นางตั้งเตาและลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเองตามสูตรที่เคยได้รับคำชมจากพี่เลี้ยง ในขณะที่ท้องฟ้าด้านนอกค่อยๆ เปลี่ยนสีไปทีละนิด บ่งบอกว่าแสงสว่างกำลังหมดลง เสียงนกและสัตว์น้อยใหญ่ที่ออกหาอาหารพากันส่งเสียงร้อง ท่ามกลางความเงียบของธรรมชาติ ซูเจินยังคงปรุงอาหารด้วยความตั้งใจ ใบหน้าสวยงามบรรจงกะปริมาณเกลือที่ใส่ลงหม้อพลางปิดฝาเป็อันเสร็จสิ้น ก่อนจะเผลอหันมองมายังองค์รัชทายาทที่กำลังเอนกายหลับ นางละจากเตาแล้วค่อยๆ ขยับกายมาใกล้ คราวนี้หญิงสาวจับจ้องพินิจไปทั่วทั้งร่างกาย สองมือยกขึ้นมาเท้าคางพลางทำตาหวาน
“เหตุใดจึงได้งดงามเยี่ยงนี้” ก่อนรู้สึกถึงหัวใจที่กำลังเต้นแรง พลางขมวดคิ้วแล้วยกมือขึ้นจับที่หน้าอกด้านซ้าย ดวงตากลมเบิกกว้างแล้วรีบถอยออก เมื่อนึกถึงคำพูดของลี่เซียนที่เคยสอนบางอย่างไว้
“ความรักเป็เช่นไรเหรอพี่ลี่เซียน ท่านพ่อกับท่านแม่ชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ”
“ตอนนี้ราชธิดาอาจยังไม่เข้าใจ ด้วยเพราะเยาว์นัก แต่สืบจากนี้ไปไม่นานราชธิดาก็จะทราบเองเพคะ”
“ทราบได้อย่างไร”
“ราชธิดาจะทราบ จากการเต้นของหัวใจเพคะ” ซูเจินหันมองพี่เลี้ยง การเต้นของหัวใจเกี่ยวอันใดกับความรัก นางยังคงเอียงศีรษะไปมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนรอยยิ้มของลี่เซียนจะคลี่ออกช้าๆ แล้วค่อยๆ อธิบาย
“หากหัวใจเต้นแรงและเร็ว เวลาอยู่กับชายใด ให้ราชธิดาจำไว้ว่าชายผู้นั้นทำให้ท่านมีความรักเพคะ” ในตอนนั้นซูเจินไม่เข้าใจนัก ทว่าในยามนี้นางยังคงจับหัวใจตัวเอง แล้วเพ่งมองไปยังองค์รัชทายาทพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนเขาจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“ข้าวเสร็จพอดี ท่านตื่นมากินเสียหน่อยนะ” ซูเจินพูดตะกุกตะกัก แล้วรีบหันไปเปิดฝาหม้อด้วยท่าทางพิรุธ พลันมือไม้อ่อนจนทำให้ฝาหม้อหลุดจากมือ
“เ้าเป็อะไร” เขาถามในขณะที่กำลังก้าวเดินมาหา หัวใจคนตัวเล็กกลับยิ่งเต้นแรงขึ้น ซูเจินหลับตาแล้วตอบกลับในทันที
“ไม่เป็อะไร ท่านออกจากตรงนี้ไปก่อน” องค์รัชทายาทแปลกใจ ก่อนจะหยุดเดิน มองดูท่าทางลนลานผิดแปลกของนางด้วยกิริยานิ่งเฉย ครู่หนึ่งเมื่อซูเจินตั้งสติได้จึงค่อยๆ ยกอาหารมาวางแล้วสูดหายใจเข้าสุด เพื่อควบคุมร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ
รสชาติอาหารหลังจากองค์รัชทายาทตักชิมครั้งแรก ปรากฏว่าดีกว่าที่คิดไว้มาก นางมีความสามารถด้านการทำอาหารและดนตรีอย่างที่ใครก็เทียบไม่ได้ ทั้งหมดเขาเพียงแค่คิดในใจโดยมีใบหน้านิ่งเฉยเคลือบไว้ ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
“จริงสิท่านยอดฝีมือมีนามว่าอะไร ส่วนข้ามีนามว่าซูเจิน” หญิงสาวคีบอาหารเข้าปากแล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“เ้าเรียกข้าว่ายอดฝีมือเช่นเดิม ชื่อนามของข้ายังไม่ถึงเวลาที่เ้าต้องรู้” หญิงสาวเอียงศีรษะเล็กน้อย ทว่าไม่ก้าวล่วง ในเมื่อเขาเต็มใจให้เรียกว่ายอดฝีมือก็เป็ไปตามนั้น
บริเวณสระน้ำสีเขียวมรกต องค์ชายรองมานั่งรอองค์รัชทายาทเกือบทุกวัน หากแลกได้เขาจะเป็ฝ่ายออกไปตามหาท่านผู้เฒ่าหานตงด้วยตัวเอง เพราะหลังจากโจวอี้เฟยได้รับาานุญาตให้ออกไปทำตามความมุ่งหวังแล้ว พระมหาจักรพรรดิดูเหมือนจะเริ่มอ่อนแอลง ด้วยพระวรกายที่ไม่แข็งแรงหากแต่ไม่สามารถขัดพระทัยองค์รัชทายาทได้
“เจิ้งหลี่ องค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกเหรอ” องค์ชายรองหันกลับไปพบว่าเป็สุรเสียงขององค์พระมหาจักรพรรดิ จึงรีบทำความเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นนั่งเถิด” องค์ชายรองทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย สายตาคมจับจ้องสังเกตอาการพระมหาจักรพรรดิด้วยความเป็ห่วง
“ท่านพ่อเสวยยาหลวง ตรงเวลาฤาไม่” เขาหันไปถามทหารใกล้ชิด
“ตรงเวลาพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพ่อ อย่าได้เป็ห่วงองค์รัชทายาทไปเลย ฝีมือพลังเวทขององค์รัชทายาทยากหาใครเทียบ ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายองค์รัชทายาทได้”
“เื่นั้นข้ารู้ แต่ข้ากลัวว่าหากโจวอี้เฟยหาท่านผู้เฒ่าไม่พบ แลไม่สามารถฝึกพลังเวทขั้นแปดสำเร็จ เขาจะไม่ยอมรับตำแหน่งพระมหาจักรพรรดิต่อจากข้า เช่นนั้นแล้วก็มีเพียงเ้าที่ต้องสืบต่อจากข้า เ้าไหวฤาไม่” องค์พระมหาจักรพรรดิมององค์ชายรองด้วยความเป็ห่วง
“ทุกอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ... เ้าสองคนเหมือนกันไม่มีผิด ต่างฝ่ายต่างยัดเยียดให้กันและกัน ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่าการเป็จักรพรรดินั้นน่ารังเกียจนักฤา”
“หาได้เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ตำแหน่งนี้ข้าไม่คู่ควรเท่านั้นเอง”
“จะคู่ควรฤาไม่ ข้าเป็คนตัดสินใจ” ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังพูดคุยกันท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งมีสระน้ำมรกตคอยส่องประกายความสวยงาม พระสนมเจียวจินยิ้มย่องออกมาอย่างมีความหวัง หากไม่มีองค์รัชทายาท เจิ้งหลี่องค์ชายรองก็จะเป็ผู้สืบตำแหน่งพระมหาจักรพรรดิสืบไป ความยิ่งใหญ่แลอำนาจมากมายล้นมือรออยู่ ไม่อาจปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป