ชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง

    บทที่ 47 คนรู้จัก

            บทที่ 47

            คนรู้จัก

            “ข้าเองอย่างไรเล่า!” ซูเหม่ยหรูกล่าวขึ้นเสียงใสดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “เจ้าจำข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?พวกเราเคยพบกันเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นพวกเรายังเล่นด้วยกันอยู่เลย!”

            ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ตรงข้ามยังคงถือถ้วยชาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างวางอยู่บนหน้าตัก ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยพลางจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวที่ยังคงแสดงสีหน้าปลาบปลื้มอยู่ตรงหน้า

            ‘เป็นอย่างที่ข้าคาดจริง ๆ…’

            นางไม่ได้ตอบโต้ทันทีหากแต่ในใจกลับกระเพื่อมขึ้นมาเบา ๆ ราวกับผิวน้ำที่ถูกรบกวนโดยสายลม

            ใช่หญิงสาวเบื้องหน้ารู้จักไป๋ซือเหนียงแต่ไม่ใช่ ไป๋ซือเหนียง ในตอนนี้ 

            แต่เป็นไป๋ซือเหนียงจริงๆไม่ใช่ฉือเยียน 

            ความทรงจำเกี่ยวกับตระกูลไป๋หรือแม้กระทั่งชีวิตในฐานะ คุณหนูไป๋ซือเหนียง ก่อนที่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมจะพรากทุกอย่างไปจากตระกูล…ฉือเยียนไม่รู้เลยแม้แต่น้อยแสดงว่านางย่อมไม่รู้เกี่ยวกับชีวิตของเมืองหลวงของไป๋ซือเหนียง

            ร่วมไปถึงคนรู้จักของไป๋ซือเหนียงในเมืองหลวงก็ด้วยเช่นกัน

            ไป๋ซือเหนียงเหลือบตาลงชั่ววูบก่อนจะเหลือบมองบุตรสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่บนตักของชายาเอก

            เถาเถากำลังใช้ฟันน้อย ๆเคี้ยวขนมในมืออย่างตั้งใจ ใบหน้ากลมขาวเนียนเปื้อนเศษแป้งหวานเล็กน้อยดวงตากลมโตกวาดมองไปมาระหว่างมารดากับหญิงสาวแปลกหน้าด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยทว่าเมื่อไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ เด็กน้อยก็เพียงแค่เอียงคอไปมาแล้วเคี้ยวขนมในปากต่ออย่างไม่ใส่ใจ

            ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเป็นสตรีทั่วไปคงมีสีหน้าไม่อาจกลบเกลื่อนได้แน่ชัดทว่าไป๋ซือเหนียงกลับยิ้มบางอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาสงบนิ่งไม่มีไหวสะท้อนก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ

            “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลข้าเมื่อสิบปีก่อนแม้ข้าจะรอดมาได้…แต่ก็ทำให้ความทรงจำบางส่วนในช่วงเวลานั้นเลือนหายไป”

            เพียงประโยคนั้นทำให้ซูเหม่ยหรูกะพริบตาถี่เล็กน้อยสีหน้าเปลี่ยนไปจากความดีใจเป็นความกังวล

            “เจ้า…หมายความว่าเจ้าจำเรื่องของพวกเราไม่ได้เลยงั้นหรือ?”

            ไป๋ซือเหนียงพยักหน้าเบา ๆพร้อมกับแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย คล้ายรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องตอบเช่นนั้น“ข้าพอจะคุ้นเคยกับเจ้าอยู่บ้าง…แต่นึกไม่ออกเสียทีเดียว”

            ซูเหม่ยหรูถอนหายใจเฮือกหนึ่งริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะหลุบตาลงอย่างเสียดาย

            “เอาเถอะ…ในยามนี้ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งก็ถือว่าดีแล้ว”ซูเหม่ยหรูกล่าวเสียงใส ก่อนที่ดวงตาจะหรี่ลงน้อย ๆ อย่างหยอกเย้า“จริงสิ ข้าไม่เคยคิดเลยว่า...ไป๋เฉินกับเจ้าจะ…”

            ไป๋ซือเหนียงยกยิ้มบางดวงตาคู่งามยังคงนิ่งสงบ รับฟังโดยไม่ตอบโต้ ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับใด ๆ ทั้งสิ้น

            นางรู้ดี เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยหรือแสดงท่าทีให้มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ยังไม่แน่ชัดว่าไว้ใจได้เพียงใดหรือเกี่ยวข้องกับอดีตของตนเองมากน้อยแค่ไหน

            แม้ใบหน้านี้จะเป็นของไป๋ซือเหนียงแต่หัวใจภายในกลับเป็นของ ฉือเยียน ผู้ซึ่งไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเมืองหลวงหรือผู้คนในอดีตแม้แต่น้อย

            ทุกอย่างที่นางรู้ทุกเรื่องที่นางจำได้ มีเพียงเศษเสี้ยวของช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่จิตวิญญาณของฉือเยียนหลอมรวมเข้ากับร่างของหญิงสาวนามว่าไป๋ซือเหนียงนางได้ออกจากเมืองหลวงแห่งนี้ไปแล้ว

            นางไม่รู้จักสายสัมพันธ์ ไม่รู้ว่าคนที่พบเจอเคยเป็นสหายหรือศัตรูและนั่นเองคือเหตุผลว่าทำไม...จึงต้องสงบนิ่งให้มากที่สุด

            ‘คำโกหกที่ข้าสร้างไว้...มันกลายเป็นเกราะกำบังที่ดี’ไป๋ซือเหนียงคิดในใจอย่างเยือกเย็น

            เรื่องความทรงจำที่สูญหายแม้จะเป็นคำลวง หากกลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมเชื่อโดยง่ายเพราะหากนับจากช่วงเวลานั้น...ตอนที่เกิดเหตุล้างตระกูลไป๋ขึ้นไป๋ซือเหนียงเพิ่งมีอายุเพียงสิบปีเท่านั้น

            เด็กหญิงวัยเยาว์ที่เห็นความโหดร้ายเช่นนั้นด้วยตาตนเอง...การสูญเสียความทรงจำย่อมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

            และยิ่งในเมื่อเหตุการณ์นั้นเต็มไปด้วยเงื่อนงำไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่านางรอดมาได้อย่างไร ไม่มีพยาน ไม่มีคำอธิบายทุกอย่างจึงคลุมเครือจนไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ชัดเจน

            เงื่อนไขเหล่านี้เอง...กลับกลายเป็นช่องว่างอันแยบยลที่ทำให้คำโกหกของนางฟังดูสมเหตุสมผลยิ่งกว่าเรื่องจริง

            ‘ต่อให้ผู้ใดสงสัย…หากไร้หลักฐานก็ทำได้เพียงคาดเดา’รอยยิ้มบางบนริมฝีปากของนางยังคงอยู่

            ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆดวงตาหลุบต่ำลงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก ราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างเรียบเฉย

            "ว่าแต่นั่น...เป็นบุตรของเจ้ากับไป๋เฉินหรือ?"ซูเหม่ยหรูเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน พลางหันกลับไปมองเด็กน้อยบนตักของชายาเอกด้วยดวงตาเป็นประกาย"เช่นนั้นยัยหนูนี่ก็เป็นหลานสาวของข้าเช่นกันแล้วสิ!"

            ดวงตาของนางเปล่งประกายยามเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กน้อยที่ยังคงเคี้ยวขนมอยู่เต็มปากใบหน้าเล็กกลม ขาวอมชมพูจนดูเหมือนซาลาเปานุ่ม ๆ แก้มสองข้างพองตุ่ยด้วยขนมหวานที่ยังเคี้ยวไม่หมด

            เถาเถาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าดวงตากลมใสกระพริบปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา มือเล็กยังคงถือขนมชิ้นถัดไปไว้แน่นส่วนริมฝีปากก็ยังเต็มไปด้วยเศษขนมที่ยังเคี้ยวไม่ทันกลืน

            “เอาล่ะ เอาล่ะ! เจ้าชื่ออันใดกันนะ?” ซูเหม่ยหรูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับลืมเรื่องถูกกักตัวไปสิ้นเชิง

            ทว่าคำถามนั้นยังไม่ทันได้คำตอบชายาเอกที่นั่งประคองเถาเถาอยู่ก็ถลึงตาใส่หลานสาวของตนทันที พร้อมกับเอ่ยเสียงดุ

            “นางยังเคี้ยวขนมอยู่เจ้าให้เด็กตัวแค่นี้พูดพร้อมกับกินไปด้วย เจ้าคิดจะให้นางขนมติดคอตายหรืออย่างไร?”

            คำตำหนิของชายาเอกทำเอาซูเหม่ยหรูสะดุ้งเฮือกนางกระแอมไอเบา ๆ อย่างคนถูกจับผิด ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ทำตัวไม่ถูก

            ในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวลเพราะสิ่งที่นางกลัวที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่คำตำหนิของท่านป้า...แต่เป็นความเป็นไปได้ที่ชายาเอกจะส่งคนไปแจ้งบิดาของนางให้รู้ว่านางแอบหนีออกมาจากจวน

            หากเรื่องนี้ถึงหูบิดาจริง ๆไม่ต้องสงสัยเลยว่านางจะถูกลากกลับไปทันทีและอาจจะถูกกักบริเวณเพิ่มอีกหลายวันเสียด้วยซ้ำ

            ‘ตายแน่ ๆ ครั้งนี้ต้องตายแน่ ๆ...’ ซูเหม่ยหรูร่ำร้องอยู่ในใจ

            นางไม่กล้าแม้แต่จะโต้เถียง คำตำหนิทุกประโยคของชายาเอกจึงกลายเป็นพายุที่ต้องฟังอย่างสงบ

            “เจ้าน่ะ...อายุก็มากขนาดนี้แล้วสตรีบ้านอื่นเขาแต่งงานออกเรือน มีลูกมีเต้ากันหมดแล้วแต่ดูเจ้า...วิ่งไปมาเที่ยวเล่นไม่เลิก ไม่รู้จักสำเหนียกว่าตนเองเป็นสตรีเสียบ้าง”

            เสียงตำหนิของชายาเอกเปล่งออกมาอย่างอดไม่ได้ใบหน้านั้นทั้งขึงขังและจริงจัง ทว่าหากมองลึกลงไปในดวงตากลับยังคงซ่อนความเมตตาและห่วงใยเอาไว้อย่างชัดเจน

            ซูเหม่ยหรูได้แต่ยืนเงียบทำหน้าสำนึกผิดอยู่ข้างโต๊ะ ขณะเดียวกันมือก็แอบลูบต้นแขนของตนไปมาราวกับหวังให้ท่านป้าสงสารและเปลี่ยนใจไม่ส่งคนกลับไปฟ้องบิดา

    เถาเถายังคงนั่งเคี้ยวขนมตุ้ยๆ อยู่บนตักของชายาเอก ไม่รู้เรื่องรู้ราวดวงตากลมโตของนางเหลือบมองผู้ใหญ่ทั้งสามทีละคนก่อนจะก้มหน้ากินขนมต่ออย่างสงบเสงี่ยม

    คล้ายกับเรื่องชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801