เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 68 หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า

    เป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว หลังจากที่หวงเซียงจะจากไปอย่างกะทันหันและทิ้งทุกอย่างให้ค้างคาไว้อย่างนั้นภายในห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยม หลงเฉินกำลังถือแผ่นโลหะและสำรวจมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนแผ่นโลหะนั้นคือสิ่งที่เขาได้มาจากที่ราบสวรรค์พิโรธ“ข้าได้ของสิ่งนี้มาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสำรวจมันอย่างละเอียดเสียที เสี่ยวซี บอกทีว่าข้าใช้เจ้านี่ทำอะไรได้บ้าง?”แม้พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกัน ทว่าหลงเฉินก็ยังด้อยกว่าหวงเซียงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยในการประมือกันก่อนหน้านี้ ทักษะยุทธ์ของเขามักจะเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ เขาจึงไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่เก่งกล้าเหนือกว่าตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ที่เข้ามายั่วยุเขาก่อนแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่หลงเฉินก็จ่อมจมอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างยิ่งหลิงซีสนอกสนใจในแผ่นเหล็กลึกลับนี้มาตลอด แต่นางไม่เคยมีเวลาได้สำรวจมันอย่างจริงจังสักที เวลานี้นางปรากฏตัวออกมาจากกระบี่ ร่างเล็ก ๆ ของนางลอยวนรอบแผ่นเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ ในที่สุดนางก็นั่งลงบนโต๊ะ เอามือเท้าคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด“มีอะไรรึ?”“นี่จะต้องเป็นกุญแจนำไปสู่สมบัติสืบทอดแน่ ๆ และเจ้าต้องรอจนกว่าจะได้พบสมบัตินั้นเสียก่อน เจ้าถึงจะใช้มันได้ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ยังมีร่องรอยของผนึกป้องกันรอบตัวมันเอง และดูเหมือนว่ามันจะไม่...”หลิงซีจับคางนวลเนียนของตนเองไว้แน่นพลางครุ่นคิด ขณะที่หลงเฉินเองก็ปล่อยให้นางอยู่ในภวังค์ต่อไป หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หลิงซีก็มีท่าทีตื่นเต้นดีใจพลางร้องขึ้น“ข้ารู้แล้ว นี่จะต้องเป็นผนึกอำพรางแน่ ๆ!”“แล้วผนึกอำพรางนี่มันคืออะไรล่ะ?”“มันคือผนึกป้องกันอย่างหนึ่งที่ยากจะตรวจจับได้เพราะคุณสมบัติในการปกปิดซ่อนเร้น เมื่อใดที่วางผนึกนี่เอาไว้ และใช้พลังปราณสักเล็กน้อย คนทั่วไปก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้เลย แต่สำหรับข้า...นายหญิงของเจ้านั้นยอดเยี่ยมหาใครเทียม!”หลิงซีกลอกตาใส่หลงเฉินหลงเฉินแสร้งทำเป็นชื่นชมนาง“แม่นางซีซี คือว่าอย่างนี้...”“เจ้าจะให้ข้าช่วยคลายผนึกให้ละสิ? ง่ายมาก แต่เจ้าต้องหาสมุนไพรวิญญาณมาให้ข้าเยอะ ๆ ด้วย”หลงเฉินเห็นด้วยในทันที“ตกลง ตกลง หลังจากที่ข้าไปถึงนครหยวนหลิงแล้ว ข้าจะรีบไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเพื่อซื้อสมุนไพรให้เจ้าทันทีเลย!”เมื่อหลงเฉินรับปาก หลิงซีก็พ่นลมทางจมูกและกลับไปจดจ่ออยู่กับการทำลายผนึกด้วยความมุ่งมั่นปกติแล้วนางจะชอบจงใจขัดคำสั่งและสร้างปัญหาเสมอ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนางเข้าสู่ภาวะที่ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง นางกลับดูขึงขังจริงจังในทันที หลงเฉินไม่กล้ารบกวนนางและใช้เวลานี้เพื่อฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเองหลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ก็บังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นบนเหล็กแผ่นนั้นเมื่อเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น หลงเฉินรู้ได้ทันทีว่าผนึกถูกคลายออกแล้ว“เพราะมันเป็นผนึกอำพราง ใช้พลังปราณเพียงเล็กน้อยก็สามารถคลายมันออกได้อย่างง่ายดาย อีกเพียงครู่เดียวข้าก็จะทำสำเร็จแล้วล่ะ”




    ภายในห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยม หลงเฉินกำลังถือแผ่นโลหะและสำรวจมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน




    แผ่นโลหะนั้นคือสิ่งที่เขาได้มาจากที่ราบสวรรค์พิโรธ




    “ข้าได้ของสิ่งนี้มาหลายวันแล้ว  แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสำรวจมันอย่างละเอียดเสียที เสี่ยวซี บอกทีว่าข้าใช้เจ้านี่ทำอะไรได้บ้าง?”




    แม้พวกเขาจะมีความแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกัน ทว่าหลงเฉินก็ยังด้อยกว่าหวงเซียงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย




    ในการประมือกันก่อนหน้านี้  ทักษะยุทธ์ของเขามักจะเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ เขาจึงไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่เก่งกล้าเหนือกว่าตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ที่เข้ามายั่วยุเขาก่อน




    แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่หลงเฉินก็จ่อมจมอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวอย่างยิ่ง




    หลิงซีสนอกสนใจในแผ่นเหล็กลึกลับนี้มาตลอด  แต่นางไม่เคยมีเวลาได้สำรวจมันอย่างจริงจังสักที  เวลานี้นางปรากฏตัวออกมาจากกระบี่  ร่างเล็ก ๆ ของนางลอยวนรอบแผ่นเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ  ในที่สุดนางก็นั่งลงบนโต๊ะ เอามือเท้าคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด




    “มีอะไรรึ?”




    “นี่จะต้องเป็นกุญแจนำไปสู่สมบัติสืบทอดแน่ ๆ และเจ้าต้องรอจนกว่าจะได้พบสมบัตินั้นเสียก่อน  เจ้าถึงจะใช้มันได้ แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ยังมีร่องรอยของผนึกป้องกันรอบตัวมันเอง และดูเหมือนว่ามันจะไม่...”




    หลิงซีจับคางนวลเนียนของตนเองไว้แน่นพลางครุ่นคิด  ขณะที่หลงเฉินเองก็ปล่อยให้นางอยู่ในภวังค์ต่อไป  หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง  หลิงซีก็มีท่าทีตื่นเต้นดีใจพลางร้องขึ้น




    “ข้ารู้แล้ว นี่จะต้องเป็นผนึกอำพรางแน่ ๆ!”




    “แล้วผนึกอำพรางนี่มันคืออะไรล่ะ?”




    “มันคือผนึกป้องกันอย่างหนึ่งที่ยากจะตรวจจับได้เพราะคุณสมบัติในการปกปิดซ่อนเร้น  เมื่อใดที่วางผนึกนี่เอาไว้  และใช้พลังปราณสักเล็กน้อย คนทั่วไปก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงมันได้เลย  แต่สำหรับข้า...นายหญิงของเจ้านั้นยอดเยี่ยมหาใครเทียม!”




    หลิงซีกลอกตาใส่หลงเฉิน




    หลงเฉินแสร้งทำเป็นชื่นชมนาง




    “แม่นางซีซี คือว่าอย่างนี้...”




    “เจ้าจะให้ข้าช่วยคลายผนึกให้ละสิ? ง่ายมาก แต่เจ้าต้องหาสมุนไพรวิญญาณมาให้ข้าเยอะ ๆ ด้วย”




    หลงเฉินเห็นด้วยในทันที




    “ตกลง ตกลง หลังจากที่ข้าไปถึงนครหยวนหลิงแล้ว ข้าจะรีบไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งเพื่อซื้อสมุนไพรให้เจ้าทันทีเลย!”




    เมื่อหลงเฉินรับปาก  หลิงซีก็พ่นลมทางจมูกและกลับไปจดจ่ออยู่กับการทำลายผนึกด้วยความมุ่งมั่น




    ปกติแล้วนางจะชอบจงใจขัดคำสั่งและสร้างปัญหาเสมอ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนางเข้าสู่ภาวะที่ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง นางกลับดูขึงขังจริงจังในทันที  หลงเฉินไม่กล้ารบกวนนางและใช้เวลานี้เพื่อฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเอง




    หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก  ก็บังเกิดแสงสว่างวาบขึ้นบนเหล็กแผ่นนั้น




    เมื่อเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น หลงเฉินรู้ได้ทันทีว่าผนึกถูกคลายออกแล้ว




    “เพราะมันเป็นผนึกอำพราง ใช้พลังปราณเพียงเล็กน้อยก็สามารถคลายมันออกได้อย่างง่ายดาย อีกเพียงครู่เดียวข้าก็จะทำสำเร็จแล้วล่ะ”



    ระหว่างที่กำลังคลายผนึกอย่างระมัดระวัง  ริมฝีปากของนางเม้มพลางยิ้มอย่างซุกซนให้หลงเฉิน


    ในระหว่างงานฉลองการแต่งงานระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลหยาง  หลงเฉินพูดจารุนแรงกับนางเป็นครั้งแรก และในการต่อสู้แย่งชิงผลกระจัดวิญญาณ เขาก็ทำให้นางรู้สึกราวกับเป็นคนขี้ขลาดกลัวตาย  เวลานี้ นางจึงต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองเป็นผู้ที่พึ่งพาได้


    “ครั้งหน้า หากเจ้ายังกล้าพูดจาไร้สาระกับข้าอีก ข้าจะไม่ยอมช่วยเจ้าอีกเลย คอยดูสิ!”


    “ขอรับ ขอรับ นายหญิง ข้าผิดไปแล้ว....”


    หลิงซีเป็นคนว่าง่าย  นางทำตาโตและหายกลับเข้าไปในกระบี่หลิงซี


    เหมือนกับตอนที่นางคลายผนึกของ [ผนึกมังกรออก]  ทันทีที่ทำสำเร็จ นางก็รีบเข้าไปในกระบี่หลิงซีทันที


    “หลังจากคลายผนึกแล้ว ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมันเปิดออก บางสิ่งอาจปะทุขึ้นมาทันทีในเวลานั้น  ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อวิญญาณของข้า  ข้าก็เลยต้องกลับเข้ามาทันทีน่ะ”


    ส่วนหลงเฉินกลับจับจ้องไปที่แผ่นเหล็กอย่างไม่วางตา  ทันใดนั้น แผ่นเหล็กก็มีเปลวไปปรากฏขึ้นและเผาไหม้โต๊ะไม้จันทน์เป็นรูโหว่  ยิ่งไปกว่านั้น เปลวไฟยังแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง


    ร่างกายของหลงเฉินแข็งทื่อ หากเปลวไฟจากแผ่นเหล็กยังคงแผ่วงกว้างออกไปเช่นนี้  คงเหมือนกับที่ราบสวรรค์พิโรธ  เมืองเยวี๋ยนหยางคงมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี


    โชคดีที่เปลวไฟแผ่วงกว้างออกไปไม่ถึงสองเชียะก็มอดดับลง  ขณะที่แผ่นเหล็กซึ่งถูกลูกไฟขนาดรัศมีราวหนึ่งเชียะห่อหุ้มก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ


    หลงเฉินอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อจู่ ๆ ลูกไฟก็กลับกลายเป็นรูปร่างคล้ายใบหน้าคน  คลื่นพลังลึกลับบางอย่างปกคลุมไปทั่วร่างของหลงเฉิน


    ใบหน้าของชายที่อยู่ภายในเปลวไฟมองมาที่หลงเฉิน จากนั้นก็เลือนหายไปในทันที  อย่างไรก็ตาม เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลงเฉิน


    “เจ้าหาผนึกอำพรางเจอ... ข้าเดาว่าเจ้าคงพอมีโชคอยู่บ้าง หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้สมบัติสืบทอดของข้าต้องเสียเปล่า...”


    เสียงของชายชราทำให้หลงเฉินขนลุกชัน โชคดีที่มันจางหายไปอย่างรวดเร็ว  ทิ้งไว้เพียงหลงเฉินที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย


    “เหตุใดใบหน้าของชายผู้นั้นถึงได้ปรากฏอยู่ในเปลวไฟ?”


    “บางทีมันอาจเป็นจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของคนผู้นั้น  เขาน่าจะตายไปนานแล้ว  อย่างไรก็ตาม หากเขาสามารถทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้บนแผ่นโลหะได้ละก็  เขาจะต้องมีฝีมือมากทีเดียวในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่...”


    หลิงซีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    เมื่อหลิงซีพูดจบ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในเปลวไฟ  หลังจากที่ใบหน้าของชายผู้นั้นจางหายไปแล้ว เปลวไฟก็ค่อย ๆ มอดดับลงพร้อมกับความร้อนและกลายเป็นเพียงดวงไฟดวงเล็ก ๆ ภายใต้สายตาตกตะลึงของหลงเฉิน  ดวงไฟนั้นก็แปรสภาพกลายเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ ที่สลักตนเองไว้บนเหล็กแผ่นนั้น


    ตัวอักษรเหล่านั้นดูราวกับมดที่สลักอยู่บนแผ่นเหล็กอย่างหนาแน่นด้วยจำนวนนับพัน แต่ช่างน่าแปลกที่หลงเฉินสามารถมองเห็นแต่ละตัวอักษรได้อย่างชัดเจน


    “นี่... นี่จะต้องเป็นเคล็ดวิชาแน่ ๆ!”


    เสียงของหลิงซีดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ  หลงเฉินที่กำลังสิ้นหวังกับทักษะยุทธ์และทรัพยากรที่มี  ก็ไม่คาดคิดว่าตนเองจะได้มาพบมันในแผ่นเหล็กเช่นนี้


    ตัวอักษรเหล่านั้นกะพริบไปมาอย่างต่อเนื่องบนแผ่นเหล็ก หลงเฉินรีบจดจำเอาไว้อย่างรวดเร็ว


    “มันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง  [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า]”


    เขานึกถึงชื่อทักษะยุทธ์ได้จากในหัว หลงเฉินก็ตกตะลึงอย่างมาก ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเผยให้เห็นความปีติดีใจ


    เวลานั้น เปลวไฟที่อยู่บนแผ่นเหล็กค่อย ๆ มอดดับลงและแผ่นเหล็กก็คืนกลับสู่สภาพเดิม  หลงเฉินเก็บมันเข้าไปในถุงมิติ


    หลงเฉินลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ และหัวเราะร่า


    “[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] มาได้ถูกเวลาจริง ๆ ...”


    “ทุกชีวิตประกอบไปด้วยหยินและหยาง  หยางคือไฟ หยินคือน้ำ เปลวอัคคีสุริยันสีแดงฉานผลาญฟ้า และอสูรสุริยาผ่าปฐพี...”


    ‘[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] นั้นทรงพลังกว่า [ผนึกมังกร] อย่างมาก  อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่า [วงล้อจรัสแสง] ที่หวงเซียงฝึกฝนอีกด้วย หากเดาไม่ผิด [วงล้อจรัสแสง] คงเป็นเพียงทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นต้น   ซึ่งไม่มีทางเทียบได้กับ [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ที่เป็นทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง เรียกได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ทรงพลังมากทีเดียว...’


    เมื่อหลงเฉินไตร่ตรองอย่างรอบคอบถึงพลังของ [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงอันเบา


    “เสี่ยวซี ผู้ที่อยู่ในสมบัติสืบทอดเป็นใครกัน? ดูเหมือนว่า [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] จะเป็นเพียงทักษะยุทธ์ที่อ่อนแอที่สุดของเขา แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”


    หลิงซีห่อปากและเอ่ยขึ้น


    “ข้าจะไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรกัน? [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ก็นับว่าไม่เลวนะ  เมื่อเจ้าหาร่องรอยที่เหลือพบ สิ่งที่เจ้าจะได้ครอบครองจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย”


    “จริงรึ?”


    หลงเฉินนึกถึงทักษะยุทธ์ที่หวงเซียงใช้ในการเอาชนะเขา จากนั้นเขาก็ทำสีหน้าเย้ยหยัน


    ‘รอจนกว่าข้าจะฝึกฝน [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] สำเร็จก่อนเถอะ เราจะได้เห็นดีกันว่าเจ้าจะยังกล้าปรารถนาในอาชาเกล็ดนิลของข้าอีกหรือไม่!’


    เวลานี้ หลงเฉินตระหนักถึงกำลังของเขาอย่างชัดเจน  เขาบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีผลกระจัดวิญญาณอยู่ เมื่อเขาเข้าสู่ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้า เขาก็จะบรรลุสู่ระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้ในทันที  ในเวลาเดียวกัน ความแข็งแกร่งของเขาก็จะเพิ่มทวีคูณขึ้นอีกนับร้อยเท่า!


    “เมื่อผนวกเข้ากับเคล็ดวิชาระดับลึกล้ำขั้นกลางอย่าง [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ความแข็งแกร่งของข้าก็จะ....”


    เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ที่เขามายังนครหยวนหลิง  ตระกูลหยางในเวลานี้อยู่ภายใต้เงามรณะของลัทธิเซียนโลหิตซึ่งมียอดฝีมือระดับแก่นปฐพี  เมื่อพวกเขาสืบรู้เข้า ตระกูลหยางคงถูกกำจัดจนสิ้นซาก


    ที่หลงเฉินวิตกกังวลเหนือสิ่งอื่นใด คือหยางเสวี่ยชิงและหยางหลิงชิงเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา และเขาก็ยอมปกป้องพวกนางไว้ด้วยชีวิต


    ‘ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ นับแต่วันนี้ไป ภารกิจของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ลัทธิเซียนโลหิตนั้นทั้งทรงพลังและมีอิทธิพลชั่วร้าย พวกเขาจะต้องไม่ปรานีตระกูลหยางของพวกเราอย่างแน่นอน...’


    ขณะที่เขากำลังนึกถึงลัทธิเซียนโลหิต  หลงเฉินก็รู้สึกราวกับมีภูเขาขนาดใหญ่บดขยี้ลงมาที่หัวใจของเขา แรงกดดันนั้นทำให้หายใจได้ยากยิ่ง


    ทุกส่วนของร่างกายเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของเขา


    “ข้าจำเป็นต้องเข้าร่วมการคัดเลือกเพื่อเข้าตระกูลหลิงอู่และต้องทำสำเร็จให้ได้!  ข้าบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดแล้ว และหากข้าสามารถแสดงถึงความแข็งแกร่งของผู้ที่บรรลุขั้นเก้าได้ละก็  ข้าน่าจะเข้าตระกูลหลิงอู่ได้ไม่ยาก เจ้าคนชั่วช้าหวงเซียงที่อยากเข้าตระกูลหลิงอู่เช่นกัน ภาวนาให้ถึงวันที่เจ้าได้เจอกับข้าอีกครั้งเถอะ เจ้าบัดซบเอ๊ย!”


    หลงเฉินเห็นว่ายังพอมีเวลากว่าจะถึงรุ่งสาง ดังนั้นเขาจึงหลับตาและเริ่มศึกษา [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า]


    เวลานี้ หยกมังกรลึกลับในห้วงจิตของเขาเปล่งแสงสีนวลออกมา มวลแสงขมุกขมัวปกคลุมไปทั่ว  หลงเฉินสัมผัสได้ในทันทีว่าความเข้าใจของเขานั้นทรงพลังจนไม่ถูกกีดกันจากการเพ่งพินิจคำที่สลับซับซ้อนเหล่านั้น


    ‘ด้วยหยกมังกรลึกลับนี้ จะมีทักษะยุทธ์ใดในใต้หล้าที่ทำให้ข้างุนงงได้อีก?’


    รัตติกาลเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยมีหลงเฉินที่ไม่สนใจจะกินหรือนอน ไม่นานนักท้องฟ้าก็สว่างด้วยแสงตะวันที่แรงกล้าถึงขีดสุด  เมื่อนั้นเองที่หลงเฉินวางแผ่นเหล็กลง


    “ที่แท้เปลวอัคคีสีแดงฉานที่เผาไหม้สรวงสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้เอง...”


    หลังจากฝึกฝน หลงเฉินยังรู้สึกลังเลที่จะหยุด


    “พวกเราอยู่ห่างจากนครหยวนหลิงเพียงแค่สองวัน ข้าคิดว่าเรารีบไปที่นั่นกันดีกว่า เจ้ายังไม่ได้สมุนไพรวิญญาณที่สัญญากับข้าไว้เลย ชิ!”


    เมื่อเห็นหลิงซีที่น่ารักน่าเอ็นดูบ่นอุบ หลงเฉินก็ยิ้มอย่างสดใส


    “ตกลง ท่านหญิง ข้าจะนำมาประเคนให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ!”


    หลังจากที่เดินลงมาจากโรงเตี๊ยม หลิงซีก็เอ่ยขึ้นในทันที


    “เอ๊ะ... คนพวกนั้นมองเจ้าด้วยสายตาแปลก ๆ นะ”


    เมื่อหลิงซีพูดขึ้นมา หลงเฉินก็เริ่มหันไปมองคนอื่น ๆ ที่อยู่ในโรงเตี๊ยม ทุกคนหลบตาเขา โดยเฉพาะเด็กรับใช้ที่เขาทำให้ล่อนจ้อนเมื่อวานนี้  หลังจากเห็นหลงเฉิน เขารีบวิ่งหนีและร้องหาแม่ในทันที


    หลงเฉินคว้าคอเสื้อของเขาและเริ่มถาม  เด็กรับใช้ร้องไห้ฟูมฟาย


    “นะ...นายท่าน ข้าไม่เกี่ยวอะไรด้วย ม้าของท่านถูกนายน้อยหวงฆ่าตาย ไม่เกี่ยวกับข้าเลยจริง ๆ!”


    “ว่าไงนะ?!”


    สีหน้าของหลงเฉินดุดันขึ้นทันที


    **************************

    ***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)






    ***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน

    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508