ตอนที่ 1
ผีหลอกผีด้วยกัน
ขนตาแพรหนาเรียงกันสวยงามกำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะ ยามที่สายตากระทบกับแสงจ้า จนต้องเอามือขยี้ตาเล็กน้อยก่อนสายตาจะสามารถปรับระดับแสงสว่างได้ ความรู้สึกแรกยามตื่นคือเรี่ยวแรงที่หดหายไปจนไม่สามารถลุกขึ้นนั่งเองได้ ทำได้เพียงกะพริบตาไปมา เพื่อสำรวจสิ่งของรอบตัว
'เอ๋ โรงพยาบาลเหรอ ทำไมบรรยากาศช่างแปลกประหลาดจัง ดูๆแล้วคล้ายกับเต็นท์เวลาที่เราไปพักผ่อนตามธรรมชาติเสียมากกว่า ผิดแต่สีผ้าดูจะเก่ามาก'
เพิ่งตื่นขึ้นมาแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีกครา จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก เธอหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้กลับฝันแปลกประหลาด เธอฝันเห็นเด็กผู้หญิงร่างกายผอมบาง ผิวขาวเหลืองซีดเซียวกวักมือเรียกให้เธอเดินเข้าไปหา
"นี่หนู้าให้พี่สาวช่วยอะไรหรือจ๊ะ" ปานตะวันก้มหน้าเล็กน้อยกล่าวถาม
เด็กหญิงคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามกับเธอ เพียงยืนก้มหน้าเศร้า แล้วชี้มือไปยังร่างของเด็กหญิงอีกคนที่กำลังนอนนิ่งอยู่ใกล้ๆกับจุดที่เด็กคนนี้ยืน
เด็กผู้หญิงที่นอนหลับตานิ่งกับเด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอมีหน้าตาเหมือนกันมาก ราวกับว่าพวกเธอคือฝาแฝดกัน
"หนู้าให้พี่ช่วยอะไรหนูเหรอจ๊ะ" ปานตะวันกล่าวถามอีกครั้ง
"ได้โปรดช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ"
น้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าหมองประกอบกับคำพูดที่แปลกประหลาดคล้ายกับนิยายสมัยโบราณที่เธอเคยอ่าน อีกทั้งชุดที่เด็กผู้หญิงทั้งสองคนสวมใส่ดูไปแล้วยิ่งเหมือนคนยุคโบราณ
ปานตะวันพยายามข่มใจไม่คิดมากอะไรก่อนกล่าวถาม "คู่แฝดของหนูเขาเป็อะไรหรือจ๊ะ ทำไมถึงได้นอนหลับไม่ได้สติแบบนี้"
"พลัดตกน้ำเ้าค่ะ" น้ำเสียงจากเด็กสาวฟังดูเ็าและเหน็บหนาวในเวลาเดียวกัน
"แล้วทำไมไม่พาน้องเขาไปหาหมอล่ะจ๊ะ" หญิงสาวเหลือบตามองเพียงครู่ ในใจรู้สึกสงสารจับใจ
"เขาตายแล้ว หมอช่วยเขาไม่ทันเ้าค่ะ" เด็กน้อยยังคงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ใบหน้าก้มต่ำอยู่เช่นเดิม
"พี่เสียใจด้วยนะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ใจ เมื่อทราบว่าเด็กน้อยคนนั้นเสียชีวิตลง ยังเด็กอยู่เลยไม่น่ามาตายก่อนเวลาอันควร
"เ้าค่ะ" เด็กสาวพยักหน้าเบาๆ ราวกับย้ำเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจหวนกลับคืน......
"แล้วหนูจะทำยังไงต่อจ๊ะ"
ถึงจะเศร้าแค่ไหน คนที่ยังอยู่ก็ต้องไปต่อ...ให้ได้
"ข้าไม่อาจพาร่างนี้ไปด้วยได้"
"อ้อ จ๊ะ แล้วยังไงต่อ" เธอพยายามจะทำความเข้าใจประโยคที่เด็กหญิงคนนี้กล่าว อดไม่ได้ที่จะหันไปมองร่างไร้ลมหายใจที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น
"ข้า้าให้พี่สาวช่วย....ช่วยอยู่ในร่างนี้แทนข้า" ความหวังสุดท้ายของห้วงจิติญญาที่ยังไม่สามารถตัดใจจากไปได้
"ห๊า!!!” ปานตะวันใกับประโยคคำขอจากเด็กสาว มองเด็กสาวตรงหน้าสลับกับมองร่างเด็กสาวบนพื้นด้วยสีหน้าซับซ้อน พยายามปลอบใจตนเองให้สงบใจลง “จะบ้าเหรอหนูใครเขาจะอยู่ในร่างคนอื่นได้กัน" เธอมองหน้าเด็กคนนี้พูดปนขำ เพราะคิดว่าเด็กคนนี้กำลังล้อเล่นกับเธออย่างแน่นอน
"ข้าไม่ได้บ้าเ้าค่ะ แต่เป็ความจริง"
"หนูอย่าอำพี่เล่นเลย มันไม่ตลกหรอกนะ ใครเขาจะเข้าไปอยู่ในร่างคนอื่นได้กันล่ะ หากไม่ตายไปแล้ว.....แต่เอ๊ะ!!! " ปานตะวันพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอถึงกลับใจนตัวสั่นไปหมด มองดูสภาพแวดล้อมรอบข้างตนเอง เต็มไปด้วยหมอกสีขาวดูคลุมเครือ "อย่าบอกนะว่าฉันตายไปแล้ว ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ" เธอยกมือขึ้นจับศีรษะตนเองทั้งสองข้างพลางส่ายหน้าไปมา รู้สึกถึงความไม่ยินยอมกับเหตุการณ์ตอนนี้
"พี่สาวก็ตายไปแล้วเหมือนกันกับข้าอย่างไรล่ะเ้าคะ" คราวนี้เด็กผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเป็คนตอบคำถามคาใจหญิงสาว
"อย่าล้อกันเล่น มันไม่จริงใช่ไหม พี่จะตายได้อย่างไร พี่ยังยืนคุยกับหนูอยู่นี่ไง" ปานตะวันกล่าวยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น พลางส่ายหน้าไม่ยอมเชื่อคำกล่าวของเด็กสาวแม้แต่น้อย เด็กคนนี้คงอำให้เธอใเล่นอย่างแน่นอน
"เพราะข้าก็เป็ิญญาเช่นเดียวกันกับพี่สาวอย่างไรล่ะเ้าคะ ถึงได้สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้"
"อย่าบอกนะว่า เด็กผู้หญิงที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็ๆๆ.....หนู!!!" ปานตะวันถึงกับพูดติดๆขัดๆไปแล้ว ยามนี้ขนกายพร้อมใจกันลุกชันไปหมดทั้งตัว นี่เธอกำลังยืนคุยกับิญญาอยู่หรอกหรือ
เด็กผู้หญิงคนนั้นขยับเข้ามาใกล้ ค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ "ใช่เ้าค่ะ" น้ำเสียงฟังเย็นเยือกยืนยันชัดเจน
"ผะ ผะ ผะ ผีหลอก!!!" ปานตะวันหันหลังกลับ หลับตาปี๋ พยายามวิ่งหนีผีด้วยความกลัวสุดขีด จะอยู่ทำไมล่ะ โกยสิ.....
‘ฮา...เหนื่อยมาก’
เธอรู้สึกว่าตนเองวิ่งจนเหนื่อยหอบหายใจแทบไม่ทัน และอาจจะหนีพ้นแล้วเช่นกัน จึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง "ในที่สุดฉันก็หนีผีมาได้...โอ๊ยรอดแล้วเรา" ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นตบอกของตัวเอง
แต่เมื่อเธอก้มมองเท้าตนเองโดยบังเอิญถึงกลับตื่นตระหนก ‘อ้าว..แล้วทำไมยังอยู่ที่เดิมได้’
นี่เธอวิ่งย้ำเท้าอยู่กับที่หรอกหรือนี่ ปานตะวันตัดสินใจค่อยๆหันหน้ากลับไปมองด้านหลังตนเองด้วยสีหน้าหวาดระแวง เด็กผู้หญิงคนนั้นยังยืนก้มหน้าแนบชิดแผ่นหลังเธออยู่เช่นเดิมไม่ไปไหน
"อย่าหลอกอย่าหลอนกันเลย พี่สาวจะหมั่นทำบุญกรวดน้ำไปให้ ไปสักทีเถอะ ฮือๆ พี่สาวกลัวแล้ว ฮือๆๆ กลัวจริงๆนะ" เธอถึงกับร้องไห้พนมมือขอร้องเพราะกลัวจนแทบเสียสติไปแล้ว หากไม่ไปคงได้ฉี่ราดตรงนี้อย่างแน่นอน
"ตายก็ตายไปเหมือนกัน ท่านจะกลัวข้าไปทำไม ท่านก็เป็ผีเช่นเดียวกันกับข้า ท่านนี้ดูแปลกพิกล" เด็กสาวเอียงคอกล่าวถามด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจการกระทำอันตื่นตระหนกของพี่สาวตรงหน้า
"พี่สาวจะตายได้ยังไง" ปานตะวันกล่าวจบร่างกายของเธอเริ่มโปร่งแสงดังเช่นเด็กผู้หญิงตรงหน้าเธอ
"ไม่ ไม่จริงฉันยังไม่ตาย ฉันต้องฝันอยู่แน่ๆ ตื่นสิตื่นสักทีปานตะวัน เธอต้องหลับลึกถึงได้ฝันประหลาดแบบนี้" ปานตะวันยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นตบที่แก้มไปมาอยู่หลายครั้ง ราวกับเื่นี้เป็แค่ความฝันตื่นหนึ่งเพียงเท่านั้น
"นี่ไง ฉันฝันจริงๆ ขนาดฉันตบหน้าตัวเองแรงๆยังไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด" เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะตบอย่างไรก็ไม่รู้สึกเจ็บ
"คนตายที่ไหน เขาตบตนเองแล้วเจ็บเ้าคะ เอาล่ะข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว รบกวนพี่สาวช่วยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แทนข้าที และฝากดูแลท่านพ่อบุญธรรมของข้าด้วย ชาตินี้ข้าวาสนาน้อยนิดไม่อาจตอบแทนท่านได้ ขอให้พี่สาวช่วยทำหน้าที่นี้แทนข้าด้วยเ้าค่ะ" เป็คำขอสุดท้ายของเด็กสาว หลังจากกล่าวจบก็ไม่ได้รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด เด็กสาวผลักพี่สาวตรงหน้าตนให้ล้มทับร่างกายเนื้อของตนเองที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นจนเกิดแสงสว่างวาบขึ้น ก่อนที่ร่างิญญาของเด็กสาวคนนี้จะค่อยๆเลือนหายไป....สู่ภพภูมิที่ไม่อาจทราบได้ว่าคือที่ใด
"ขอบคุณ" เสียงสุดท้ายจากเด็กสาวแววมาจากที่ห่างไกลออกไป ก่อนจะเลือนหายไปชั่วนิรันดร์
ปานตะวันรู้สึกอึดอัดจากฝันประหลาดนี้เป็อย่างมาก เธอส่ายหน้าไปมาเพื่อให้หลุดพ้นสักที สุดท้ายก็ตื่นขึ้นมาจนได้
ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมากลับพบกับภาพเต็นท์สีเทาหม่นหลังเดิม ยิ่งรู้สึกมึนงงไปหมด เธอจดจำได้ว่าภาพสุดท้ายก่อนสิ้นสติไปคือการร้องเพลงอยู่หน้าเวที ก่อนที่เสียงปืนจะหยุดทุกอย่างลง เธอยกมือขึ้นกุมอกด้านซ้าย ของเหลวสีแดงอุ่นๆกำลังไหลออกมาราวกับเขื่อนแตกจากอกข้างซ้ายของเธอ
นึกได้เช่นนั้นจึงยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายของตนเองอีกครั้ง กลับไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด กลับกันเธอรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่เคยมีดูจะลดลงไปอย่างมาก จนไม่สามารถลุกขึ้นนั่งเองได้ ทำได้เพียงขยับแขนขาเพียงเล็กน้อย 'หรือเธอโดนยิงจนเป็อัมพาตไปแล้วจึงขยับตัวไม่ได้' เป็เหตุผลที่มีความเป็ไปได้ที่สุด
สักพักก็มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยเปิดผ้าเต็นท์เดินมาที่เธอ แล้ววิ่งกลับออกไปด้วยสีหน้าตื่นใ ได้ยินเสียงะโเรียกใครต่อใครอีกไม่รู้มากมายให้วิ่งกรูเข้ามามุงดูเธอราวกับเธอคือคนสำคัญสำหรับพวกเขา ถ้อยคำมากมายที่ถาโถมถามกระหน่ำราวกับคลื่นทะเลซัดเข้าฝั่ง ทำราวกับว่าพวกเขารู้สึกดีใจหนักหนา เธอรู้สึกปวดหัวอย่างแรงจนต้องยกมือทั้งสองข้างกุมขมับ ก่อนสลบไปอีกครั้ง
ยามตื่นขึ้นมาคราวนี้ถึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงเื่ราวทั้งหมด จนอดที่จะกอดตัวเองร้องไห้ไม่ได้ ตายแบบไม่ได้ตั้งใจ ตายแบบไม่ได้เอ่ยวาจาร่ำลาใครสักคน มันช่างเ็ปเหลือแสน เด็กสาวร่างนี้ก็เป็เหมือนเช่นเดียวกันกับเธอ การตายโดยไม่ได้ร่ำลาใคร ช่างเป็การจากโดยไม่ได้ลาโดยแท้...... แต่ยังดีที่เด็กสาวคนนั้นยังสามารถฝากฝังถึงสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจกับเธอได้ แล้วเธอล่ะจะไปฝากฝังสิ่งที่ค้างอยู่ในใจกับใครที่ไหนได้ ์ช่างลำเอียงเกินไปแล้ว ชีวิตที่กำลังรุ่งเรืองมีเงินทองมากมาย แต่กลับไม่สามารถได้มีโอกาสได้ใช้.....
ถึงแม้เธอจะเป็เด็กกำพร้าที่เติบโตมากับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านพุทธา แต่เธอก็มีแมวอยู่หนึ่งตัวที่เธอรักและรู้สึกเป็ห่วงมันเหลือเกิน มันเป็ทั้งเพื่อนและสัตว์เลี้ยงที่ทำให้นางคลายเหงาได้เสมอ ในยามที่เธอได้จากโลกใบนั้นไปแล้ว มันจะรู้ไหมว่าทาสแมวเช่นเธอจะคิดถึงมันมากเพียงใด
หญิงสาวคร่ำครวญอยู่ครึ่งค่อนวัน เธอก็สามารถปรับตัวยอมรับสภาพที่เป็อยู่ในตอนนี้ได้แล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเสียใจแค่ไหนก็กลับไปไม่ได้อยู่ดี สู้เริ่มต้นใหม่ที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ
ปานตะวันปาดคราบน้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้างออก เริ่มสำรวจร่างกายนี้อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น เด็กผู้หญิงที่นางเข้าไปอยู่แทนที่ ชื่อจางลี่จูเป็บุตรสาวบุญธรรมที่จางซ่งเหลียงพบเข้าระหว่างทาง ขณะเดินทางไปทำการแสดง เขาได้เก็บนางมาเลี้ยงั้แ่แบเบาะ โดยได้ฝากฝังให้ภรรยาของหมอหลี่ช่วยเลี้ยงดู เพราะเขายังไม่ได้แต่งภรรยา และเขาเองต้องออกเร่ร่อนทำการแสดงไปทุกหนทุกแห่ง จวบจนจางลี่จูอายุได้สิบสองขวบก็ได้ออกเดินทางเพื่อติดตามบิดาบุญธรรมเป็ครั้งแรก
คณะนักแสดงมีเพียงแค่สิบห้าชีวิตที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน โดยมีจางซ่งเหลียงบิดาบุญธรรมของนางเป็หัวหน้าคณะดนตรี และหมอหลี่ที่ทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยจางซ่งเหลียงพร้อมกับทำหน้าที่เป็หมอไปด้วยในคณะดนตรีเล็กๆ
หมอหลี่มีความรู้แต่ไม่ได้เก่งกาจมากมาย เขาเป็เพื่อนกับจางซ่งเหลียงมาั้แ่ยังเด็ก ทั้งสองมีนิสัยคล้ายคลึงกันคือ ชอบเดินทางพเนจรไปเรื่อย
ในขบวนมีหญิงสาวฝาแฝดอีกสองคนอายุราวๆ19-20 ปี แฝดคนโตชื่อเหมยเซียง ส่วนแฝดคนน้องชื่อเหมยฟาง พวกนางทั้งสองมีความสามารถในการเล่นดนตรีและทำอาหาร ชายหนุ่มอีกคนอายุราวๆ16 ปี ชื่อเต้าิซื่อ เขาเป็นักดนตรีเช่นเดียวกัน และผู้ชายที่เหลืออีก 9 คนเป็นักดนตรีและผู้คุ้มกันขบวน แต่ละคนมีอายุเกือบจะ30ปีกันแล้ว
ยามเมื่อตื่นขึ้นมาคราแรกๆนางไม่สามารถขยับตัวได้มากมาย เนื่องจากร่างกายนี้สลบไม่ได้สติเป็เวลายาวนานถึง 7 วัน กว่าจะปรับตัวได้ก็ใช้เวลาถึง 3 วัน ร่างกายนี้ผอมแห้งราวกับโครงกระดูกเดินได้ มีเพียงหนังที่ยังหุ้มกระดูกกับลมหายใจเข้าออกที่ยังสามารถยืนยันได้ว่าร่างกายนี้ยังมีชีวิตอยู่ ดูท่าแล้วเด็กคนนี้น่าจะขาดสารอาหารมากโข
"ตื่นแล้วหรือลี่เออร์" จางซ่งเหลียงบิดาบุญธรรมเดินเข้ามาภายในเต็นท์เก่าๆหลังนี้กล่าวถาม
"เ้าค่ะ" นางยกยิ้มบางๆ พยายามจะเป็ลี่จูคนเดิมให้แเีที่สุด
"หิวข้าวหรือไม่ ออกไปทานข้าวกันเถอะ" บิดาบุญธรรมกล่าวชวน เอื้อมมือมาช่วยพยุงบุตรสาวให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน
"หิวแล้วเ้าค่ะ" นางจะไม่หิวได้อย่างไรเมื่อคืนทานเพียงโจ๊กใสๆมีข้าวอยู่ก้นชามเพียงไม่กี่เมล็ดเอง น้อยนิดเช่นนั้นไม่พอสำหรับความหิวโหยของนางได้
"งั้นไปทานข้าวกัน ทุกคนกำลังรอลูกอยู่" จางซ่งเหลียงจูงมือบุตรสาวเดินออกไปนอกกระโจม เขาพาบุตรสาวมานั่งรวมกับสมาชิกภายในคณะ
"ขอโทษที่ทำให้รอนานเ้าค่ะ" เมื่อเห็นว่าทุกคนนั่งรอนางเพียงคนเดียวจึงต้องกล่าวคำขอโทษกับทุกคนด้วยความเกรงใจ
"ไม่เป็ไรมานั่งเถิดลี่เออร์" ท่านหมอหลี่เป็คนกล่าวแทนทุกคน
"เ้าค่ะ" นางนั่งลงข้างๆกับบิดา แอบสำรวจใบหน้าของแต่ละคนไปด้วย
ทุกคนต่างนั่งล้อมวงกินข้าวในชามของตนเอง จะเรียกว่าข้าวก็ดูจะไม่ถูกเสียเท่าไหร่ เพราะในนั้นมีน้ำเป็ส่วนประกอบเสียมากกว่าเมล็ดข้าว แทบจะนับจำนวนได้ ส่วนอาหารบนจานเป็ปลาย่างเกลือ คาดว่าน่าจะจับมาจากแม่น้ำที่นางตกลงไปนี่แหละ
ลี่จูนั่งกินเงียบๆไม่ได้เื่มากกับอาหารตรงหน้า ถึงแม้จะดูอัตคัดไปหน่อย แต่ก็ต้องฝืนกินไม่งั้นนางอาจจะหิวจนท้องกิ่ว
แม้ชีวิตก่อนจะไม่ได้ดูลำบากถึงเพียงนี้ แต่ที่นี่คือยุคโบราณที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย มีให้กินก็ดีแล้ว คิดเสียว่าตนเองมาเปลี่ยนบรรยากาศ
จางซ่งเหลียงขยับจานปลาย่างใกล้บุตรสาว "ทานเยอะๆสิลี่เออร์ ลูกต้องบำรุงให้มากๆเพราะพึ่งจะหายป่วย"
"เ้าค่ะ" ลี่จูมองดูปลาในจานที่บิดาขยับมาตรงหน้านาง นางคีบกินไม่กี่คำ เพราะรู้สึกเกรงใจคนอื่นๆ คนทั้ง 15 คนกินปลาด้วยกัน7ตัว ถึงจะตัวใหญ่แต่ดูแล้วไม่น่าจะพออิ่มกัน
หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยทุกคนช่วยกันเก็บกระโจมพร้อมที่จะออกเดินทาง พวกเขาหยุดพักตรงริมแม่น้ำมาราวๆ 10 วันแล้ว เมื่อนางฟื้นจึงต้องออกเดินทางต่อกัน