เป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว หลังจากที่หวงเซียงจะจากไปอย่างกะทันหันและทิ้งทุกอย่างให้ค้างคาไว้อย่างนั้นภายในห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยม หลงเฉินกำลังถือแผ่นโลหะและสำรวจมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนแผ่นโลหะนั้นคือสิ่งที่เขาได้มาจากที่ราบสวรรค์พิโรธ“ข้าได้ของสิ่งนี้มาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสำรวจมันอย่างละเอียดเสียที เสี่ยวซี บอกทีว่าข้าใช้เจ้านี่ทำอะไรได้บ้าง?”แม้พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกัน ทว่าหลงเฉินก็ยังด้อยกว่าหวงเซียงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยในการประมือกันก่อนหน้านี้ ทักษะยุทธ์ของเขามักจะเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ เขาจึงไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่เก่งกล้าเหนือกว่าตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ที่เข้ามายั่วยุเขาก่อนแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่หลงเฉินก็จ่อมจมอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างยิ่งหลิงซีสนอกสนใจในแผ่นเหล็กลึกลับนี้มาตลอด แต่นางไม่เคยมีเวลาได้สำรวจมันอย่างจริงจังสักที เวลานี้นางปรากฏตัวออกมาจากกระบี่ ร่างเล็ก ๆ ของนางลอยวนรอบแผ่นเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ ในที่สุดนางก็นั่งลงบนโต๊ะ เอามือเท้าคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด“มีอะไรรึ?”“นี่จะต้องเป็นกุญแจนำไปสู่สมบัติสืบทอดแน่ ๆ และเจ้าต้องรอจนกว่าจะได้พบสมบัตินั้นเสียก่อน เจ้าถึงจะใช้มันได้ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ยังมีร่องรอยของผนึกป้องกันรอบตัวมันเอง และดูเหมือนว่ามันจะไม่...”หลิงซีจับคางนวลเนียนของตนเองไว้แน่นพลางครุ่นคิด ขณะที่หลงเฉินเองก็ปล่อยให้นางอยู่ในภวังค์ต่อไป หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หลิงซีก็มีท่าทีตื่นเต้นดีใจพลางร้องขึ้น“ข้ารู้แล้ว นี่จะต้องเป็นผนึกอำพรางแน่ ๆ!”“แล้วผนึกอำพรางนี่มันคืออะไรล่ะ?”“มันคือผนึกป้องกันอย่างหนึ่งที่ยากจะตรวจจับได้เพราะคุณสมบัติในการปกปิดซ่อนเร้น เมื่อใดที่วางผนึกนี่เอาไว้ และใช้พลังปราณสักเล็กน้อย คนทั่วไปก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้เลย แต่สำหรับข้า...นายหญิงของเจ้านั้นยอดเยี่ยมหาใครเทียม!”หลิงซีกลอกตาใส่หลงเฉินหลงเฉินแสร้งทำเป็นชื่นชมนาง“แม่นางซีซี คือว่าอย่างนี้...”“เจ้าจะให้ข้าช่วยคลายผนึกให้ละสิ? ง่ายมาก แต่เจ้าต้องหาสมุนไพรวิญญาณมาให้ข้าเยอะ ๆ ด้วย”หลงเฉินเห็นด้วยในทันที“ตกลง ตกลง หลังจากที่ข้าไปถึงนครหยวนหลิงแล้ว ข้าจะรีบไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเพื่อซื้อสมุนไพรให้เจ้าทันทีเลย!”เมื่อหลงเฉินรับปาก หลิงซีก็พ่นลมทางจมูกและกลับไปจดจ่ออยู่กับการทำลายผนึกด้วยความมุ่งมั่นปกติแล้วนางจะชอบจงใจขัดคำสั่งและสร้างปัญหาเสมอ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนางเข้าสู่ภาวะที่ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง นางกลับดูขึงขังจริงจังในทันที หลงเฉินไม่กล้ารบกวนนางและใช้เวลานี้เพื่อฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเองหลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ก็บังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นบนเหล็กแผ่นนั้นเมื่อเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น หลงเฉินรู้ได้ทันทีว่าผนึกถูกคลายออกแล้ว“เพราะมันเป็นผนึกอำพราง ใช้พลังปราณเพียงเล็กน้อยก็สามารถคลายมันออกได้อย่างง่ายดาย อีกเพียงครู่เดียวข้าก็จะทำสำเร็จแล้วล่ะ”
ภายในห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยม หลงเฉินกำลังถือแผ่นโลหะและสำรวจมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน
แผ่นโลหะนั้นคือสิ่งที่เขาได้มาจากที่ราบสวรรค์พิโรธ
“ข้าได้ของสิ่งนี้มาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสำรวจมันอย่างละเอียดเสียที เสี่ยวซี บอกทีว่าข้าใช้เจ้านี่ทำอะไรได้บ้าง?”
แม้พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกัน ทว่าหลงเฉินก็ยังด้อยกว่าหวงเซียงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ในการประมือกันก่อนหน้านี้ ทักษะยุทธ์ของเขามักจะเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ เขาจึงไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่เก่งกล้าเหนือกว่าตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ที่เข้ามายั่วยุเขาก่อน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่หลงเฉินก็จ่อมจมอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างยิ่ง
หลิงซีสนอกสนใจในแผ่นเหล็กลึกลับนี้มาตลอด แต่นางไม่เคยมีเวลาได้สำรวจมันอย่างจริงจังสักที เวลานี้นางปรากฏตัวออกมาจากกระบี่ ร่างเล็ก ๆ ของนางลอยวนรอบแผ่นเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ ในที่สุดนางก็นั่งลงบนโต๊ะ เอามือเท้าคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“มีอะไรรึ?”
“นี่จะต้องเป็นกุญแจนำไปสู่สมบัติสืบทอดแน่ ๆ และเจ้าต้องรอจนกว่าจะได้พบสมบัตินั้นเสียก่อน เจ้าถึงจะใช้มันได้ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ยังมีร่องรอยของผนึกป้องกันรอบตัวมันเอง และดูเหมือนว่ามันจะไม่...”
หลิงซีจับคางนวลเนียนของตนเองไว้แน่นพลางครุ่นคิด ขณะที่หลงเฉินเองก็ปล่อยให้นางอยู่ในภวังค์ต่อไป หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หลิงซีก็มีท่าทีตื่นเต้นดีใจพลางร้องขึ้น
“ข้ารู้แล้ว นี่จะต้องเป็นผนึกอำพรางแน่ ๆ!”
“แล้วผนึกอำพรางนี่มันคืออะไรล่ะ?”
“มันคือผนึกป้องกันอย่างหนึ่งที่ยากจะตรวจจับได้เพราะคุณสมบัติในการปกปิดซ่อนเร้น เมื่อใดที่วางผนึกนี่เอาไว้ และใช้พลังปราณสักเล็กน้อย คนทั่วไปก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้เลย แต่สำหรับข้า...นายหญิงของเจ้านั้นยอดเยี่ยมหาใครเทียม!”
หลิงซีกลอกตาใส่หลงเฉิน
หลงเฉินแสร้งทำเป็นชื่นชมนาง
“แม่นางซีซี คือว่าอย่างนี้...”
“เจ้าจะให้ข้าช่วยคลายผนึกให้ละสิ? ง่ายมาก แต่เจ้าต้องหาสมุนไพรวิญญาณมาให้ข้าเยอะ ๆ ด้วย”
หลงเฉินเห็นด้วยในทันที
“ตกลง ตกลง หลังจากที่ข้าไปถึงนครหยวนหลิงแล้ว ข้าจะรีบไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเพื่อซื้อสมุนไพรให้เจ้าทันทีเลย!”
เมื่อหลงเฉินรับปาก หลิงซีก็พ่นลมทางจมูกและกลับไปจดจ่ออยู่กับการทำลายผนึกด้วยความมุ่งมั่น
ปกติแล้วนางจะชอบจงใจขัดคำสั่งและสร้างปัญหาเสมอ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนางเข้าสู่ภาวะที่ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง นางกลับดูขึงขังจริงจังในทันที หลงเฉินไม่กล้ารบกวนนางและใช้เวลานี้เพื่อฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเอง
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ก็บังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นบนเหล็กแผ่นนั้น
เมื่อเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น หลงเฉินรู้ได้ทันทีว่าผนึกถูกคลายออกแล้ว
“เพราะมันเป็นผนึกอำพราง ใช้พลังปราณเพียงเล็กน้อยก็สามารถคลายมันออกได้อย่างง่ายดาย อีกเพียงครู่เดียวข้าก็จะทำสำเร็จแล้วล่ะ”
ระหว่างที่กำลังคลายผนึกอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากของนางเม้มพลางยิ้มอย่างซุกซนให้หลงเฉิน
ในระหว่างงานฉลองการแต่งงานระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลหยาง หลงเฉินพูดจารุนแรงกับนางเป็นครั้งแรก และในการต่อสู้แย่งชิงผลกระจัดวิญญาณ เขาก็ทำให้นางรู้สึกราวกับเป็นคนขี้ขลาดกลัวตาย เวลานี้ นางจึงต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองเป็นผู้ที่พึ่งพาได้
“ครั้งหน้า หากเจ้ายังกล้าพูดจาไร้สาระกับข้าอีก ข้าจะไม่ยอมช่วยเจ้าอีกเลย คอยดูสิ!”
“ขอรับ ขอรับ นายหญิง ข้าผิดไปแล้ว....”
หลิงซีเป็นคนว่าง่าย นางทำตาโตและหายกลับเข้าไปในกระบี่หลิงซี
เหมือนกับตอนที่นางคลายผนึกของ [ผนึกมังกรออก] ทันทีที่ทำสำเร็จ นางก็รีบเข้าไปในกระบี่หลิงซีทันที
“หลังจากคลายผนึกแล้ว ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมันเปิดออก บางสิ่งอาจปะทุขึ้นมาทันทีในเวลานั้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อวิญญาณของข้า ข้าก็เลยต้องกลับเข้ามาทันทีน่ะ”
ส่วนหลงเฉินกลับจับจ้องไปที่แผ่นเหล็กอย่างไม่วางตา ทันใดนั้น แผ่นเหล็กก็มีเปลวไปปรากฏขึ้นและเผาไหม้โต๊ะไม้จันทน์เป็นรูโหว่ ยิ่งไปกว่านั้น เปลวไฟยังแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ร่างกายของหลงเฉินแข็งทื่อ หากเปลวไฟจากแผ่นเหล็กยังคงแผ่วงกว้างออกไปเช่นนี้ คงเหมือนกับที่ราบสวรรค์พิโรธ เมืองเยวี๋ยนหยางคงมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี
โชคดีที่เปลวไฟแผ่วงกว้างออกไปไม่ถึงสองเชียะก็มอดดับลง ขณะที่แผ่นเหล็กซึ่งถูกลูกไฟขนาดรัศมีราวหนึ่งเชียะห่อหุ้มก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
หลงเฉินอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อจู่ ๆ ลูกไฟก็กลับกลายเป็นรูปร่างคล้ายใบหน้าคน คลื่นพลังลึกลับบางอย่างปกคลุมไปทั่วร่างของหลงเฉิน
ใบหน้าของชายที่อยู่ภายในเปลวไฟมองมาที่หลงเฉิน จากนั้นก็เลือนหายไปในทันที อย่างไรก็ตาม เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลงเฉิน
“เจ้าหาผนึกอำพรางเจอ... ข้าเดาว่าเจ้าคงพอมีโชคอยู่บ้าง หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้สมบัติสืบทอดของข้าต้องเสียเปล่า...”
เสียงของชายชราทำให้หลงเฉินขนลุกชัน โชคดีที่มันจางหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงหลงเฉินที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
“เหตุใดใบหน้าของชายผู้นั้นถึงได้ปรากฏอยู่ในเปลวไฟ?”
“บางทีมันอาจเป็นจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของคนผู้นั้น เขาน่าจะตายไปนานแล้ว อย่างไรก็ตาม หากเขาสามารถทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้บนแผ่นโลหะได้ละก็ เขาจะต้องมีฝีมือมากทีเดียวในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่...”
หลิงซีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อหลิงซีพูดจบ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในเปลวไฟ หลังจากที่ใบหน้าของชายผู้นั้นจางหายไปแล้ว เปลวไฟก็ค่อย ๆ มอดดับลงพร้อมกับความร้อนและกลายเป็นเพียงดวงไฟดวงเล็ก ๆ ภายใต้สายตาตกตะลึงของหลงเฉิน ดวงไฟนั้นก็แปรสภาพกลายเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ ที่สลักตนเองไว้บนเหล็กแผ่นนั้น
ตัวอักษรเหล่านั้นดูราวกับมดที่สลักอยู่บนแผ่นเหล็กอย่างหนาแน่นด้วยจำนวนนับพัน แต่ช่างน่าแปลกที่หลงเฉินสามารถมองเห็นแต่ละตัวอักษรได้อย่างชัดเจน
“นี่... นี่จะต้องเป็นเคล็ดวิชาแน่ ๆ!”
เสียงของหลิงซีดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ หลงเฉินที่กำลังสิ้นหวังกับทักษะยุทธ์และทรัพยากรที่มี ก็ไม่คาดคิดว่าตนเองจะได้มาพบมันในแผ่นเหล็กเช่นนี้
ตัวอักษรเหล่านั้นกะพริบไปมาอย่างต่อเนื่องบนแผ่นเหล็ก หลงเฉินรีบจดจำเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“มันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า]”
เขานึกถึงชื่อทักษะยุทธ์ได้จากในหัว หลงเฉินก็ตกตะลึงอย่างมาก ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเผยให้เห็นความปีติดีใจ
เวลานั้น เปลวไฟที่อยู่บนแผ่นเหล็กค่อย ๆ มอดดับลงและแผ่นเหล็กก็คืนกลับสู่สภาพเดิม หลงเฉินเก็บมันเข้าไปในถุงมิติ
หลงเฉินลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ และหัวเราะร่า
“[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] มาได้ถูกเวลาจริง ๆ ...”
“ทุกชีวิตประกอบไปด้วยหยินและหยาง หยางคือไฟ หยินคือน้ำ เปลวอัคคีสุริยันสีแดงฉานผลาญฟ้า และอสูรสุริยาผ่าปฐพี...”
‘[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] นั้นทรงพลังกว่า [ผนึกมังกร] อย่างมาก อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่า [วงล้อจรัสแสง] ที่หวงเซียงฝึกฝนอีกด้วย หากเดาไม่ผิด [วงล้อจรัสแสง] คงเป็นเพียงทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นต้น ซึ่งไม่มีทางเทียบได้กับ [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ที่เป็นทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง เรียกได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ทรงพลังมากทีเดียว...’
เมื่อหลงเฉินไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงพลังของ [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงอันเบา
“เสี่ยวซี ผู้ที่อยู่ในสมบัติสืบทอดเป็นใครกัน? ดูเหมือนว่า [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] จะเป็นเพียงทักษะยุทธ์ที่อ่อนแอที่สุดของเขา แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”
หลิงซีห่อปากและเอ่ยขึ้น
“ข้าจะไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรกัน? [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ก็นับว่าไม่เลวนะ เมื่อเจ้าหาร่องรอยที่เหลือพบ สิ่งที่เจ้าจะได้ครอบครองจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย”
“จริงรึ?”
หลงเฉินนึกถึงทักษะยุทธ์ที่หวงเซียงใช้ในการเอาชนะเขา จากนั้นเขาก็ทำสีหน้าเย้ยหยัน
‘รอจนกว่าข้าจะฝึกฝน [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] สำเร็จก่อนเถอะ เราจะได้เห็นดีกันว่าเจ้าจะยังกล้าปรารถนาในอาชาเกล็ดนิลของข้าอีกหรือไม่!’
เวลานี้ หลงเฉินตระหนักถึงกำลังของเขาอย่างชัดเจน เขาบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีผลกระจัดวิญญาณอยู่ เมื่อเขาเข้าสู่ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า เขาก็จะบรรลุสู่ระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้ในทันที ในเวลาเดียวกัน ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้นอีกนับร้อยเท่า!
“เมื่อผนวกเข้ากับเคล็ดวิชาระดับลึกล้ำขั้นกลางอย่าง [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ความแข็งแกร่งของข้าก็จะ....”
เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่เขามายังนครหยวนหลิง ตระกูลหยางในเวลานี้อยู่ภายใต้เงามรณะของลัทธิเซียนโลหิตซึ่งมียอดฝีมือระดับแก่นปฐพี เมื่อพวกเขาสืบรู้เข้า ตระกูลหยางคงถูกกำจัดจนสิ้นซาก
ที่หลงเฉินวิตกกังวลเหนือสิ่งอื่นใด คือหยางเสวี่ยชิงและหยางหลิงชิงเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา และเขาก็ยอมปกป้องพวกนางไว้ด้วยชีวิต
‘ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ นับแต่วันนี้ไป ภารกิจของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ลัทธิเซียนโลหิตนั้นทั้งทรงพลังและมีอิทธิพลชั่วร้าย พวกเขาจะต้องไม่ปรานีตระกูลหยางของพวกเราอย่างแน่นอน...’
ขณะที่เขากำลังนึกถึงลัทธิเซียนโลหิต หลงเฉินก็รู้สึกราวกับมีภูเขาขนาดใหญ่บดขยี้ลงมาที่หัวใจของเขา แรงกดดันนั้นทำให้หายใจได้ยากยิ่ง
ทุกส่วนของร่างกายเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของเขา
“ข้าจำเป็นต้องเข้าร่วมการคัดเลือกเพื่อเข้าตระกูลหลิงอู่และต้องทำสำเร็จให้ได้! ข้าบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดแล้ว และหากข้าสามารถแสดงถึงความแข็งแกร่งของผู้ที่บรรลุขั้นเก้าได้ละก็ ข้าน่าจะเข้าตระกูลหลิงอู่ได้ไม่ยาก เจ้าคนชั่วช้าหวงเซียงที่อยากเข้าตระกูลหลิงอู่เช่นกัน ภาวนาให้ถึงวันที่เจ้าได้เจอกับข้าอีกครั้งเถอะ เจ้าบัดซบเอ๊ย!”
หลงเฉินเห็นว่ายังพอมีเวลากว่าจะถึงรุ่งสาง ดังนั้นเขาจึงหลับตาและเริ่มศึกษา [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า]
เวลานี้ หยกมังกรลึกลับในห้วงจิตของเขาเปล่งแสงสีนวลออกมา มวลแสงขมุกขมัวปกคลุมไปทั่ว หลงเฉินสัมผัสได้ในทันทีว่าความเข้าใจของเขานั้นทรงพลังจนไม่ถูกกีดกันจากการเพ่งพินิจคำที่สลับซับซ้อนเหล่านั้น
‘ด้วยหยกมังกรลึกลับนี้ จะมีทักษะยุทธ์ใดในใต้หล้าที่ทำให้ข้างุนงงได้อีก?’
รัตติกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยมีหลงเฉินที่ไม่สนใจจะกินหรือนอน ไม่นานนักท้องฟ้าก็สว่างด้วยแสงตะวันที่แรงกล้าถึงขีดสุด เมื่อนั้นเองที่หลงเฉินวางแผ่นเหล็กลง
“ที่แท้เปลวอัคคีสีแดงฉานที่เผาไหม้สรวงสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้เอง...”
หลังจากฝึกฝน หลงเฉินยังรู้สึกลังเลที่จะหยุด
“พวกเราอยู่ห่างจากนครหยวนหลิงเพียงแค่สองวัน ข้าคิดว่าเรารีบไปที่นั่นกันดีกว่า เจ้ายังไม่ได้สมุนไพรวิญญาณที่สัญญากับข้าไว้เลย ชิ!”
เมื่อเห็นหลิงซีที่น่ารักน่าเอ็นดูบ่นอุบ หลงเฉินก็ยิ้มอย่างสดใส
“ตกลง ท่านหญิง ข้าจะนำมาประเคนให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ!”
หลังจากที่เดินลงมาจากโรงเตี๊ยม หลิงซีก็เอ่ยขึ้นในทันที
“เอ๊ะ... คนพวกนั้นมองเจ้าด้วยสายตาแปลก ๆ นะ”
เมื่อหลิงซีพูดขึ้นมา หลงเฉินก็เริ่มหันไปมองคนอื่น ๆ ที่อยู่ในโรงเตี๊ยม ทุกคนหลบตาเขา โดยเฉพาะเด็กรับใช้ที่เขาทำให้ล่อนจ้อนเมื่อวานนี้ หลังจากเห็นหลงเฉิน เขารีบวิ่งหนีและร้องหาแม่ในทันที
หลงเฉินคว้าคอเสื้อของเขาและเริ่มถาม เด็กรับใช้ร้องไห้ฟูมฟาย
“นะ...นายท่าน ข้าไม่เกี่ยวอะไรด้วย ม้าของท่านถูกนายน้อยหวงฆ่าตาย ไม่เกี่ยวกับข้าเลยจริง ๆ!”
“ว่าไงนะ?!”
สีหน้าของหลงเฉินดุดันขึ้นทันที
**************************
***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)

***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)