาจรดเมฆา
“ไม่ต้องกลัวไปขอแค่เพียงพวกเราเดินอยู่ในเส้นทางก็จะไม่มีอันตรายทางแคบๆนี้พอให้คนถึงสี่คนเดินเรียงกันเป็แถวหน้ากระดาน แต่เพื่อความปลอดภัยข้าว่าเราเดินเรียงเดี่ยวจะดีกว่า”เด็กเ่าั้พยักหน้าและพากันปฏิบัติตามคำแนะนำของชุนจางมินพวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวังแต่เมื่อกลุ่มศิษย์เดินไปได้ไม่นานนักพวกเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โฮกกกกก”
เสียงอันน่าสะพรึงก้องดังไปทั่วแนวป่ายังผลให้ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ใกลัวจนตัวสั่นพวกเด็กๆไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนจนชุนจางมินที่เดินอยู่ในแถวต้องพูดปลุกใจอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรหรอกแค่เสียงสัตว์อสูรที่อยู่ในป่าพวกมันไม่อาจก้าวออกจากแนวต้นสนใบกลมมาได้เพราะบริเวณนี้มีอักขระเวทสะกดไว้”เด็กหญิงวัยสิบสี่ปีชี้ให้เห็นถึงแนวขอบป่าและบอกเพื่อนๆว่าอย่าเข้าไปใกล้แนวต้นไม้ใหญ่แต่ถึงแม้นางรับประกันว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครกล้าเดินต่อ
คนด้านหน้าหยุดนิ่งอยู่นานจนจิวฟงและผองเพื่อนเดินตามมาทันเมื่อคนที่อยู่หน้าสุดไม่เคลื่อนที่พวกเขาก็เดินต่อไม่ได้จิวฟงทำตัวลีบจนร่างน้อยๆของเขาดูเล็กเข้าไปใหญ่ เขาค่อยๆเดินหลีกผู้คนไปยังหัวแถว
ชุนจางมินได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบกรวดดังมาจากด้านหลังจึงหันไปดูก็รู้ว่าเป็จิวฟงที่พยายามเดินแซงขึ้นมาด้านหน้านางมองเขาด้วยหางตาแล้วรีบเดินไปยังหัวแถว
“ข้าจะนำทางให้เองเดินตามข้ามารับรองว่าปลอดภัย”นางร้องบอกเพื่อนร่วมบ้านแล้วแทรกตัวเพื่อจะไปอยู่ด้านหน้าสุด
จิวฟงเห็นนางเดินขึ้นไปยังหัวแถวก็เร่งฝีเท้าขึ้นครู่เดียวเ้าเปี๊ยกก็เดินมาทันชุนจางมินที่กำลังก้าวขาอย่างรีบร้อนทั้งสองมองหน้ากันแล้วเดินจ้ำอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เ้าหลีกไปสิ”“เ้านั่นแหละหลีกไป” “ทำอย่างนี้มันอันตรายนะ” “อันตราย เ้าก็หยุดเดินสิ...”ทั้งสองเถียงกันลั่นตลอดทาง ขณะที่ทั้งคู่กำลังต่อปากต่อกันอยู่นั่นเองเสียงซวบๆก็ดังขึ้นจากทางด้านซ้ายมือของพวกเขาและทันใดนั้นเองร่างสีดำทมิฬก็ปรากฏขึ้นในระยะห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวร่างนั้นพุ่งตรงมาที่ข่ายอักขระอาคมแล้วกระแทกเข้ากับกำแพงเวทอย่างแรง
ปึงงงงงง!
เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มจิวฟงและชุนจางมินรับรู้ได้ถึงแรงสั่นะเืที่เล็ดลอดออกมา ชุนจางมินสะดุ้งในางร้องออกมาด้วยเสียงดังว่า
“หมีหลังแดงสัตว์อสูรระดับหนึ่ง!”
หมีสีดำที่มีขนาดใหญ่กว่าหมีธรรมดาทั่วไปถึงสองเท่าปรากฏกายให้พวกศิษย์ใหม่ได้เห็นในระยะประชิดตาของมันเป็สีแดง ปากของมันอ้ากว้างจนเห็นฟันที่คมกริบหมีขนดำซึ่งบริเวณแผ่นหลังมีขนสีแดงแซมเป็แนวยาวยืนด้วยสองขาพร้อมกับชูอุ้งมือและกางกรงเล็บที่แวววาว
สัตว์อสูรแยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมกับส่งเสียงคำรามอีกครั้งเพื่อข่มขวัญเด็กหน้าใหม่หมีหลังแดงกระแทกร่างของมันเข้ากับเขตอาคมอยู่หลายครั้งการปรากฏตัวของมันไม่ใช่เื่บังเอิญมันรอ่เวลานี้มานานถึงสามปีแล้ว...่เวลาที่มันจะได้ทำให้ศิษย์ใหม่ของสำนักวายุจำรัสหวาดผวา
เด็กๆต่างกรีดร้องลั่นเมื่อได้เห็นสัตว์อสูรเป็ครั้งแรกยิ่งเห็นหมีหลังแดงแสยะยิ้มอันน่าเกลียดน่ากลัวออกมาเสียงร้องของผู้ฝึกตนวัยเยาว์ก็ดังไม่หยุด
ผู้คนเห็นว่าสัตว์อสูรกำลังแสยะยิ้มราวกับจะกินเืกินเนื้อแต่ความจริงแล้วมันกำลังยิ้มด้วยความรู้สึกสนุกสนาน มนุษย์ที่ฟังภาษาและอ่านสีหน้าของสัตว์อสูรไม่ออกถูกหลอกให้เข้าใจผิดหมีหลังแดงร้องโฮกๆอีกครั้งและคราวนี้ก็เป็เสียงหัวเราะอย่างสะใจของมันอีกเช่นกัน
“เห็นมันไหมมันออกมาจากเขตป่าไม่ได้ มันขู่ให้พวกเรากลัวไปอย่างนั้นเอง”ชุนจางมินพูดเสียงสั่น นางค่อยๆรวบรวมความกล้าและก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้านซ้ายมือของนางเป็จิวฟงถัดออกไปไม่กี่ก้าวเป็สัตว์อสูรหน้าตาน่ากลัวซ้ำยังมีไออสูรแผ่ออกมาอีกด้วย
“อย่าไปสนใจทำเหมือนว่ามันไม่มีตัวตนแล้วรีบเดินไปกันเถอะ”นางกระซิบบอกจิวฟงที่ยังมองสัตว์อสูรด้วยตาเบิกกว้าง ร่างน้อยๆของจิวฟงไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวคล้ายกับคนไม่มีสติ
ขณะที่นางกำลังจะสะกิดเรียกจิวฟงให้เดินต่อนั่นเองจู่ๆเด็กชายก็ย่อตัวลงแล้วทำสิ่งที่ใครก็ไม่คาดคิดเ้าเปี๊ยกเก็บก้อนหินที่อยู่บนพื้นพลันปาใส่หน้าของหมีหลังแดงอย่างสุดแรงเกิด
โป๊กกก
หมีหลังแดงยืนอึ้งั้แ่อยู่ในเขตป่าของสำนักวายุจำรัสมาไม่รู้กี่ร้อยปีแยกเขี้ยวขู่เด็กหน้าใหม่ไปไม่รู้กี่ร้อยรอบมันยังไม่เคยเจอเด็กคนไหนกล้าเอาหินปาใส่หน้ามันเช่นนี้มาก่อนขณะที่เด็กๆยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั่นเอง จิวฟงก็ตวาดดัง
“ยิ้มอะไร!ไปเล่นที่อื่นไป ชิ่ว!”
สัตว์อสูรผู้มีกรงเล็บและเขี้ยวอันคมกริบหุบปากในทันใดมันรู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูกมนุษย์ตัวกระจ้อยรู้ได้อย่างไรว่ามันกำลังยิ้มอยู่...ไม่มีทางที่มนุษย์จะรู้ถึงการแสดงออกทางสีหน้าของสัตว์อสูร...ไม่มีทาง
โป๊กกกก
ก้อนหินอีกก้อนลอยเข้าที่หัวของหมีหลังแดงพร้อมกับเสียงที่ตามมาว่า
“ถอยไป...ข้าไม่กลัวเสียงหัวเราะของเ้าหรอก”
สัตว์อสูรอายุนับพันปีเช่นมันใช้อุ้งมือลูบศีรษะบริเวณที่ถูกหินกระทบแม้ว่าหินนั้นจะถูกปามาอย่างสุดแรงโดยเด็กชายตัวน้อย แต่นั่นก็ทำให้มันรู้สึกแค่คันๆเท่านั้นที่มันลูบศีรษะอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เพราะว่ารู้สึกเจ็บ แต่มันกำลังเกาหัวเพราะรู้สึกสับสน
ขณะที่เ้าหมีกำลังยืนเซ่ออยู่นั่นเองหินอีกหลายก้อนก็ลอยเข้ามากระทบตัวมันไม่หยุดเด็กชายตัวจ้อยปาหินใส่มันคนเดียวไม่พอยังเรียกเพื่อนรูปร่างอ้วนที่อยู่ท้ายแถวให้เข้ามาร่วมสนุกด้วยไม่นานนักก็มีเด็กชายอีกสองคนมาร่วมปาหินใส่สัตว์อสูรระดับหนึ่งที่น่าเกรงขามอย่างเมามัน
โป๊กๆๆ โป๊กๆๆๆๆโป๊กๆๆๆๆ
หินลอยกระทบร่างใหญ่ๆของเ้าหมีั์ไม่หยุดเด็กชายทั้งสี่คนหัวเราะอย่างสนุกสนาน แม้หมีหลังแดงจะแยกเขี้ยว ส่งเสียงหรือแม้แต่กระแทกร่างเข้ากับกำแพงอาคมอย่างแรง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เหล่าศิษย์ใหม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป
กลุ่มเด็กๆบ้านประกายหมอกมองหมีั์ด้วยความรู้สึกสงสารชุนจางมินมองจิวฟงพร้อมกับส่ายหน้าแล้วถอนหายใจยาวออกมาจากนั้นนางก็พาเพื่อนคนอื่นๆเดินจากไปอย่างเงียบๆ
ผาจรดเมฆาเป็ลานหินกว้างที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาถึงสองทิศผานี้สูงไปจรดก้อนเมฆจึงเป็ที่มาของชื่อผาจรดเมฆาที่ด้านหลังของผานี้มีตึกสีแดงทรงโบราณสูงสี่ชั้นตั้งอยู่ ซึ่งตึกนั้นเป็ที่ทำการของบ้านประกายหมอก
จิวฟงและผองเพื่อนไปถึงผาจรดเมฆาเป็กลุ่มท้ายศิษย์นับร้อยคนกำลังนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นแล้วหันหลังให้พวกเขาด้านหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนมีชายผู้หนึ่งอยู่ในชุดสีเทาประจำสำนักดูจากภายนอกแล้วชายผู้นี้อยู่ในวัยสี่สิบทว่าผมของเขามีสีดำสนิทใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อย ในตอนนี้สีหน้าของเขาแฝงไปด้วยความหนักใจ
“เอ้า นั่งลงสิ”ชายคนดังกล่าวร้องบอกกลุ่มของจิวฟงที่เพิ่งมาถึง เขารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าใครจับเด็กกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกัน
เมื่อสี่สหายประจำบ้านนั่งลงที่แถวหลังสุดตามประสาเด็กหลังห้องแล้วชายคนดังกล่าวก็เริ่มแนะนำตัว
“ข้าชื่อเหลียงอันเป็อาจารย์ประจำบ้านประกายหมอก”
ผู้ฝึกตนประสานมือทั้งสองข้างและคำนับอาจารย์ของพวกเขาอย่างนอบน้อมเหลียงอันยิ้มพร้อมกับพยักหน้าแล้วเอ่ยต่อว่า
“ข้าได้รับมอบหมายให้เป็ผู้ถ่ายทอดวิธีการเดินลมปราณให้พวกเ้าศิษย์พี่ของพวกเ้าคงบอกแล้วว่าการเดินลมปราณครั้งแรกเป็เื่สำคัญและเป็พื้นฐานที่จะให้ก้าวไปถึงขั้นที่สิบอันเป็ขั้นสูงสุดของการฝึกตนการบรรลุถึงลมปราณขั้นที่สิบเป็ยอดปรารถนาของมวลมนุษย์กว่าจะได้ลมปราณขั้นที่สิบมาต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและยาวนานอย่างคาดไม่ถึงเพียงแค่สำเร็จขั้นที่เก้าก็ต้องรับการทรมานจากทัณฑ์ฟ้า หากมีชีวิตรอดก็มีชีวิตยืนยาวนับหมื่นปีและเมื่อถึงขั้นสุดยอดแล้วผู้ฝึกตนจะกลายเป็ะแน่นอนว่านั่นเป็แค่ตำนานเล่าขานเพราะว่ายังไม่เคยมีใครก้าวไปถึงจุดนั้นท่านป้านโหวลี่ผู้เป็เ้าสำนักของเราก็บรรลุเพียงขั้นที่แปดของการฝึกตนมีเพียงเ้าสำนักสายธาตุอีกสามแห่งที่บรรลุถึงลมปราณขั้นที่เก้า”
“ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าเ้าสำนักธาตุไฟธาตุน้ำและธาตุดินมีฝีมือสูงส่งกว่าท่านป้านโหวลี่อีกน่ะสิ”เด็กชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ในขณะที่เด็กคนอื่นๆพยักหน้าซ้ำอย่างเห็นด้วย
เหลียงอันยิ้มละไมให้เด็กๆเขาส่ายหน้าไปมาแล้วหยุดนิ่งระลึกถึงความหลัง จากนั้นก็เอ่ยว่า
“เนิ่นนานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเท่าใดครั้งหนึ่งท่านป้านโหวลี่เคยประลองกับเ้าสำนักอัคคีผลาญเจ็ดวันเจ็ดคืนติดต่อกันแต่ก็ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะทั้งๆที่ท่านป้านโหวลี่มีพลังปราณต่ำกว่าถึงหนึ่งขั้นการประลองในครั้งนั้นก่อให้เกิดหลุมลึกขนาดใหญ่รัศมีหลายร้อยลี้ที่ทางด้านใต้ของแคว้นจ้าวและหลังจากนั้นเ้าสำนักทั้งสองก็ไม่เคยท้าประลองกันอีกเลย”
ศิษย์ใหม่อุทานออกมาอย่างตื่นเต้นพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าเ้าสำนักวายุจำรัสจะมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้
“ท่านป้านโหวลี่ทำได้อย่างไรนะ”
“หรือว่าท่านจะมีวิชายุทธ์ที่สุดยอด”
“น่าจะเป็เพราะอาวุธเวทที่ร้ายกาจมากกว่า”
...
ขณะที่เด็กๆกำลังคาดเดากันไปต่างๆนานานั่นเองชุนจางมินก็ยกมือขึ้นแล้วถามอาจารย์เหลียงอันว่า
“หรือว่าในครั้งนั้นท่านเ้าสำนักจะใช้การควบรวมอสูร”
“เื่นั้นข้าไม่แน่ใจเพราะไม่มีผู้ใดเข้าไปใกล้รัศมีการประลองได้แม้แต่คนเดียว” เหลียงอันพูดพร้อมกับมองชุนจางมินด้วยสายตาที่ชื่นชม
ศิษย์คนอื่นๆรวมทั้งจิวฟงมองอาจารย์ประจำบ้านอย่างสงสัยเหลียงอันดูจากท่าทีของศิษย์ใหม่ก็เดาได้ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าการควบรวมอสูรคืออะไรเขามองดูเหล่าเด็กตัวน้อยแล้วยิ้มให้อีกครั้ง จากนั้นเขาก็ล้วงเข้าไปในถุงวิเศษประจำตัวแล้วหยิบเอาผลึกสีโลหิตที่เปล่งประกายขึ้นมาผลึกแก้วสีเืที่มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำนั้นมีไออสูรแผ่ออกมาอย่างรุนแรง
“ข้าจะแสดงวิธีควบรวมอสูรให้พวกเ้าดู”