คำขอของไลท์บลูม
เมื่อหันกลับไปมองไลท์บลูมและคนของเธอแล้วกัสก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจกับสภาพที่ทรุดโทรมของอีกฝ่าย
“มันเกิดอะไรขึ้น..ทำไมเจ้ามีสภาพแบบนี้”
คำถามนี้ได้รับคำตอบรับเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นและสีหน้าโกรธเกรี้ยวของคนบางคนรวมกับความลำบากใจของไลท์บลูมที่ทำให้กัสนึกสงสัยขึ้นมาจริงๆ ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ถึงทำให้คนเหล่านี้มีสภาพเช่นนี้ได้
“บอกมาเถอะว่าพวกเจ้ามีปัญหาอะไร..หากมันไม่ไร้เหตุผลจนเกินไปข้าสัญญาว่าจะไม่มีการลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น”
เมื่อคำรับรองที่หนักแน่นี้หลุดออกมาจากปากของกัส สีหน้าของไลท์บลูมก็ผ่อนคลายลงมากเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่สลายความหวาดกลัวลงไปได้ไม่น้อย
“คือว่า..พวกเรามีปัญหาค่ะนายท่าน..”
“ปัญหา..ปัญหาอะไรที่ทำให้พวกเจ้ามีสภาพแบบนี้”
กัสเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคิดในใจว่ามันมีปัญหาอะไรกันแน่เพราะว่างานที่เขาสั่งให้ทำนั้นพูดไปแล้วมันเป็นเพียงงานง่ายๆที่เขาสั่งออกไปเพียงเพราะต้องการให้คนเหล่านี้ได้ปรับตัวกับคำสั่งของเขาเพียงเท่านั้น
อาหาร100 ตัน พูดไปแล้วอาจจะดูมาก แต่ถ้ามีกำลังคนมากกว่าพันคนเช่นนี้งานนี้สมควรเป็นเรื่องง่าย
ไหนจะดินแดนขนาด8 หมื่นไร่นี้อีก ต่อให้ย่ำแย่ยังไงก็ยังมีป่ามากกว่า 8 พันไร่ ป่าที่ใหญ่โตขนาดนี้การจะเก็บของป่าให้ได้น้ำหนัก100 ตันสมควรที่จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ
สีหน้าของไลท์บลูมดูเหมือนว่ากำลังลำบากใจไม่น้อยซึ่งไม่รู้ว่าเธอลำบากใจเรื่องอะไร แต่ท้ายที่สุดหญิงสาวก็ไม่ได้ตอบออกมา หากแต่พากัสไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งแทน
กัสเห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเดินตามไปอย่างว่าง่ายพร้อมกับเพิ่มความตื่นตัวให้มากขึ้น
สถานที่ที่ไลท์บลูมพาไปนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากจุดที่กัสอยู่ในตอนแรกเท่าไหร่นักมันแค่ขยับไปทางตะวันออกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นเขาก็พบเจอกับกำแพงเขตอาคมขนาดใหญ่ที่กางขึ้นตรงหน้า
ชั่วขณะนั้นกัสสับสนไปเล็กน้อยพลางมองดูเขตอาคมและสิ่งที่อยู่ด้านหลังเขตอาคม
“นี่..คือปัญหาของพวกเราค่ะนายท่าน..พวกเราไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้เลยค่ะสิ่งเดียวที่พวกเราพอจะหาได้ก็มีเพียง..กล่องเก็บของเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์อื่นๆถูกเก็บเอาไว้ในโกดังเหล่านี้ทั้งหมดเลยค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็อึ้งไปเล็กน้อยและอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“หมายความว่า..พวกเจ้าทำงานที่ข้าสั่งด้วยมือเปล่างั้นหรือ”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงนี้ดูเหมือนจะทำให้คนของไลท์บลูมผ่อนคลายลงไม่น้อยเพราะปฏิกิริยาที่พวกมันกลัวที่สุดไม่ได้เกิด
“ค่ะ..ต้องขออภัยด้วยค่ะแม้ว่าพวกเราจะฝืนทำงานจนรวบรวมผลผลิตมาได้ตามที่นายท่านต้องการ แต่การควบแน่นผลผลิตทั้งหมดให้กลายเป็นของจริงยังทำไม่สำเร็จค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็เข้าใจปัญหาทั้งหมดได้ในทันที ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่แรกหากไม่ใช่ว่าโกลเด้นเทลระมัดระวังตัวมากเกินไปจนถึงขนาดสั่งเก็บกล่องสำหรับใส่ผลผลิตอย่างเข้มงวดจนทำให้ไลท์บลูมกับคนของเธอไม่สามารถหากล่องเก็บผลผลิตระดับสูงมาใช้ได้เลย
สิ่งเดียวที่พวกเธอใช้ได้มีเพียงกล่องเก็บของระดับ2 ที่ใส่ผลผลิตได้เพียง 100 ชิ้นเท่านั้นอีกทั้งยังต้องใช้พลังเวทของผู้ใช้งานในการควบแน่นผลผลิตอีกด้วยจึงทำให้งานมันยากขึ้นไปอีก
การควบแน่นที่ว่านี้คือขั้นตอนพิเศษที่มักจะใช้กับผลผลิตทั่วๆไป เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนผลผลิตรูปแบบกึ่งพลังงานให้กลายเป็นผลผลิตจริงๆก่อนจะนำออกไปจากดันเจี้ยน
วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดเพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้DP ในการเปลี่ยนสภาพ หากแต่ใช้จำนวนของวัตถุดิบในการควบแน่นให้กลายเป็นของจริง
นี่นับเป็นขั้นตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุดกับผลผลิตที่มีจำนวนมากส่วนผลผลิตพิเศษที่มีจำนวนน้อยนั้นโดยมากมักจะใช้การจ่าย DP เพื่อเปลี่ยนสภาพมากกว่า
ครั้งนี้ก็เช่นกันเนื่องจากไม่มีกล่องเก็บผลผลิตระดับ3 ที่ใช้พลังจากผลึกเวทได้ จึงทำให้การควบแน่นกินเวลานานมากการควบแน่นแต่ละครั้งก็ให้ผลผลิตเพียงน้อยนิด
จนถึงตอนนี้ผ่านไปสองอาทิตย์คนเหล่านี้ก็เปลี่ยนสภาพของผลผลิตให้กลายเป็นของจริงได้เพียง10 กว่าตันเท่านั้น
ผลลัพธ์นี้ทำให้กัสหมดสิ้นคำพูดไปเลยทีเดียวเพราะต่อให้เขาไม่ต้องคิดเขาก็ทราบดีว่าความลำบากที่คนเหล่านี้ได้รับมันมากขนาดไหน
“แบบนี้เอง..ลำบากพวกเจ้าแล้วนะ”
กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยท่าทีที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก ท่าทีเช่นนี้ทำให้สีหน้าของไลท์บลูมเปลี่ยนไปชั่วขณะในขณะที่คนอื่นๆ นั้นมองมายังกัสด้วยความสับสน
ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรต้องบอกว่าคนเหล่านี้เคยชินกับการถูกรังแกมาตลอด พวกมันคุ้นเคยกับการถูกทำร้ายยามที่ทำผลงานได้ไม่ดีหรือไม่ก็การลงโทษที่รุนแรงจนทำให้เจ็บปวดหรือหิวโหยกันไม่มากก็น้อย
ทว่าพวกมันไม่เคยเห็นท่าทางที่ดูอ่อนแอแบบนี้จากเจ้านายของพวกมันมาก่อนแม้กระทั่งคำขอโทษก็ยังไม่เคยได้ยินว่ากัสกลับแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาจึงทำให้พวกมันสับสน
“ข..ขออภัยด้วยค่ะนายท่าน!! ขออภัยที่พวกเราไม่สามารถทำตามที่ท่านสั่งได้ได้โปรดให้อภัยด้วยค่ะ!!”
ท่ามกลางความสับสนที่ก่อตัวขึ้นในใจอยู่ๆไลท์บลูมก็คุกเข่าลงและพูดเช่นนี้ออกมา ส่งผลให้คนของเธอมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันไปในทันทีและกล่าวขออภัยออกมาไม่หยุดสร้างความสับสนให้กับกัสไม่น้อย
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นถึงได้ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองดูไลท์บลูมด้วยสายตาที่สับสน
‘นี่มัน..นางกำลังทำเพื่อข้างั้นรึ..’
แม้จะสับสนไปบ้าง ทว่ากัสก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้เลยไม่พูดอะไรอีก นอกจากหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขตอาคมตรงหน้าแล้วลงมือจัดการกับเขตอาคมด้วยหัวสิงโตจำนวนหนึ่ง
แม้จะหิวโหยเป็นที่สุดทว่ากัสก็ยังมีแรงเหลือพอที่จะจัดการกับเขตอาคมตรงหน้าได้ไม่ยาก
ด้วยการส่งหัวสิงโตจำนวนมากออกไปกัดกินเขตอาคมราวกับขนมหวานเพียงอึดใจเดียวเขตอาคมที่แข็งแกร่งก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ
“เรียบร้อย..ทีนี้ก็พาข้าไปดูอาหารได้แล้ว!!”
หลังจากจัดการจนเสร็จกัสก็ส่งเสียงตวาดออกมาเบาๆครั้งหนึ่งจนทำให้ไลท์บลูมกับคนของเธอได้สติ หญิงสาวจึงออกคำสั่งให้คนของเธอเข้าไปนำเอาอุปกรณ์ที่ต้องใช้ออกมา
ในขณะที่ตัวเธอนั้นรีบพากัสไปยังยุ้งฉางที่พวกเธอใช้เก็บอาหารซึ่งเตรียมเอาไว้ให้กัส
ทั้งสองคนเดินไปไม่ช้าไม่เร็วไม่นานนักก็มาถึงยุ้งฉางระดับ 2 ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างจากจุดศูนย์กลางของดินแดน
เห็นแบบนั้นกัสก็ขมวดคิ้วก่อนจะหันกลับมามองไลท์บลูมอีกครั้ง
“ยุ้งฉางหลักก็มีเขตอาคมสินะ”
“ค่ะนายท่าน..”
ได้ยินแบบนั้นภายในใจของกัสก็ยิ่งมีความรู้สึกขุ่นมัวก่อตัวขึ้นไม่หยุด เขารู้สึกผิดที่สั่งงานโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยจนทำให้คนเหล่านี้ต้องลำบาก
แต่ในขณะเดียวกันก็นึกลังเลใจที่จะแสดงด้านที่อ่อนแอออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะควบคุมคนเหล่านี้ไม่ได้
ช่วงเวลานั้นเสียงกระซิบของไลท์บลูมก็ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้กัสนิ่งไปชั่วขณะ
“นายท่านไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นใจพวกเราหรอกค่ะข้าทราบดีว่าท่านคิดยังไง..แต่สิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นถูกต้องแล้ว หากท่านคิดจะควบคุมทุกคนให้อยู่ในคำสั่งท่านต้องโหดเหี้ยมกว่านี้ค่ะ”
กัสนิ่งค้างไปชั่วขณะพลางคิดในใจว่าคำพูดที่เขาได้ยินนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่
ขณะเดียวกันก็ลอบคิดในใจว่านิสัยที่แท้จริงของไลท์บลูมนั้นแท้จริงแล้วเป็นยังไงกันแน่จนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
“เจ้า..คิดที่จะทำอะไรกันแน่..”
สีหน้าของไลท์บลูมในเวลานี้ดูสงบมากเป็นพิเศษ มันเป็นความสงบนิ่งที่ทำให้กัสตื่นตัวและสับสนเขามองดูหญิงสาวตรงหน้าและพยายามเปรียบเทียบเธอกับหญิงสาวในความทรงจำซึ่งพบว่าทั้งสองคนนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเลยในด้านของนิสัย
ในขณะที่หน้าตานั้นไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย
“บางทีท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าข้ากำลังคิดจะทำอะไร..ข้าสาบานได้นะคะว่าสิ่งที่ข้าต้องการคือความปลอดภัยของทุกคนเท่านั้นไม่มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่แม้แต่น้อย..”
“ความปลอดภัย..ด้วยการขอให้ข้าโหดเหี้ยมกับคนของเจ้านะหรือ”
รอยยิ้มแปลกๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไลท์บลูมชั่วขณะก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มที่เต็มฝืน
“ใช่ค่ะ ท่านต้องโหดเหี้ยม เด็ดขาดและห้ามแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างเด็ดขาด..เพราะว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับความอ่อนแอของเจ้านายค่ะ..ข้ากลัวว่าหากท่านแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นจะทำให้คนเหล่านั้นคิดว่าท่านอ่อนแอและเอาเปรียบได้..และถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ..ก็คงจะมีคนตายเพิ่มขึ้นอีก”
วินาทีนั้นหัวใจของกัสก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเขาสับสนและไม่เข้าใจคำพูดของไลท์บลูมเลย ทว่าภายในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจคำพูดนี้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ไลท์บลูมพูดออกมานั้นตรงตามนิสัยของคนในกลุ่มทุกอย่างเธออ่านนิสัยของคนได้ขาด อ่านธรรมชาติของความเห็นแก่ตัวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เธอรู้ว่าพวกเธอนั้นไม่ใช่คนดีอะไรไม่ใช่คนที่จะยอมรับฟังคำสั่งของใครโดยง่าย ธรรมชาติที่โกลเด้นเทลหล่อหลอมขึ้นมาเป็นพวกเธอนั้นโหดร้ายบ้าเถื่อนเกินกว่าที่กัสจะเข้าใจ
ทุกคนอยู่กันอย่างยากลำบากใช้ชีวิตดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดสะกดข่มความทะเยอทะยานของตัวเองไว้ในส่วนลึกและพยายามดิ้นรนโหยหาความแข็งแกร่งอย่างสุดชีวิต
นี่คือวิถีชีวิตของกลุ่มหนูใต้ดินใช้ชีวิตราวกับอยู่ในโคลนเลนจากนั้นดิ้นรนจากโคลนตมขึ้นมาหายใจบนพื้นดินและพยายามมองหาแสงสว่างเพื่อผลักดันตัวเองให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
จริงอยู่ว่าคนที่เหลืออยู่นั้นคือกลุ่มคนที่ถูกคัดมาแล้วเป็นคนที่พอจะเรียกได้ว่าดีในระดับหนึ่ง
ทว่าคนดีที่เหลืออยู่นี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะเป็นคนปกติพวกมันยังคุ้นเคยกับธรรมชาติแบบเดิมๆอยู่ซึ่งบอกไม่ได้ว่าหากกัสเปิดช่องว่างออกมาเมื่อไหร่ คนดีเหล่านี้จะทำอะไรลงไปบ้าง
คำพูดของไลท์บลูมนั้นบอกให้กัสรู้ว่าเธอเข้าใจธรรมชาติของคนของเธอมากแค่ไหนและรู้ดีว่าทุกคนมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดและเห็นแก่ตัวซ่อนอยู่เช่นกัน
วิธีเดียวที่จะทำให้ด้านมืดของทุกคนไม่หลุดออกมาก็มีเพียงการปกครองด้วยความเด็ดขาดจนทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้าทำอะไรที่ผิดต่อกัสเท่านั้น
ต่อจากนั้นกัสจะใช้วิธีไหนก็สุดที่เธอจะคาดคิดเพราะตัวของเธอเองก็ใช่ว่าจะมีความรู้มากมายอะไรเช่นกันนี่จึงนับเป็นสิ่งเดียวที่เธอคิดได้และร้องขอจากกัสเพื่อรักษาชีวิตของคนของเธอไว้เพียงเท่านั้น
เนื่องจากเธอรู้ดีว่าหากปล่อยให้ด้านมืดที่ซ่อนอยู่ภายในใจของทุกคนหลุดออกมาถึงตอนนั้นกัสก็จำต้องลงมืออีกครั้งและคนของเธอก็จะต้องตายไปอีกครั้ง
กัสจ้องมองไลท์บลูมอยู่นานหลายนาทีก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความเห็นใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว..”
หลังจากพูดจบกัสก็ไม่พูดอะไรอีก นอกจากเดินเข้าไปในยุ้งฉางและมองดูของป่าที่อัดแน่นอยู่ภายในรวมกับผลผลิตชนิดอื่นอีกจำนวนหนึ่งที่เรียงรายอยู่
เห็นของพวกนี้แล้วกัสก็พยักหน้ารับแล้วคว้าเอามากินบางส่วนด้วยความหิวโหย
“ไปบอกคนของเจ้าด้วย..ต่อจากนี้ให้เพิ่มปริมาณขึ้นอีก 1เท่า แต่ไม่ต้องควบแน่นพวกมันแล้ว..แล้วก็ บอกพวกมันด้วยใครที่ทำงานได้ดีข้าจะมีรางวัลให้”
สีหน้าของไลท์บลูมแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย เธอตอบรับคำสั่งของกัสอย่างว่าง่ายก่อนจะจากไปปล่อยให้กัสจัดการกับของป่าที่เก็บรวบรวมมาได้อย่างสบายอารมณ์
ไม่นานนักคนที่เหลือก็ทยอยกันมาถึงก่อนจะตกตะลึงไปเมื่ออาหารในยุ้งฉางหายไปเกินกว่าครึ่งในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
กัสหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนของไลท์บลูมอีกครั้งก่อนจะมองดูอุปกรณ์ที่อยู่ในมือของพวกมันจากนั้นก็มองไปยังกล่องเก็บผลผลิตระดับ5 ที่คนเหล่านี้พกติดตัวมา
“ส่งกล่องมาให้ข้าส่วนของที่เหลือพวกเจ้าก็จัดการกันเองให้เรียบร้อยแล้วอาทิตย์หน้าข้าจะกลับมาอีกครั้ง”
พูดแล้วกัสก็ไม่รอให้ใครตอบรับอะไร หากแต่คว้าเอากล่องเก็บของระดับ 5ไปแล้วเดินตรงไปยังยุ้งฉางหลักที่มีเขตอาคมป้องกันไว้เช่นกัน ต่อจากนั้นเขาก็ทำลายมันทิ้งเช่นเดียวกับเขตอาคมที่ป้องกันโกดังเก็บของแล้วเริ่มกวาดเสบียงอาหารหลายชนิดใส่กล่องแล้วเก็บกลับไปยังดินแดนของเขาเอง
การกระทำของกัสนั้นแม้จะดูเหมือนไร้น้ำใจไปสักหน่อยทว่ามันกลับทำให้คนในกลุ่มหนูใต้ดินผ่อนคลายลงได้มากทีเดียว
ซึ่งต้องบอกว่ายิ่งกัสจากไปได้เร็วเท่าไหร่พวกมันก็ยิ่งสบายใจเร็วขึ้นเท่านั้นซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะความเคยชินของการถูกกดขี่ หรือว่าความหวาดกลัวที่มีต่อตัวกัสกันแน่
ในขณะที่กัสสั่งงานและกวาดเอาของดีๆไปแล้วเหลือของป่าทิ้งไว้ให้นั้น ไลท์บลูมมองเห็นทุกอย่างดีและอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาน้อยๆด้วยความสำนึกและขอบคุณ
หลังจากกัสจากไปวิถีชีวิตของคนในดินแดนแห่งนี้ก็ค่อยๆกลับมาสงบสุขเหมือนเดิมอีกครั้ง แม้จะมีคำพูดนินทาหลุดออกมาบ้างตามประสา เสียงสบถดังขึ้นบ้างหรือการแสดงความไม่พอใจออกมาบ้างก็ไม่น่าแปลกอะไร
แต่ยามที่พวกมันได้เห็นของกินที่ยังเหลืออยู่สีหน้าของพวกมันก็ดูดีขึ้นมาก เมื่อรวมกับอุปกรณ์ที่อยู่ในมือพวกมันก็เริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจังด้วยกำลังใจที่มากยิ่งกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่งกัสที่ยังสับสนกับวิถีชีวิตของคนที่ถูกกดขี่ก็ค่อยๆคิดถึงเหตุผลที่ทำให้คนเหล่านี้เป็นแบบนี้ รวมไปถึงเหตุผลที่ทำให้ไลท์บลูมร้องขอในสิ่งที่ยากจะเข้าใจแบบนี้ออกมา
แม้จะสงสัยทว่ากัสก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้มากนักจึงสลัดความคิดนี้ออกไปจากหัวแล้วหันกลับไปให้ความสนใจสิ่งที่เขาได้รับมาแทน
‘กล่องเก็บผลผลิตระดับ 5 ด้วยสิ่งนี้ปัญหาด้านเสบียงอาหารก็จะหมดไป’
คิดแล้วกัสก็อมยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแล้วตรงไปยังยุ้งฉางของเขาแล้วบอกให้ทุกคนมาช่วยกันขนอาหารที่เก็บไว้ในยุ้งฉางออกไปขายให้หมด
คำสั่งของกัสนั้นทำให้ทุกคนตกใจกันน่าดูแต่หลังจากได้เห็นอาหารที่อัดแน่นอยู่ในกล่องระดับ 5 ที่กัสนำออกมาก็พากันแตกตื่นตกใจกับปริมาณอาหารที่มากมหาศาลของมัน
“ท..ทำไมมันเยอะแบบนี้อะพี่กัส!! พี่ไปหามาจากไหนเนี่ย!!”
“สุดยอดเลยค่ะท่านพี่!! มีของที่น้องไม่เคยเห็นด้วย!”
สองสาวส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นยินดี ขณะที่คนอื่นๆ นั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงโดยเฉพาะซีต้าที่มองดูกล่องเก็บผลผลิตระดับ 5 ในมือของกัสด้วยความตกใจ
กล่องระดับ5 ใบนี้เป็นอุปกรณ์พิเศษ เรื่องนี้เธอพอจะทราบอยู่บ้างและรู้ว่ามันเป็นอุปกรณ์เพียงชนิดเดียวที่สามารถนำออกมาจากดันเจี้ยนได้โดยไม่ต้องผ่านวิธีการปรับสภาพหรือควบแน่นใดๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอตกใจก็คือผลผลิตที่อยู่ภายในต่างหาก สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะนำออกมาด้วยได้หากไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวและการที่มันอัดแน่นอยู่แบบนี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้ซีต้าตกตะลึง
กล่องระดับ1 ใส่ผลผลิตได้ 10 ชิ้น และเพิ่มเป็นสิบเท่าในทุกระดับ กล่องระดับ 5 จึงใส่ได้ 1 แสนชิ้นซึ่งถ้าจะนำผลผลิตจำนวน 1 แสนชิ้นออกมาจากดินแดนอื่นแล้วละก็ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า1 ล้านชิ้นถึงจะนำออกมาได้
ผลผลิตจำนวน1 ล้านชิ้น นี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ที่จะนำออกมาได้ง่ายๆ ทำให้ซีต้าตกใจที่กัสนำมันออกมาได้ง่ายๆแบบนี้
แม้ทุกคนจะสงสัยทว่ากัสก็ยังไม่คิดที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจนอกจากบอกให้ทุกคนจัดการย้ายผลผลิตทั้งหมดในยุ้งฉางออกไปขายแล้วแทนที่ด้วยอาหารที่นำออกมาจากกล่องแทน
ต่อจากนั้นกัสก็ค่อยๆเล่าเรื่องที่เขาทำลงไปให้ฟังเว้นเพียงเรื่องของไลท์บลูมที่กัสคิดว่าคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักที่จะเล่าเรื่องพวกนี้ให้น้องสาวของเขาฟัง
ท้ายที่สุดทุกคนก็เข้าใจว่ากัสได้กลายเป็นเจ้าของดินแดนอีกแห่งหนึ่งไปแล้วและตอนนี้เขาก็ใช้วิธีนำเข้าเสบียงอาหารจากดินแดนอีกแห่งเข้ามาเพื่อลดภาระด้านอาหารที่หนักอึ้งของพวกเขา
“แบบนี้เอง..สุดยอดไปเลยนะคะท่านพี่!! แบบนี้ท่านพี่ก็ไม่ต้องลดอาหารแล้วใช่ไหมคะ!!”
รอยยิ้มของกัสสั่นกระตุกนิดๆ ตอนที่น้องสาวคนโตของเขาพูดเรื่องนี้ออกมาพลางพยักหน้าแทนคำตอบซึ่งทำให้น้องสาวของเขาดูจะยินดีมากเป็นพิเศษเลยทีเดียว
สำหรับเรื่องนี้กัสไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมแต่เมื่อเห็นน้องสาวมีความสุขเขาก็ยิ้มได้และตอบรับกลับไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
คล้อยหลังจากการอธิบายของกัสงานฉลองเล็กๆ ก็ถูกจัด ปริมาณอาหารที่ถูกลดเอาไว้หลายวันก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทำให้ทุกคนดื่มกินอย่างมีความสุขเป็นที่สุดเล่นเอากัสที่กินมาก่อนหน้านี้แล้วจำต้องกินเข้าไปอีกจนน้ำหนักขึ้นมาอีกหลายสิบกิโลกรัมเลยทีเดียว