ส่วนสถานการณ์ภายนอกนั้นเริ่มวุ่นวายตั้งแต่ข่าวการถูกจับกุมของเทียนคงแพร่สะพัดออกไปในวันแรกเลยทีเดียวโดยบุคคลแรกที่ออกมายื่นเรื่องเพื่อค้านข้อกล่าวหาให้เทียนคงไม่ใช่ใครอื่นเป็นหลิวเย่อิ๋งนั่นเอง
นางทราบเรื่องหลังจากที่เทียนคงถูกจับกุมไปหลายชั่วโมงเพราะก่อนหน้านั้นหลิวเย่อิ๋งกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำสัญญาการค้ากับแขกที่มาร่วมงานแสดงในวันนั้นแต่ก็ตรงดิ่งไปที่อาคารว่าการเมืองเพชฌฆาตอสูรในทันทีที่ทราบข่าวเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาแต่สิ่งที่ทำได้ในเวลานี้มีเพียงการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคดีนี้เท่านั้น
ทำให้หลิวเย่อิ๋งและผู้คนตระกูลหลิวที่เป็นฝั่งผู้ร้องเรียนมีปากเสียงกันยกใหญ่จนถึงขั้นตัดญาติมิตร
ณ เรือนกลางตระกูลหลิว ผู้คนของตระกูลหลิวมากมายทั้งสายตรง สายรองที่เคยออกจากตระกูลหลิวกันไปแล้วก่อนหน้านี้ กำลังรวมตัวกันอยู่ที่เรือนนี้เพื่อถกเถียงเรื่องส่วนแบ่งทรัพย์สิน เพราะเมื่อไม่มีหลิวเยี่ยนเฟยแล้วก็ไม่มีสิ่งใดให้พวกเขาต้องเกรงใจหลิวหงชิงอีกต่อไป
“ท่านแม่นี่ท่านเสียสติไปแล้วหรือ ... คุณชายเทียนคงเขาช่วยเหลือพวกเรามามากขนาดไหน ท่านยังสามารถหักหลังเขาเช่นนี้ได้... ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่” เย่อิ๋งกล่าวอย่างเดือดดาลท่ามกลางผู้คนมากมาย
“ลูกอิ๋ง ...เจ้าอาจถูกคนผู้นั้นหลอกลวงจนมองข้ามข้อเท็ทจริงไป ที่แม่ทำไปเพียงเพื่อไม่ให้เทียนคงเขาฉกฉวยของของเราไปก็เท่านั้นและหากเขาทำสำเร็จพวกเราจะเหลือสิ่งใดกัน ...” หลิวซีฉานผู้เป็นมารดาเย่อิ๋งพยายามอธิบาย แต่ยังไม่ทันพูดจบ เย่อิ๋งก็พูดแทรกขึ้นมาว่า
“คำก็สมบัติสองคำก็เงินทอง นี่ท่านเคยคิดเรื่องอื่นบ้างหรือไม่ ..”
“อิ๋งเอ๋อ ...ให้พ่อพูดเอง” เป็นหงชิง ที่นั่งเงียบมาตลอด ทนเห็นบุตรสาวของตนเองตำหนิมารดาต่อหน้าญาติพี่น้องต่อไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความกระอักกระอวน เขาผู้ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งต่าง ๆที่ตระกูลได้มาในช่วงหลังมานี้ ล้วนเป็นเทียนคงที่ลงมือดำเนินการให้อยู่เบื้องหลังแต่เขาก็ไม่สามารถอธิบายให้ญาติพี่น้องได้เพราะเขาก็ทราบเรื่องพวกนี้จากบุตรสาวเป็นหลัก และมีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ได้รับคำกล่าวเกี่ยวกับเทียนคงจากหลิวเยี่ยนเฟยเองซึ่งก็ไม่เคยบอกเขาเลยว่าเทียนคงเป็นศิษย์ แต่สิ่งที่เขารู้นั้น สำหรับเยี่ยนเฟยเทียนคงเป็นผู้มีพระคุณและได้กำชับเขาให้ปฏิบัติต่อเทียนคงอย่างดีที่สุดก็เท่านั้น
“พี่ใหญ่ ...ข้าไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดกับอาวุโสสามหรอกนะซึ่งก็คงต้องให้ทางการเป็นคนสอบสวน แต่ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อให้ท่านเปิดเผยทรัพย์สมบัติของอาวุโสสาม ในเมื่ออาวุโสจากไปแล้วสมบัติของเขา ย่อมต้องถูกแบ่งให้กับพี่น้องในตระกูล การที่ท่านปิดเงียบเช่นนี้ใช่ว่าท่านสมรู้ร่วมคิดกับเทียนคงนั่นด้วยหรือไม่ ...”
หนึ่งในญาติพี่น้องตระกูลหลิวเอ่ยขึ้นมาเขาแยกตัวออกจากการค้าของตระกูลเนิ่นนานแล้ว แต่ที่มาในวันนี้ก็เพียงเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้นและดูท่าผู้ที่มารวมตัวกันในวันนี้นั้น มีจุดประสงค์เดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะพอญาติผู้นี้เอ่ยประโยคนี้ออกมา ญาติคนอื่น ๆก็เอ่ยสมทบเห็นด้วยไปตาม ๆกันสร้างแรงกดดันให้หลิวหงชิงยิ่งนัก
เพราะอะไรน่ะหรือเพราะเขาเองก็ไม่ทราบว่าหลิวเยี่ยนเฟย มีสมบัติมากน้อยแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่เขาได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลนับครั้งได้เลยที่เขาได้พบกับเยี่ยนเฟยและเยี่ยนเฟยเองก็ไม่เคยบอกอะไรเขาเลยสักนิด
ในขณะที่หลิวหงชิงกำลังพูดไม่เข้าคายไม่ออกและอ้ำ ๆอึ้ง ๆอยู่นั้น เย่อิ๋งก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับมองบิดาด้วยความระอาเพราะไม่ใช่ท่านหรือที่บอกให้ข้าถอยออกมา แล้วเหตุใดถึงได้เป็นแบบนี้ล่ะนางจึงก้าวเข้าไปอีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงดังว่า
“ท่านกล้าใส่ร้ายบิดาข้าหรือ...” เย่อิ๋งตวาดใส่ชายผู้นั้น โดยไม่หลงเหลือความเคารพอีกต่อไป
“คุณหนูใหญ่... ข้าเพียงแค่กล่าวข้อเท็จจริง ยิ่งพวกท่านเก็บเงียบ มันก็ยิ่งชัดมิใช่หรือว่าพวกท่านอาจมีส่วนร่วมในแผนร้ายนี้ของเทียนคง”
“...ข้าไม่มีอะไรจะบอกพวกท่านทั้งนั้น ข้าทำสิ่งใด คุณชายเทียนคงทำสิ่งใดข้าและเขาย่อมรู้ดีแก่ใจ พวกท่านเองก็เช่นกัน ว่าสิ่งที่พูดปาว ๆออกมานั้นมีจุดประสงค์อะไร และอย่าลืมนะว่า การให้การเท็จใส่ร้ายผู้อื่น มีโทษอย่างไร”พูดจบนางก็สะบัดหน้าเดินออกไปจากเรือนกลางและมุ่งหน้าไปที่เรือนจำกลางของเมืองต่อไป โดยมีอีม่านติดตามไปด้วยและทิ้งให้คนที่เหลือถกเถียงเรื่องไร้สาระกันเอง
ระหว่างที่สองพี่น้องเดินทางไปที่เรือนจำอีม่านก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “น้องอิ๋ง เจ้าเชื่อจริง ๆหรือว่าคุณชายเทียนคงเป็นศิษย์ลับ ๆของอาวุโสสาม ก็เห็น ๆอยู่ว่าเขานั้นโกหกเหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นและไม่ยอมรับความจริงกันเล่า”
“เรื่องนั้นข้ารู้การที่คุณชายประกาศแบบนั้นออกมา ก็คงเพียงแค่แก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าในเมื่อเจ้าถามข้าแบบนี้ เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าบ้าง ว่าเจ้าเชื่อจริง ๆหรือว่าคุณชายเป็นคนวางแผนสังหารท่านอาสาม เพื่อสิ่งของพวกนั้นและเจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ ว่าก่อนหน้านี้ ท่านอาสามเป็นเช่นไรต่อหน้าคุณชายเทียนคง”
“......”เมื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาให้ถี่ถ้วนดี ๆแล้ว อีม่านก็เงียบไปเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เทียนคงจะต้องการอาวุธหรือสมบัติอื่น ๆของเยี่ยนเฟยเทียนคงมีความสามารถในการสร้างอาวุธระดับห้าขั้นสูงสุดได้ด้วยตัวเองและอีกอย่างที่ชัดเจนก็คือเป็นอาสามเองต่างหาก ที่เคยอ้อนวอนขอติดตามเทียนคงเมื่อคราก่อนและเขาก็ได้เป็นสักขีพยานด้วยสองตาตัวเองด้วย
อีม่านสลัดความสับสนภายในใจออกจนหมดความเชื่อมั่นในตัวเทียนคงกลับคืนมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณเจ้ามากที่เตือนสติ ... แต่ว่าเถอะ เจ้าคิดว่าคุณชายเทียนคงจะทำเช่นไรกับสถานการณ์นี้”
“เมื่อพบเขาเดี๋ยวเราก็รู้เอง ...”
หกวัน ก่อนการตัดสินคดีพ่อลูกตระกูลเหยา ก็ได้พบกันที่นครวิหคครามสองพ่อลูกปรึกษากันที่โรงน้ำชาแห่งหนึ่ง ภายในห้องส่วนตัวคุณหนูเหยาได้เล่าเรื่องต่าง ๆให้เจ้าสำนักเหยาฟัง ตั้งแต่เริ่มงานแสดง ไปจนถึงช่วงเวลาที่เทียนคงถูกจับกุม
ทันทีที่เจ้าสำนักเหยาได้ยินเรื่องอาวุธระดับจิตวิญญานเขาก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมา เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทราบเรื่องเกี่ยวกับอาวุธระดับนี้แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็พอทราบว่าอาวุธระดับนี้สร้างขึ้นมายากแค่ไหน จนหลายๆที่ว่าขานกันเป็นตำนาน ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง แต่มันกลับปรากฏขึ้นที่นี่แถมยังเกี่ยวข้องกับเทียนคงอีกด้วย นี่ยิ่งทำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้นไปอีกว่าเทียนคงไม่ใช่บุคคลธรรมดาแน่นอน และเขาก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วในตอนนี้ว่าจะทุ่มหมดหน้าตัก ในการเดิมพันข้างเทียนคง และสิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือการพาเทียนคงให้พ้นข้อกล่าวหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ให้ได้เพื่อสร้างผลงาน
ห้าวัน ก่อนการตัดสินคดีซินเหยียน คุณหนูโจว และไหเจิน ยังคงพักอยู่ที่เมืองเพชฌฆาตอสูรและกำลังหารือร่วมกับหลิวเย่อิ๋งและอีม่าน ที่ได้พบกันที่อาคารว่าการตั้งแต่วันแรกของการจับกุมตัวเทียนคง
คนทั้งสองกลุ่มไม่สามารถเข้าพบเทียนคงได้จากคำขาดของซุนจือหลินแม้ซินเหยียนจะพยายามใช้อำนาจของเชื้อพระวงศ์เข้ากดข่มก็ตามทีจนซินเหยียนจำต้องล่าถอยไปเพราะเกรงจะทำให้ชื่อเสียงของราชสำนักต้องด่างพร้อยไปเพราะนาง
ดังนั้นแล้วสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการสอบถามความสัมพันธ์ระหว่างเทียนคงกับหลิวเยี่ยนเฟยจากเย่อิ๋งเพื่อสร้างเหตุรองรับและข้อโต้แย้งในวันไต่สวน
สี่วัน ก่อนการตัดสินคดีเกิดเหตุไม่คาดคิดที่เมืองหน้าด่านของเมืองตระกูลกัวสาขาสี่ ซึ่งเป็นหัวเมืองหลักในการต่อต้านสัตว์อสูรทางทิศตะวันตก โดยมีทัพสัตว์อสูรจำนวนกว่าสามหมื่นตัวมีจ่าฝูงหรือแม่ทัพเป็นสัตว์อสูรระดับปรมาจารย์ห้าถึงสิบตัวด้วยกันบุกเข้าโจมตีเมืองด่านจนแตกพ่ายไปอย่างยับเยิน และตอนนี้พวกมันก็กำลังเคลื่อนทัพเข้าประชิดที่เมืองหลักของตระกูลกัวสาขาสองแล้ว
การบุกโจมตีของสัตว์อสูรในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ไม่ทันตั้งตัวซึ่งก็มาจากความชะล่าใจด้วยหลายส่วนที่พวกเขาเอาชนะการบุกโจมตีของสัตว์อสูรมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถึงขั้นสามารถบุกโต้กลับไปทลายรังถึงถิ่นที่อยู่ของพวกมันได้หลายครั้งจนไม่คิดว่าพวกมันจะสามารถทำสิ่งใดต่อพวกเขาได้อีกต่อไป จนลดทอนจำนวนทหารและผู้ใช้พลังลงไป
แต่นั่นคงเป็นแผนลวงที่พวกมันต้องการให้เป็นพวกมันรวมพลแล้วบุกอย่างรวดเร็ว ในช่วงของการตั้งกระบวนทัพใหม่จากการโยกย้ายคนทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้มหาศาลนักนับเป็นความเสียหายจากการโจมตีของสัตว์อสูรมากที่สุดตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่ดาววิหคครามเลยทีเดียวและดูท่าว่าความเสียหายนี้จะยังไม่จบลงอีกด้วย
ข่าวการบุกโจมตีที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาดนี้กว่าจะถูกส่งไปที่นครวิหคครามเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็กินเวลาไปมากกว่าหนึ่งชั่วโมงทำให้กองกำลังเสริมไม่สามารถเข้าช่วยเหลือที่เมืองหน้าด่านได้ทันการและมาประจำการที่หัวเมืองหลักแทน
การเรียกระดมพลของมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์กระจายไปทั่วดวงดาวทหารและผู้ใช้พลังจากหัวเมืองหลักอื่นๆถูกสั่งให้ไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ในทันที
และที่ขาดไม่ได้ในสงครามก็คือแพทย์สนามดังนั้นแล้ว ซินเหยียน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมหัวหน้าแพทย์ จึงต้องเดินทางไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ในทันทีเช่นกันส่วนเรื่องเทียนคง ก็คงต้องฝากให้เย่อิ๋งและอีม่านจัดการต่อ
โจวเฟิงเองที่กำลังวนเวียนอยู่ที่สุสานหลิวเยี่ยนเฟยเพราะพยายามหาทางเข้าไปที่สุสานใต้ดินเพื่อบอกเล่าเรื่องของเทียนคงให้ฟังแต่ก็ไม่สามารถเปิดใช้งานกลไกที่เทียนคงแสดงให้ดูคราก่อนได้พอได้ข่าวเรื่องการบุกโจมตีของสัตว์อสูรครั้งใหญ่จึงจำต้องปล่อยเรื่องเทียนคงเพียงเท่านี้ แล้วรุดเดินทางไปที่สนามรบก่อน เพราะอย่างไรบ้านเมืองย่อมต้องมาก่อน
ด้านเทียนคงเอง แม้จะถูกขังอยู่แต่เขาก็สามารถรับรู้ข้อมูลได้รวดเร็ว ไม่แพ้โลกภายนอกโดยอาจจะเร็วกว่าเสียด้วยซ้ำไป เพราะตัวเขาที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับควอนตัมทำให้ผู้คุมของที่นี่ไม่เข้าใจและไม่ทราบว่า สิ่งที่เทียนคงพกพาและสวมใส่อยู่นั้นคืออะไรจึงไม่ได้ยึดไว้ เพราะคิดว่าคงเป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดา หารู้ไม่ว่า นั่นคือนาโนสูทหรือชุดเกราะที่เทียนคงใช้ในการติดต่อและรับรู้สถานการณ์ภายนอกนั่นเอง
“ปิ๊บ ๆ ....”เสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับแสงสีเขียวจาง ๆที่กระพริบขึ้นมาในความถี่เดียวกันจากกระเป๋าภายในเสื้อของซินเหยียนที่กำลังมุ่งหน้าไปที่นครวิหคครามเพื่อเตรียมตัวในการไปสนามรบ
นางหยุดการเดินทางแล้วก้มมองดูความผิดปกตินี้จากนั้นจึงเดินหลบเข้ามุมหนึ่ง หันซ้ายหันขวาก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่เทียนคงได้มอบให้นางไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
“ท่านพี่ นั่นมันอะไรน่ะ”ไหเจินเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะสิ่งนี้มันช่างประหลาดโดยแท้
“....” ซินเหยียนยังไม่ตอบคำเพราะนางเองก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน จำได้แต่เพียงว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่เทียนคงมอบให้และตอนนี้มันดังขึ้น นั่นหมายความว่าเทียนคงอาจกำลังติดต่อมาหานาง ซึ่งก็ไม่ผิดหลังจากที่ตัวอุปกรณ์ได้แสกนบริเวณโดยรอบและเปิดระบบพลางตัวรอบซินเหยียนและพรรคพวกแล้วภาพโฮโลแกรมของเทียนคง ขนาดเท่าฝ่ามือ ก็ฉายขึ้นมาจากอุปกรณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้ซินเหยียนและไหเจินจนเกือบจะหงายหลังไป
เว้นแต่คุณหนูโจวที่คุ้นชินกับภาพโฮโลแกรมนี้แล้วจากการดูและศึกษาทักษะและท่วงท่าจากอุปกรณ์ที่เทียนคงมอบไว้ให้ก่อนหน้าเช่นเดียวกันแทบจะตลอดเวลาที่มีเวลาว่างจึงไม่ได้มีอาการตื่นตกใจแต่อย่างใด แต่กลับหน้ามุ่ยเล็กน้อยเพราะนางได้ทราบแล้วว่าเทียนคงไม่ได้มอบอุปกรณ์แบบนี้ให้นางเพียงคนเดียว
เทียนคงในรูปภาพโฮโลแกรมมองดูก็ทราบได้ว่า เขายังคงอยู่ในเรือนจำกลางของเมืองเพชฌฆาตอสูรเขาไม่รีรอสิ่งใดแล้วรีบแจ้งข้อมูลที่เขามีให้ซินเหยียนรับทราบในทันทีว่า“องค์หญิง มีทัพสัตว์อสูรอีกราวสามหมื่นตัว กำลังมุ่งหน้าไปที่เมืองหน้าด่านของเมืองประกายทองท่านรีบแจ้งสารนี้ให้กองหนุนของเมืองประกายทองรับทราบและเดินทางไปที่เมืองด่านโดยเร็วมิเช่นนั้นสภาพเมืองด่านนี้ได้เผชิญความเสียหายเช่นเดียวกับเมืองด่านก่อนหน้าแน่นอน”
ซินเหยียนยังจับต้นชนปลายไม่ถูกทั้งสงสัยว่าภาพนี้คืออะไร ทำไมจู่ ๆมันถึงทำงานได้ และข้อมูลนี้เทียนคงทราบได้อย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้ซักถามนางจึงมอบหมายภารกิจใหม่นี้ให้ไหเจินและคุณหนูโจว โดยให้ทั้งสองคนรีบไปที่นครวิหคครามเพื่อจัดเตรียมกองกำลังเสริมส่วนตัวนางจะล่วงหน้างไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่ก่อน เพราะที่นั่นมีผู้คนบาดเจ็บมากมายที่กำลังรอผู้รักษาเช่นนางอยู่
ก่อนที่ทั้งสามคนจะแยกย้ายเทียนคงก็ได้อธิบายรายละเอียดของกองทัพสัตว์อสูรทั้งสองทัพอย่างละเอียดให้ฟังเมื่อได้ทราบรายละเอียดแล้วซินเหยียนก็พยักหน้าเข้าใจพร้อมกับขอบคุณเทียนคงหลายครั้ง ก่อนจะรีบหยิบหินสื่อสารขึ้นมาเพื่อแจ้งข่าวและข้อมูลนี้ให้เจ้าเมืองประกายทองเจ้าเมืองตระกูลกัวสาขาสี่ และส่วนกลางได้รับทราบเพื่อเตรียมตัวรับมือสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆนี้...