บทที่ 25 พาไปตัวเปล่าไม่ได้
เมื่อประโยคนั้นหลุดออกมา สีหน้าของเล่อตงก็เปลี่ยนไปในทันที แม้แต่ยายเฒ่ากุ้ยก็ยังอดไม่ได้ “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ตอนไฟไหม้ ถ้าไม่ได้เล่อเวยวิ่งเข้าไปอุ้มแกออกมา ป่านนี้แกคงเหลือแต่ขี้เถ้าไปแล้ว!”
ยายเฒ่ากุ้ยชี้ไปที่เล่อตง “หลานรักของแกสิ ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปช่วยด้วยซ้ำ!”
“นังนั่นเกิดใจดีอะไรขึ้นมา ฉันไม่เชื่อหรอก” นางเล่อว่า “แกล้งทำตัวเป็คนดีไปอย่างนั้นแหละ มารยาจะตายไป มันน่ะ!”
“เอาละ” เล่อตงไม่สนใจจะฟังที่ยายเฒ่าพูด “เดี๋ยวอาจะมารับย่าไปอยู่ด้วย ย่าไปอยู่กับอาในเมืองสักสองปีนะ”
ได้ยินแบบนั้น หญิงชราก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที “อาของแกมีจิตสำนึกขึ้นมาแล้วเรอะ! ฉันจะพาแกไปด้วย ไปอยู่บ้านอาแกกัน ตอนแกเข้าโรงเรียนจะได้ประหยัดค่าที่พัก เอาชื่อเข้าทะเบียนบ้านอาเขาน่ะดีที่สุด แกจะได้เข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมืองได้!”
เนื่องจากยายเฒ่ากุ้ยยังอยู่ในห้อง เล่อตงจึงไม่พูดอะไรมาก เขาก้าวไปข้างหน้าเพื่อพยุงนางเล่อ “เราไปที่ห้องอื่นกันก่อนเถอะ ย่านอนมาสองวันแล้ว ยายเฒ่ากุ้ยจะได้พักผ่อนบ้าง”
“ไม่ต้องมาทำเป็พูดดี” ยายเฒ่ากุ้ยโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ ถ้าไม่เห็นแก่หน้าจี่เฟิ่งและเล่อเวย เธอไม่มีวันปล่อยให้ยายเฒ่าเล่อมานอนในห้องของเธอแน่ ยิ่งได้ยินที่เล่อตงพูด ความสุภาพที่ดูเสแสร้งเช่นนั้นยิ่งทำให้เธอนึกรังเกียจ “ฉันไม่อยากคุยด้วยแล้ว พาออกไปเร็วๆ เลย”
เล่อตงยิ้มอย่างขื่นขม ชื่อเสียงเ้าของร่างเดิมนั้นแย่จริงๆ!
เขาพยุงยายเฒ่ามายังห้องที่จี่เฟิ่งพัก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ เล่อตงก็รีบดึงเข็มเล่มยาวออกมาจากชายเสื้อ และฝังมันลงไปบนหลังของนางเล่ออย่างรวดเร็ว
หญิงชราที่เพิ่งจะฟื้นตัว ขยับเขยื้อนได้ไม่ค่อยดีนัก ต่างจากเล่อตงที่คล่องแคล่วว่องไว นางเล่อจึงไม่ทันสังเกตเห็นการกระทำของหลานชาย ตอนที่ยายเฒ่ากำลังจะเอ่ยปากถาม ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีเสียงพูดใดหลุดออกมา “เอ่อ...อ่า!”
เล่อเวยผลักประตูเข้ามาถาม “เป็ยังไงบ้าง”
“ฟื้นแล้ว กำลังพักอยู่” เล่อตงไม่ได้บอกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งกระทำลงไป “อามาแล้วเหรอ”
“มาแล้ว”
เล่อเวยเหลือบมองยายเฒ่าเล่อ ใบหน้าของยายเฒ่าแดงก่ำ แปลว่าน่าจะรู้ตัวแล้ว
เธอเมินนางเล่อ ก่อนจะะโออกไปที่ลานบ้าน “อาฟางคะ อยู่ที่ห้องนี้”
เล่อฟางฟางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอนที่อีกฝ่ายเห็นเล่อตง เธอก็ชะงักเล็กน้อย แล้วหันไปมองเล่อเวยแทน
หลังจากกินยาเพิ่มพลังเข้าไป เล่อเวยเลยไม่ได้ดูซีดเซียวหรือผอมแห้งอีกต่อไป ถึงเสื้อผ้าจะยังมีรอยปะชุน แต่ร่างกายของเธอดูเหมือนกำลังเปล่งประกาย และไม่อาจซ่อนความงามเอาไว้ได้
เมื่อสังเกตเห็นสายตาที่มองมา เล่อเวยก็ยิ้มให้เธออย่างเป็มิตร “อาฟางคะ อีกสักพักอาหารน่าจะเสร็จแล้ว มากินด้วยกันก่อนนะคะ พวกเราจับกระต่ายป่าบนเขามาได้เมื่อเช้า หน่อไม้ที่ขุดมาก็สดๆ ทั้งนั้นเลย”
เล่อฟางฟางยังคงแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ถือโทษโกรธคนที่ยิ้มให้ อีกอย่าง เล่อเวยคงลำบากมากที่ต้องเกิดเป็ผู้หญิงในครอบครัวนี้ เล่อฟางฟางจึงไม่อยากโยนความเกลียดชังต่อคนในบ้านไปให้กับหลานสาว
เธอเดินตามเล่อเวยออกไปโดยไม่พูดอะไร
ในเรือนนอกบ้านมีอาหารหลากหลายชนิดวางอยู่บนโต๊ะ บางจานกำลังนึ่งอยู่ ส่วนปลาตะเพียนในน้ำแกงนั้นน้ากุ้ยจับได้จากแม่น้ำเมื่อตอนเช้า และยังมีเห็ดป่า หน่อไม้กับกระต่ายที่เล่อเวยได้มาจากบนูเา
เล่อเวยตักโจ๊กข้าวโพดชามใหญ่ส่งให้อาของเธอ เล่อฟางฟางตักกินสองสามคำ สีหน้าจึงค่อยดีขึ้น
หลังมื้อเย็น เล่อฟางฟางก็รีบพูดธุระของเธอทันที “ฉันรับแม่ไปอยู่ด้วยก็ได้ แต่ให้ไปตัวเปล่าไม่ได้หรอกนะ หน้าที่เลี้ยงดูยายเฒ่าไม่ใช่ของฉันคนเดียว สองปีนี้พวกเธอต้องส่งค่าเลี้ยงดูมาด้วย อย่างน้อยก็เดือนละห้าสิบหยวน!”
ห้าสิบหยวน!
ตอนนี้พวกเขามีเงินติดตัวไม่ถึงห้าสิบหยวนด้วยซ้ำ พอซื้อยาแล้ว ก็เหลือแค่สามสิบหยวนจากเงินที่ยืมมาเมื่อเช้า
จี่เฟิ่งหน้าซีด นั่งเงียบไม่พูดอะไร
การส่งแม่สามีไปอยู่ที่อื่นได้ ย่อมดีกว่าสิ่งใด
ส่วนเล่อตงนั่นแสดงความคิดเห็นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน น้าสะใภ้กุ้ยอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “นี่ พวกเขาเป็แค่เด็กกำพร้ากับแม่ม่ายคนหนึ่ง จะหาเงินห้าสิบหยวนจากไหนมาได้ทุกเดือน อีกอย่างยายเล่อเป็แม่แท้ๆ ของเธอ ไม่ใช่แม่ของพี่จี่เฟิ่งเสียหน่อย”
เล่อฟางฟางยิ้มเยาะ “โชคดีของเธอแล้วที่ไม่ต้องมีแม่แบบนี้ แต่ฉันไม่สนหรอกนะ ถ้าไม่ได้เงิน ฉันก็จะเอาแกไปทิ้งไว้ข้างถนนนี่แหละ”
นางกุ้ยไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “เอาไปทิ้ง! กำลังขู่ใครมิทราบ ใครในห้องนี้อยากเลี้ยงยายเล่อกันบ้าง ทิ้งแล้วคนอื่นสบาย แต่บาปกรรมจะตกอยู่กับตัวเองเอานะ!”
บทที่ 26 สัญญาชำระหนี้
กุ้ยจ้วงดึงภรรยากลับมา “อย่าพูดไร้สาระน่า! ปล่อยให้เขาตกลงกันเองเถอะ”
เล่อเวยตบหลังมือน้าสะใภ้กุ้ยให้ใจเย็นลง
เพราะนางกุ้ยไม่รู้ว่ายายเฒ่าเล่อทำอะไรไว้กับเล่อฟางฟางบ้าง
เดิมนางกุ้ยไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ ตอนที่เธอแต่งเข้ามา เล่อฟางฟางก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่นแล้ว นอกจากตอนงานศพของเล่อฟางผิง เล่อฟางฟางก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย
ในสายตาของนางกุ้ย สิ่งที่เล่อฟางฟางทำนั้นไม่ถูกต้อง แม้ว่านางเล่อจะเทิดทูนลูกชายมากกว่าลูกสาว และเป็คนไม่มีเหตุผล แต่คนเป็ลูกจะเพิกเฉยต่อบุพการีได้อย่างไร
หากเล่อฟางผิงยังอยู่ เธอก็ยังพอจะเข้าใจการกระทำของเล่อฟางฟางได้ เพราะนางเล่อลำเอียงรักลูกชายมากกว่า จึงสมควรแล้วที่จะให้เขาเป็คนเลี้ยงดู
แต่ตอนนี้ เล่อฟางผิงตายไปแล้ว เล่อฟางฟางที่เป็ทายาทกลับผลักภาระให้จี่เฟิ่ง
จี่เฟิ่งเป็เพียงสะใภ้ ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ทำไมจะต้องมารับผิดชอบเื่นี้ด้วย
นางกุ้ยเห็นใจจี่เฟิ่งเป็อย่างมาก
เล่อเวยเองก็รู้เื่นั้นเป็อย่างดี ไม่แปลกที่น้าสะใภ้กุ้ยจะเข้าข้างแม่ของเธอ และไม่ใช่เื่ผิดที่เล่อฟางฟางจะรู้สึกคับแค้นใจ เพราะเธอเองก็ต้องทนทุกข์ทรมานมาั้แ่เด็ก
ดังนั้นเธอจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธคำขอของเล่อฟางฟาง
เพียงแต่ตอนนี้เธอยังหาเงินจำนวนนั้นไม่ได้
“อาคะ อาเขยเป็คนเดียวในครอบครัวที่มีรายได้ เดิมต้องดูแลลูกสองคน มีคนแก่เพิ่มไปอีกคน บางเดือนอาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง เื่นั้นฉันเข้าใจดี เราจะหาค่าเลี้ยงดูส่งไปให้เอง”
มีเพียงเล่อเวยที่เห็นใจเธอ คำพูดแค่ไม่กี่คำทำให้สีหน้าของเล่อฟางฟางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันที่จริงแล้วสภาพการเงินของเธอก็ไม่ได้แย่นัก เธอบอกว่าไม่มีงานทำ แต่จริงๆ เธอมีธุรกิจเล็กๆ อยู่ในเมือง เรียกได้ว่าไม่ต้องกังวลเื่อาหารหรือเสื้อผ้า แถมยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ อันที่จริงเธอไม่ได้สนใจเงินห้าสิบหยวนนั้นเลยด้วยซ้ำ
เพียงแค่ชิงชังแม่อยู่ในใจ และไม่สามารถกลืนความคับข้องใจทั้งหมดที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาั้แ่เด็กได้
“แต่ถึงยังไง” เล่อเวยเปลี่ยนเื่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “อาก็น่าจะเห็นแล้ว ว่าบ้านของฉันถูกไฟไหม้จนหมด แม่กับฉันมีเงินติดตัวอยู่แค่สามสิบหยวนซึ่งเป็เงินที่พวกเราเพิ่งยืมมาได้ ฉันอยากให้อานะคะ แต่คงจะยังให้ไม่ได้จริงๆ เอาอย่างนี้ดีไหมคะ เราขอติดหนี้ปีแรกไว้ก่อน แล้วจะจ่ายให้อาพร้อมกันในปีที่สองเลย”
เล่อฟางฟางขมวดคิ้วราวกับ้าจะพูดอะไรบางอย่าง ดวงตาของเธอมองสลับระหว่างจี่เฟิ่งกับเล่อเวยอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าที่ทั้งสองคนสวมใส่มีแต่รอยปะชุน เธอก็ลอบถอนหายใจ แต่ปากก็ยังคงพูดอย่างไม่ผ่อนปรนว่า “พูดมาอย่างนั้นก็ดี แล้วจะคืนหนี้กันยังไง”
“ฉันจะเขียนสัญญาชำระหนี้เอาไว้ พร้อมประทับลายนิ้วมือ”
เล่อฟางฟางพิจารณาเธออย่างจริงจัง “งั้นก็เขียนมาเถอะ”
“น้าสะใภ้กุ้ยคะ ที่นี่พอจะมีกระดาษกับปากกาไหมคะ”
“ฉันมี” หลิ่วไถเฉิงซึ่งนั่งเงียบอยู่นาน ยิ้มบอก ก่อนจะหยิบปากกาจากเสื้อคลุมยื่นให้เล่อเวย จากนั้นก็หยิบกระดาษจากกระเป๋าอีกใบส่งให้ “พอไหม”
เล่อเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ให้ฉันเขียนสัญญาชำระหนี้ให้คุณด้วยไหมคะ”
“ไม่ต้อง” หลิ่วไถเฉิงคลายเกลียวปากกาส่งให้ “ถ้าเธอไม่คืน ฉันจะตามเธอไปสุดขอบโลกเพื่อทวงเอง”
“ห้าสิบหยวน คุ้มไหมคะที่ต้องตามหาจนสุดหล้าฟ้าเขียว” ขณะเอ่ยปากล้อเขา เล่อเวยก็รับปากกาที่เห็นได้ชัดว่าราคาแพงมาเขียนสัญญาชำระหนี้สองใบพร้อมประทับรอยนิ้วมือลงบนนั้น ก่อนจะยื่นใบหนึ่งให้เล่อฟางฟาง “เก็บไว้คนละใบนะคะ หลังอาประทับลายนิ้วมือ ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย”
เล่อฟางฟางรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยความสงสัย และอดประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้เมื่ออ่านมัน
เธอจำได้ว่าหลานสาวคนนี้จบเพียงชั้นประถม เหตุใดถึงสามารถเขียนด้วยลายมือที่สวยงามและคล่องแคล่วขนาดนี้ได้
หลิ่วไถเฉิงที่เห็นสัญญาชำระหนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน
ลายมือดีนั้นเื่หนึ่ง แต่อีกเื่คือสัญญาชำระหนี้ของเล่อเวยเขียนออกมาได้เป็อย่างดี เป็สัญญาขนาดสั้นแต่ระบุชื่อผู้ให้ยืมและผู้ยืม เวลากับสถานที่ลงนาม วิธีการคืนหรือแม้แต่วิธีคำนวณดอกเบี้ย และเื่อื่นๆ ไว้อย่างชัดเจน
ปีนี้เล่อเวยเพิ่งจะอายุสิบหก สามารถเขียนคำศัพท์พวกนั้นราวกับมืออาชีพได้อย่างไร