“ไหนเ้าพูดมาอีกทีซิ!” เสียงตวาดดังก้องห้องโถงใหญ่ภายในสำนักอาทิตย์เหมันต์ ท่ามกลางสายตาของบรรดาศิษย์สายนอกครึ่งร้อย หลี่จินหยางกระชากคอเสื้อศิษย์ในสำนักคนหนึ่ง ใบหน้าของชายหนุ่มฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
”ศิษย์พี่ ข้าไม่เห็นผู้ใดอยู่ที่ประตูหลักจริงๆ ั้แ่ผลัดเปลี่ยนเวรยาม แม้แต่สุนัขสักตัวข้าก็ยังไม่เห็น” ศิษย์ผู้ถูกกระชากคอเสื้อแววตาร้อนรน มันรีบล้มตัวลงคุกเข่า
”เป็ไปได้อย่างไร ข้าเป็คนส่งมันออกไปหน้าประตูกับมือ..” หลี่จินหยางพลันรู้สึกตัวว่ามิอาจแพร่งพรายเื่เด็กน้อยได้ มันรีบสะกดปากคำก่อนจะแค่นเสียงเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปยังหน้าประตูสำนัก
ขณะนี้ดวงตะวันคล้ายจะลาลับไปอีกครั้ง ผืนฟ้ามืดครึ้ม เสียงนกเสียงกาเริ่มดังขึ้นตามหมู่ไม้ เป็สัญญาณว่ายามราตรีใกล้เข้ามา ชายหนุ่มท่าทีเร่งร้อนใจกำลังใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินสุดกำลังไปตามเส้นทางหินอ่อน
”ศิษย์พี่ รอข้าด้วย!” เสียงใสดังไล่หลังชายหนุ่มเข้ามา หลี่จินหยางจึงชะลอลงเล็กน้อยเพื่อให้ถังลู่หลินตามมาได้ทัน
”เป็ไปได้อย่างไร หรือว่าเสวี่ยน้อย..มันจะเป็สายสืบจากต่างสำนักจริงๆ” ขณะที่ทั้งสองสนทนากัน สองเท้าก็มิได้หยุดทะยาน หลี่จินหยางได้ยินดังนั้นจึงส่ายหัวแล้วกล่าวว่า
”ข้าคิดว่าอาจจะเกิดเหตุมิคาดฝัน.. ก่อนหน้านี้ข้าได้ข่าวว่ามีพวกโจรค้าทาสออกตามจับเด็กในเมืองต่างๆ ขอให้ข้าเดาผิดเถอะ“ ว่าแล้วทั้งสองก็เร่งรีบรุดหน้าไปยังสถานที่เป้าหมาย แม้ว่าทั้งสองจะคุ้นชินกับเส้นทางในสำนักเพียงใด แต่เมื่อเวลาร้อนใจเยี่ยงนี้ระยะทางอันสั้นกลับเหมือนถูกยืดออกไปนับสิบเท่า
“ขอให้เสวี่ยน้อยไม่เป็อะไรเถอะ”
ก๊อบ ก๊อบ ก๊อบ
เสียงฝีเท้าของสัตว์สี่ขาที่ถูกเรียกว่าม้านับสิบตัวดังขึ้นเป็จังหวะ พร้อมกันนั้นเพลาไม้ที่พวกมันลากเลื่อนก็กระแทกกับก้อนหินครานึง
ตุบ
เด็กน้อยที่หมดสติพลันรู้สึกตัวตื่นขึ้น บัดนี้ท้องไส้ของมันบิดปวดเป็งจังหวะ เป็สัญญาณเตือนให้มันรีบหาของยัดเข้าปาก
”อา.. เราอยู่ที่ไหน” เด็กน้อยหยุนเสวี่ยเฟิงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา มันกระพริบตาหลายครั้งเพื่อปรับให้มองเห็นเวลากลางคืน โชคร้ายที่คืนนี้หมู่เมฆล้วนบดบังแสงดารา มันจึงเห็นเพียงดวงแสงที่ลอยอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
”คบเพลิงหรือ?” เด็กชายหรี่ตามองไปยังเบื้องหน้าขบวนรถม้าก่อนจะดันตัวลุกขึ้น แต่ทันใดนั้นแขนของมันก็ถูกฉุดรั้งให้หมอบลง
”อย่าลุกขึ้น หมอบไว้” ผู้ที่ฉุดรั้งมันกระซิบ เด็กชายรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล มันจึงทำตามที่เสียงกระซิบบอกทันที
ครั้นเมื่อหมอบลงกับพื้นเย็นแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็ได้พินิจรอบกายอีกครั้ง มันพบว่าขณะนี้มันได้ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยกรงเหล็กซี่ขนาดใหญ่ที่บรรทุกอยู่บนรถม้า เมื่อแสงจันทร์สาดสองผ่านเมฆหนามาวาบหนึ่ง มันจึงได้เห็นว่าในกรงนี้มีร่างของน้อยของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับมันนับสิบ
”เราอยู่ที่ไหน?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวกระซิบกับผู้ที่ฉุดรั้งมันก่อนหน้า
”ข้าไม่รู้ อาจจะเป็ช่องเขาที่ไหนสักแห่ง ก่อนหน้านี้ที่เ้าหมดสติ พวกมันพาเราข้ามน้ำอ้อมเขามาไกลมากๆแล้ว”
”ว่าแต่เ้าชื่ออะไร ข้า..’เอี้ยนกุย’ อายุ13ปี” เด็กชายกระซิบกระซาบ
”เรียกข้าว่าเสวี่ยเฟิง เอ่อ..ข้าอายุ12ปี” หยุนเสวี่ยเฟิงลังเลเล็กน้อยเมื่อต้องบอกอายุ มันพอจะคาดเดาได้ว่าก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์ได้พูดว่าตัวมันนั้นมีอายุเซลล์12ปี
”ยินดีที่ได้รู้จักน้องเสวี่ยเฟิง.. เอ้านี่ เอาเสื้อข้าไปห่มก่อน เ้าเป็หญิง ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นแบบนี้มันดูไม่เหมาะ” เอี้ยนกุยกล่าวพร้อมกับถอดเสื้อคลุมชั้นนอกให้หยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังขมวดคิ้ว
”เอ่อ.. ขอบคุณพี่เอี้ยนกุย แต่ข้าเป็ผู้ชาย”
“อะไรนะ นี่เ้าเป็ชายหรอกหรือ.. หน้าตาเ้า ชื่อเ้า เหมือนผู้หญิงชัดๆ ทั้งน้ำเสียงยังคล้ายเด็กผู้หญิงด้วย” เอี้ยนกุยทำหน้านิ่ว มันนั่งมองหยุนเสวี่ยเฟิงหมดสติั้แ่่เย็นแล้ว ภายในใจของมันก็ยังแสดงความเวทนาที่เด็กสาวนางนี้ต้องถูกจับมาขายเช่นเดียวกับมัน
”ข้าเป็ชายทั้งแท่งนะพี่ชาย” หยุนเสวี่ยเฟิงยืนกราน
”เป็ชายก็ชาย ข้าคงต้องปรับสายตาตัวเองใหม่แล้วสิ” เอี้ยนกุยใช้มือกุมขมับ หากมีใครมองเห็นผ่านความมืดนี้ จะได้เห็นใบหน้าอันขมขื่นของมันเป็แน่
”ช่างมันเถอะพี่เอี้ยนกุย ตอนนี้เราต้องคิดหาทางหนีก่อน มิทราบว่ามีแผนอันใดไหม” หยุนเสวี่ยเฟิงใช้สายตาสอดส่องไปในความมืด ผู้ที่คร่ากุมมันมาล้วนแต่นั่งบนหลังม้า เมื่อแสงจันทร์ลอดผ่านเมฆ เด็กน้อยก็จะนับจำนวนคนซึ่งเมื่อนับถี่ถ้วนแล้วก็พบว่ามีถึงยี่สิบคน พวกมันล้วนแต่เดินทางอย่างมีแบบแผน โดยจะจับกลุ่ม5คน แยกเดินทางสี่ทิศ ตรงกลางขบวนนั้นเป็กรงที่พวกเด็กอยู่
”ก่อนหน้านี้พวกเราก็หนีมาครั้งหนึ่ง เอ๊ะ.. เ้ารีบกินหมั่นโถวนี่ก่อน ดูท่าแล้วเ้าคงจะหิว” เอี้ยนกุยกำลังจะเอ่ยกล่าวต่อ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงท้องร้องมาจากหยุนเสวี่ยเฟิง มันจึงล้วงอกเสื้อหยิบหมั่นโถวยื่นใส่มือเสวี่ยเฟิง
”ขอบคุณพี่เอี้ยนกุย” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพร้อมกับกัดหมั่นโถวในมือ รสชาติของสิ่งนี้ต่างจากอาหารที่มันได้เคยกินในศูนย์ทดลองเล็กน้อย แต่แต่สิ่งที่ต่างกันออกไปก็คือหมั่นโถวนี้มีกลิ่นที่แปลกประหลาด มันจึงกล่าวกับเอี้ยนกุยว่า
”พี่เอี้ยนกุย ทำไมหมั่นโถวนี้กลิ่นมันแปลกๆ”
”เ้าอย่าได้เื่มาก รีบกินก่อนที่เ้าจะกินไม่ลง อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เ้ามีชีวิตรอดไปได้อีกหน่อย”
แม้คำกล่าวของเอี้ยนกุยจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็ยังคงกัดกินหมั่นโถวต่อไปจนหมด ทันใดนั้นด้านหน้าขบวนก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
”หยุด! หลบ!” สิ้นเสียงของมัน คบเพลิงด้านหน้าขบวนก็ถูกดับลง พลันนั้นชายชกรรห้าคนก็รีบนำใบไม้และกอหญ้าโยนมาปกคลุมกรงใหญ่ไว้
”อย่าส่งเสียงดัง ไม่งั้นตาย!” หนึ่งในชายชกรรกำชับก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหลบพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลตามพวก
ท้องฟ้ายามค่ำคืน หมู่เมฆยังคงปกคลุมทั่วผืนฟ้า หยุนเสวี่ยเฟิงเงยหน้ามองลอดผ่านลูกกรงและใบไม้ที่ปกคลุม มันหรี่ตามองไปยังทิศทางด้านหลังขบวน และพลันนั้นกลับปรากฏดวงแสงสีเหลืองจำนวนห้าดวง พุ่งพาดผ่านท้องฟ้าอันมืดมิด
”ช่ว.. “ มิทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะแผดเสียงร้องอันใด กลับมีมืออันเปียกชุ่มมาปิดปากมันไว้ กลิ่นคาวที่ติดมือนี้คล้ายกับกลิ่นที่อยู่บนหมั่นโถวมิมีผิดเพี้ยน
”อย่าร้อง พวกมันจะฆ่าเราก่อนที่พวกนั้นจะช่วยได้ทัน” เอี้ยนกุยกล่าวน้ำเสียงเย็น มือของมันยังคงปิดปากเด็กน้อย ในขณะเดียวกันนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็รู้สึกว่าอ้อมแขนของเอี้ยนกุยกลับชุ่มไปด้วยของเหลวอุ่นๆ
เมื่อดวงแสงทั้งห้าพาดผ่านผืนฟ้ายามราตรีไปเนิ่นนานแล้ว หัวหน้ากลุ่มโจรก็เริ่มจุดคบเพลิงอีกครั้ง มันถอนหายใจโล่งคราหนึ่ง
”ไปต่อ!” หัวหน้าโจรกล่าวน้ำเสียงขึงขัง การมาของมันครั้งนี้มีเื่ราวอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้าหลายครั้ง ลูกน้องของมันก็จัดอยู่ในกลุ่มพลังปลายแถว นับว่ามันโชคดีอยู่บ้างที่บังเอิญไปเจอเด็กสาวผิวพรรณดีนอนหมดสติอยู่หน้าสำนักอาทิตย์เหมันต์ แม้ว่ามันจะขลาดกลัวอยู่บ้างเมื่อต้องลักลอบคร่ากุมเด็กสาวที่นอนสลบอยู่หน้าประตูสำนักอันเลื่องชื่อ แต่มันก็มิอาจจะทนเห็นเงินก้อนโตหลุดลอยไปไม่ได้
”ครั้งนี้จับนังเด็กนี่มาขายได้ ข้าคงสบายไปอีกหลายปี หึหึ” หัวหน้าโจรยิ้มเหี้ยม มันหันไปมองกรงด้านหลังคราหนึ่งก่อนจะควบม้านำทางขบวนต่อ
เวลาย่ำรุ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หยุนเสวี่ยเฟิงได้แต่หายใจนั่งในกรงต่อไป ตลอดคืนที่ผ่านมานั้นกลุ่มโจรต่างก็เดินขนาบชิดกับกรงเกินไป มันจึงมิได้สนทนากับเอี้ยนกุยเลยสักครั้ง
ก่อนที่ดวงตะวันจะขึ้นจากขอบฟ้า กลุ่มขบวนก็เดินทางมาถึงช่องเขาหินแห่งหนึ่ง เมื่อเดินทางไปได้อีกสักระยะ ทุกสิ่งรอบขบวนก็กลับกลายเป็ถ้ำมืดขนาดใหญ่ หนทางคดเคี้ยวทางแยกมากมายภายในถ้ำล้วนถูกหัวหน้าโจรผู้นำทางพาไป เมื่อสบโอกาสแล้วเสวี่ยเฟิงจึงสะกิดเอี้ยนกุยอีกครั้ง
”พี่เอี้ยนกุย” หยุนเสวี่ยเฟิงเขย่าแขน
”ชูว.. ในถัำนี้มีเสียงสะท้อน เราต้องคุยกันเบาๆกว่านี้” เอี้ยนกุยน้ำเสียงเหมือนจะโรยรินผิดปกติกล่าว ตลอดการเดินทางทั้งคืนถึงตอนนี้ หยุนเสวี่ยเฟิงเพียงอาศัยแสงอันริบหรี่แวบหนึ่งเท่านั้นในการสำรวจภายในกรงนี้
”พี่เอี้ยนกุย คนอื่นๆเล่า พวกเขาเป็คนต่างถิ่นหรือ ถึงมิได้พูดคุย” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพลางเพ่งสายตามองไปยังร่างของเด็กนับสิบคนในกรง น่าแปลกที่พวกเขาล้วนแต่ยังคงนอนกอดก่ายกันท่าเดิม มีเพียงบางครั้งที่ล้อไม้ของเกวียนกระแทกหิน พวกเขาจึงจะขยับตัวคราหนึ่ง
”เ้าอย่าได้ใส่ใจเลย ‘พวกเรา’แค่้าพักผ่อน” เอี้ยนกุยกล่าว หยุนเสวี่ยเฟิงแม้จะเริ่มเห็นความผิดปดติเพิ่มขึ้น แต่มันก็มิได้ซักไซ้อะไรมากมายนัก
”ข้าว่าในถ้ำนี้มีทางคดเคี้ยวแยกออกไปมากมาย พี่เอี้ยนกุยมีวิธีออกจากกรงนี้หรือไม่ ถ้าสบโอกาสพวกเราอาจจะหนีไปตามทางแยกในถ้ำได้”
“กรงนี้มีแม่กุญแจอยู่ด้านหลังของเ้า ข้าหาของที่สะเดาะกุญแจให้เ้าได้ แต่ข้าเคยลองแล้วไม่สำเร็จ”
”เอาของสิ่งนั้นมาให้ข้า บางทีข้าอาจจะทำได้” หยุนเสวี่ยเฟิงพลันนึกถึงข้อมูลในสมองเป็แบบแปลนการสร้างแม่กุญแจ
”จับให้ดีๆ มันคือมีด” เอี้ยนกุยคลำแขนของหยุนเสวี่ยเฟิงจนเจอมือน้อยก่อนจะนำมีดที่ด้ามเปียกชุ่มมาวางไว้
“ทำอะไร!” อยู่ๆหนึ่งในสมุนกลุ่มโจรที่เดินอยู่ข้างลูกกรงอีกฟากก็กล่าวขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงรีบนำมีดในมืดเข้ามากอดไว้ก่อนจะนอนขดตัว
”โธ่..พี่ชาย ข้าแค่กระหายสุรานิดหน่อย ขอสักจิบเถอะ” เสียงสมุนโจรอีกคนดังขึ้น
”เ้าจะกินจะดื่มสุรา ข้าไม่ว่า แต่ต้องแบ่งข้าด้วย เอามานี่!” สมุนโจรผู้ที่เอ่ยก่อนหน้าคลำมือในความมืดไปหาไหเหล้าในมือของอีกคน
”พี่ชายระวังหน่อย เดี๋ยวก็หกหมด เอ๊ะ! สิ่งนั้นไม่ใช่นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ถอนหายใจโลกอก จากที่มันคาดไว้ กลุ่มโจรที่ลักพาตัวเด็กพวกนี้คงจะมีการดื่มสุราตลอดทาง เนื่องเพราะตลอดทางในถ้ำนี้มันได้กลิ่นสิ่งที่เรียกว่าสุราลอยตลบอบอวล
’สุราก็คือเหล้า กินเหล้าแล้วเมา ไม่มีสติ’ หยุนเสวี่ยเฟิงคาดคำนวนจากข้อมูลในหัว มันยิ้มขึ้นเล็กน้อย ดูท่าแล้วการจะหลบหนีอาจจะง่ายกว่าที่คิดไว้ เด็กน้อยพลันหันหลังไปยังลูกกรงก่อนจะคลำผ่านความมืดเพื่อหาแม่กุญแจในการสะเดาะ
แสงไฟจากคบเพลิงด้านหน้าขบวนสะท้อนผิวมันวาวของลูกกรงเล็กน้อย เป็สัญญาณบอกว่าเส้นทางภายในถ้ำเป็เส้นตรง แต่เมื่อใดที่แสงคบเพลิงหายไป นั่นแสดงว่าเส้นทางได้คดเคี้ยวแยกออกไป
เมื่อััเจอแม่กุญแจดอกใหญ่แล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็ค่อยๆแหย่ปลายมีดแหลมเข้าไปในรูกุญแจ มันพยายามนึกภาพกลไกในแม่กุญแจก่อนจะขยับมือไปมาให้ปลายมีดงัดสลักล็อกออก
แกร๊ก
ราวกับเป็เื่ง่ายดาย เมื่อแม่กุญแจหลุดออกแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็จับประตูลูกกรงไวัแล้วหันมาหาเอี้ยนกุย
”พี่เอี้ยนกุย ข้าทำได้แล้ว” เด็กน้อยกระซิบ
”เ้าหาโอกาสออกไปเถอะ ข้าจะอยู่กับพี่น้องข้า” เอี้ยนกุยน้ำเสียงโรยรินกว่าเดิม
”อะไรกันพี่เอี้ยนกุย พวกเราต้องออกไปด้วยกันหม..”
หยุนเสวี่ยเฟิงรอยยิ้มมิทันจางหาย เมื่อคบเพลิงหน้าขบวนคล้ายเข้ามาใกล้ขึ้นเมื่อหยุดที่ทางแยก ความมืดมิดเบื้องหน้าก็สว่างวาบขึ้น ร่างของเอี้ยนกุยบัดนี้ถูกฉาบย้อมไปด้วยสีแดง บรรดาเด็กหลายสิบคนที่เข้าใจว่านอนพักผ่อนกลับกลายเป็ซากศพสีแดงกองเป็ูเา เสวี่ยเฟิงดวงตาเบิกกว้าง มิรู้ว่ามันเอามือน้อยมาปิดปากจมูกตัวเองเมื่อใด เอี้ยนกุยที่ลมหายใจโรยรินใบหน้าซีดเผือด มันยิ้มด้วยแววตาเศร้าหมองกล่าวว่า
”พี่น้องข้า.. ข้าได้ให้พวกเขาพักผ่อนแล้ว ข้ากำลังจะตามพวกเขาไป..”
”ไม่.. ไม่..” หยุนเสียงเฟิงดวงตาแดงก่ำ หยาดน้ำตาล้นออกมาอย่างหยุดมิได้ เหตุอันใดกันที่ทำให้มันต้องพบเจอเหตุการณ์เยี่ยงนี้เป็ครั้งที่สอง
’อีกแล้วหรือ.. ’ ใบหน้าของชายร่างกำยำผู้ที่ได้ช่วยมันไว้ก่อนหน้านี้กลับมาซ้อนทับใบหน้าของเอี้ยนกุย
“ไม่.. พี่เอี้ยนกุย ท่านต้องรอดไปพร้อมกับข้า..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวทั้งน้ำตา มันประคองร่างของเอี้ยนกุยไว้ในอ้อมอก
”ขอโทษสำหรับหมั่นโถวนะ.. ที่จริงแล้วมันเป็เพียงข้าวชุ่มเืเท่านั้น เพราะความหิว.. ข้าจึงฆ่าพี่น้องของข้าเพื่อแย่งชิงเศษข้าวปั้น แต่พอดับความหิวแล้วถึงได้รู้สึกตัว ข้ามันชั่วช้าเสียเหลือเกิน..”
“ท่านไม่ผิดอันใด ท่านเพียงต้องดิ้นรนมีชีวิตเท่านั้น“ หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงร่ำไห้ ท่ามกลางความมืดมิดในโพรงถ้ำและแสงจากคบเพลิงที่หายไปข้างหน้าอีกครั้ง
”เสวี่ยเฟิง.. ข้าแก่กว่าเ้าแค่ปีเดียวถือว่าข้าเป็พี่ของเ้า อย่างนั้นได้โปรดฟังคำสุดท้ายของข้าเถิด..”
”ท่านมีอันใดจะขอ โปรดวางใจข้าจะทำให้ท่าน” ได้ยินเช่นนั้นเอี้ยนกุยก็ยิ้มปนเศร้า แววตาของมันเริ่มพร่ามัว ั้แ่มันสำนึกผิดจนต้องเอามีดกรีดแทงตัวเองแล้ว การที่มันยังมีลมหายใจอยู่ถึงตอนนี้อาจจะมีไว้เพื่อการณ์นี้ก็เป็ได้
”เสวี่ยเฟิง.. ข้าวสีแดงนั้น.. ถือว่าข้าและพี่น้องมอบให้เ้า.. ชีวิตของเ้า เ้าจงมีชีวิตต่อไป..”
”ข้ารับปาก ข้าสัญญา” หยุนเสวี่ยเฟิงก้มหน้ามองเอี้ยนกุยในอ้อมกอด หยดน้ำตาอันอบอุ่นตกกระทบใบหน้าขาวซีด ดวงตาผู้ที่อยู่ในอ้อมอกนั้นหมองลง เอี้ยนกุยเด็กชายอายุสิบสามได้จากไปแล้ว
หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงก้มหน้าร่ำไห้อย่างเงียบเชียบ ชั่วยามแล้วชั่วยามเล่าที่ร่างกายมันไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ท่ามกลางกลุ่มโจรค้ามนุษย์ที่พาตัวมันมา ไม่มีแม้สักคนที่ได้รู้ว่าบัดนี้เหยื่อการค้าของพวกมันได้หมดค่าราคาลงไปแล้ว..
’ฆ่า.. ข้าจะฆ่า..’ ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในสมองของเด็กน้อย แววตาร่ำไห้ก่อนหน้าได้ก่อเกิดประกายดุดันท่ามกลางความมืดมิด มันทอสว่างคราหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตุเห็น พลังบางอย่างในตัวของหยุนเสวี่ยเฟิงพลันปะทุออกมาจนเอ่อล้น ร่างกายกลับรู้สึกเหมือนราวกับจะแข็งแกร่งปานจะซัดหินผาให้แหลกได้
’ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด’ หยุนเสวี่ยเฟิงกัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววเหี้ยมโหดจ้องมองไปยังคบเพลิงเพียงหนึ่งเดียวด้านหน้าขบวน
จบตอน
พูดคุยกับผู้เขียน :
สวัสดีครับ และแล้วก็มาอีกตอนจนได้ ก็ขอยัำว่าเื่นี้ผมแต่งเองนะ ไม่ได้แปลมาจากไหน ส่วนจะไปเหมือนเื่อื่นหรือเปล่านั้น ผมก็ไม่รู้นะ ผมเป็คนชอบอ่านนิยายจีนแนวนี้อยู่ จึงได้ลองเขียนเองบ้าง ส่วนชื่อจีนก็เสิร์ชหามาแบบงงๆ ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอกนะ ถ้าผิดพลาดยังไงก็แจ้งกันด้วยเน้อ ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านครับ