หลินชุ่ยอิงกอดร่างเล็กอันอบอุ่นในอ้อมแขน หัวใจก็พลันอ่อนโยนลง ขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกสงสารเห็นใจมากขึ้นอีกหลายส่วน
หลินชุ่ยอิงจูบเส้นผมอ่อนนุ่มของทิงเสวี่ยเบาๆ แล้วกระซิบข้างหูเธออย่างอ่อนโยน “เสียวเสวี่ย เรื่องน่ารังเกียจที่แม่ของลูกทำไว้ก่อนปีใหม่ พ่อของลูกเล่าให้ป้าฟังหมดแล้ว แม่ของลูกมันเกินไปจริงๆ หลายปีมานี้ไม่เคยให้เงินลูกสักเฟินก็ช่างเถอะ นี่กลับยังมาคิดไม่ซื่อกับลูกอีก แต่เสียวเสวี่ยลูกอย่าเสียใจไปเลยนะ พวกเราก็ทำเหมือนกับว่าเขาไม่อยู่แล้ว ลูกยังมีพ่อ มีอาสาม แล้วก็มีป้าอยู่นะ พวกเราจะรักและดูแลลูกอย่างดี“
เนื่องจากหลินชุ่ยอิงไม่มีลูกสาว ประกอบกับความสัมพันธ์ที่ดีกับหลินกั๋วผิง เธอจึงรักและเอ็นดูทิงเสวี่ยเหมือนลูกสาวมาโดยตลอด แม้ว่าที่บ้านเดิมเธอจะมีหลานสาวอีกคนคือหลินหงเหมย ซึ่งถ้าว่ากันตามสายเลือดแล้ว หลานสาวคนนั้นใกล้ชิดกับเธอมากกว่า แต่หลินชุ่ยอิงกลับไม่สามารถชอบหลินหงเหมยได้อย่างไรก็ไม่รู้
หลังจากจางเสี่ยวเสีย แม่ของหลินหงเหมย แต่งเข้ามาได้สองปี หลินชุ่ยอิงถึงได้แต่งงานออกไป ในช่วงเวลานั้น สองอาสะใภ้กับหลานสะใภ้มีเรื่องกระทบกระทั่งกันไม่น้อย แม้ว่าความขัดแย้งจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ทำให้หลินชุ่ยอิงไม่ชอบจางเสี่ยวเสีย พี่สะใภ้ใหญ่คนนี้ และพลอยไม่ชอบลูกๆ ที่เธอให้กำเนิดไปด้วย
หลินหงเหมยไม่เรียบร้อยเท่าทิงเสวี่ย ทั้งยังไม่รู้จักวางตัวเท่าทิงเสวี่ยย นิสัยใจคอและท่าทางก็ยิ่งเหมือนจางเสี่ยวเสียแม่ของเธอเข้าไปทุกที แบบนี้หลินชุ่ยอิงก็ยิ่งไม่ชอบเธอมากขึ้นไปอีก
หลินชุ่ยอิงก็เหมือนกับญาติๆ หลายคน ที่ไม่เคยพูดถึงข้อดีของหลิว กุ้ยหลาน แม่ของทิงเสวี่ย ให้ทิงเสวี่ยฟังเลย อันที่จริง การพูดถึงข้อเสียของคนที่ทอดทิ้งเด็กให้เด็กที่ถูกทอดทิ้งฟังอยู่เสมอ ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจของเด็กเท่าไหร่นัก
หัวใจของเด็กทุกคนในตอนแรกเปรียบเสมือนกระดาษขาว ดังคำกล่าวที่ว่า เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว
ยังคงต้องสอนให้เด็กรู้จักความเมตตาและความรัก แม้ว่าคนบางคนจะไม่ดีงาม ไม่น่ารักก็ตาม
การหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรักลงในจิตใจของเด็กตั้งแต่ยังเล็ก จะทำให้เด็กคนนั้นเติบโตอย่างสดใสไปในทางที่ดี
ในทางกลับกัน หากคุณหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง พลังงานลบ ลงในจิตใจที่ยังเยาว์วัยของเด็ก เด็กคนนั้นก็จะไม่สามารถเติบโตอย่างสดใสได้ อย่างเบาที่สุด เด็กคนนั้นก็จะมีจิตใจที่ไม่ค่อยสดใส ไม่มีความสุขเท่าที่ควร หากรุนแรงหน่อย เด็กคนนั้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โลกทัศน์และค่านิยมก็อาจจะไม่ค่อยถูกต้องนัก
แน่นอนว่าหลินชุ่ยอิงที่เรียนจบแค่ชั้นประถมนั้นไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่ความปรารถนาดีที่เธอมีต่อทิงเสวี่ยนั้นเป็นของจริง
การกระทำของหลิว กุ้ยหลานต่อทิงเสวี่ยก่อนปีใหม่นั้นทำให้หลินชุ่ยอิงโกรธมากจริงๆ
ทิงเสวี่ยค่อยๆ เอามือที่ปิดปากออก แล้วจึงพูดว่า “คุณป้ารองคะ วางใจเถอะค่ะ หนูไม่เสียใจเลยค่ะ ไม่เสียใจเลยสักนิดเดียว หนูยอมรับว่าเมื่อก่อนหนูคิดถึงเขามากจริงๆ แต่ตั้งแต่คุณย่าจากไป หนูก็ไม่อยากนึกถึงเขาอีกแล้ว ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วจริงๆ ค่ะว่าใครในโลกนี้ที่สำคัญกับหนู และใครที่ไม่สำคัญ”
หยุดไปครู่หนึ่งทิงเสวี่ยก็พูดต่อ “คุณป้ารองคะ หนูฝันถึงคุณย่าค่ะ ฝันถึงก่อนวันที่แม่จะมาหาเพื่อจะพาหนูไปวันหนึ่ง คุณย่าบอกให้หนูดูแลพ่อกับอาสามให้ดี คุณย่ายังบอกอีกว่าอย่าให้หนูไปกับแม่ แม่ไม่รักหนูหรอกค่ะ”
คำพูดเหล่านี้ของทิงเสวี่ย หลินชุ่ยอิงเชื่อ เธอและคนส่วนใหญ่เชื่อเรื่องคนตายมาเข้าฝัน
เธอเชื่อว่าทิงเสวี่ยฝันถึงคุณย่าจริงๆ เธอเชื่อว่าคุณย่าได้สั่งเสียคำพูดเหล่านั้นกับทิงเสวี่ยในฝัน เพราะเธอรู้ว่าหญิงชราเป็นห่วงหลานสาวคนเล็กที่ท่านเลี้ยงดูมากับมือคนนี้มากที่สุด
“เสียวเสวี่ย ลูกทำตัวดีๆ คุณย่าของลูกที่อยู่ทางโน้นถึงจะวางใจได้นะ” พอพูดถึงคุณย่าหลินผู้ล่วงลับ หลินชุ่ยอิงก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ แม้ว่านั่นจะเป็นแม่เลี้ยงของเธอ แต่ในใจของเธอนั้นท่านคือแม่แท้ๆ แม่ผู้ให้กำเนิดคนนั้นจากโลกนี้ไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ เธอเติบโตมาได้เพราะแม่เลี้ยง
ทิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “หนูจะทำตัวดีๆ ค่ะ คุณป้ารองก็ต้องทำตัวดีๆ ด้วยนะคะ อ้อ จริงสิคะ เมื่อตอนกลางวันที่โต๊ะอาหารที่หนูบอกว่าคุณป้ารองทำแพนเค้กต้นหอมอร่อยมาก แพนเค้กของคุณป้าเอาไปขายได้จริงๆ นะคะ ไม่ได้พูดเหลวไหลเลย นี่เป็นคำพูดของคุณย่าค่ะ”
หลินชุ่ยอิงพูด “ก็ให้ถือว่าเป็นคำพูดของคุณย่าก็แล้วกัน แต่ป้าไม่มีความสามารถขนาดนั้นที่จะเอาไปขายหรอก ป้าน่ะทำได้แค่ทำให้พวกเรากินกันเท่านั้นแหละ”
ทิงเสวี่ยพูด “คุณป้ารองคะ คุณป้าต้องมั่นใจในตัวเองสิคะ ฝีมือของคุณป้านั่นแหละคือความมั่นใจของคุณป้า ก่อนหน้านี้ตอนคุณย่าพาหนูไปเยี่ยมญาติที่อำเภอกับในตัวเมือง แพนเค้กต้นหอมที่เคยกินเทียบกับของคุณป้าไม่ได้เลยจริงๆ นะคะ คุณป้ารองคะ หลายคนร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ นะคะ ดูอย่างพี่หงเจี้ยนลูกชายคุณลุงกั๋วจวินสิคะ เขาแค่เพาะถั่วงอกขาย ตอนนี้ก็ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ได้แล้ว ก่อนปีใหม่เขายังซื้อกำไลเงินให้พี่สะใภ้หงเจี้ยนตั้งหนึ่งคู่ ทำเอาพวกสะใภ้สาวๆ ในหมู่บ้านอิจฉาริษยากันใหญ่เลย คุณย่าบอกว่าทุกอย่างเริ่มต้นย่อมยากเสมอ แต่ถ้ากล้าที่จะก้าวเท้าแรกออกไปแล้ว มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกค่ะ”
คำพูดของทิงเสวี่ยที่ทั้งมีเหตุผลและเต็มไปด้วยความรู้สึกนั้น ทำให้หลินชุ่ยอิงอดหวั่นไหวไม่ได้ แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะออกมาจากปากของเด็กที่อายุยังไม่ถึงเก้าขวบ แต่เหตุผลเหล่านั้นเด็กหญิงก็ได้อ้างคำพูดของคุณย่ามา คำพูดของเธอเองย่อมไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้าคุณย่าพูดมันก็ต่างออกไป
อีกอย่าง การที่หลินหงเจี้ยน ลูกชายคนโตของบ้านหลินกั๋วจวิน ร่ำรวยขึ้นมาจากการเพาะถั่วงอกขายเมื่อสามปีก่อนนั้นก็เป็นเรื่องจริง
หลายปีมานี้ ในชนบทมีหลายคนทำธุรกิจส่วนตัว ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หลายคนที่ทำได้ดีก็สร้างฐานะร่ำรวยขึ้นมาได้
หมู่บ้านต้าหลิ่วซู่ที่หลินชุ่ยอิงอยู่ก็มีคนทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกัน การมองคนอื่นร่ำรวยแล้วจะไม่รู้สึกอิจฉาก็คงจะเป็นเรื่องโกหก แต่หลินชุ่ยอิงมักจะรู้สึกว่าตัวเองกับสามี ซูชิ่งลี่ ไม่ใช่คนที่จะทำการค้าได้
“เสียวเสวี่ย ลูกว่าป้าจะทำได้จริงๆ เหรอ?” หลินชุ่ยอิงถามเสียงอ่อยๆ เธอรู้ว่าการถามเด็กเล็กขนาดนี้มันดูโง่ๆ หน่อย แต่เมื่อครู่ที่ทิงเสวี่ยพูดมานั้นทำให้เธอหวั่นไหวจริงๆ
ทิงเสวี่ยใช้มือเล็กๆ ของตัวเองกุมมือของหลินชุ่ยอิงที่ด้านกร้านเพราะทำงานหนักมานานแล้วพูดอย่างหนักแน่น “คุณป้ารองคะ คุณป้าทำได้ค่ะ ฝีมือของคุณป้าก็เห็นๆ กันอยู่ ถ้าคุณป้าไม่เชื่อก็ลองไปซื้อแพนเค้กต้นหอมของคนอื่นที่ตลาดในอำเภอมาชิมดูสิคะ เปรียบเทียบกันดู ถ้าคุณป้าตัดสินใจจะทำจริงๆ ก็ไปศึกษาเรียนรู้จากตลาดใหญ่ในอำเภอเลยค่ะ แน่นอนว่าถ้าคุณป้าไปถามตรงๆ เขาคงไม่บอกหรอกค่ะ คุณป้าต้องคอยสังเกต คอยดูให้มาก เรียนรู้อย่างตั้งใจ หนูเชื่อว่าคุณป้ารองฉลาดขนาดนี้ต้องเรียนรู้ได้แน่นอนค่ะ จะต้องทำธุรกิจเล็กๆ นี้ให้สำเร็จได้แน่ๆ”
“อืม ป้าจะฟังเสียวเสวี่ยก็แล้วกัน” หลินชุ่ยอิงไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งชักจูงได้ ในตอนนี้อกของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ทิงเสวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “คุณป้ารองไม่ได้ฟังหนูหรอกค่ะ แต่ฟังคุณย่าต่างหาก”
หลินชุ่ยอิง “…”
จากนั้นทิงเสวี่ยก็เปลี่ยนจากท่าทางแบบผู้ใหญ่ตัวน้อยกลับไปเป็นเด็กหญิงอายุแปดเก้าขวบตามวัย แล้วก็เข้าไปออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของหลินชุ่ยอิง “ถ้าคุณป้ารองทำธุรกิจจริงๆ แล้วทำสำเร็จ หาเงินได้เยอะแยะ คุณป้าก็จะได้ซื้อชุดสวยๆ กับขนมอร่อยๆ ให้หนูเยอะๆ เลยนะคะ”
“ได้สิ ถ้าป้าหาเงินได้แล้วจะซื้อชุดสวยๆ ให้เสียวเสวี่ยเยอะๆ เลย แต่งตัวให้เสียวเสวี่ยเป็นเจ้าหญิงน้อยเลยนะ” แม้ว่าจะยังไม่ทันได้เริ่มอะไรเลย แต่หลินชุ่ยอิงก็อดไม่ได้ที่จะวาดฝันว่าถ้าตัวเองหาเงินได้เยอะๆ แล้วจะเป็นอย่างไร ราวกับว่าเบื้องหน้าของเธอมีธนบัตรสีสันสดใสมากมายปรากฏขึ้น
ในความฝันของหลินชุ่ยอิงมีแต่ธนบัตรสีสันสดใสนับไม่ถ้วน แม่เจ้าโว้ย! ตัวเองจะมีเงินเยอะขนาดนี้ได้ยังไงกัน? หรือว่ามันจะหล่นมาจากฟ้า ลมพัดมาให้กันนะ?
เพราะฝันดีเป็นพิเศษ วันรุ่งขึ้นอารมณ์ของหลินชุ่ยอิงจึงดีเป็นพิเศษ
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ซูเจียหนิงก็พาทิงเสวี่ยออกไปเล่นข้างนอก
ซูเจียหนิงพาทิงเสวี่ยไปเล่นใต้ต้นหลิวใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
สองพี่น้องเล่นตั้งเตกัน คือการวาดตารางสี่เหลี่ยมบนพื้น แล้วกระโดดขาเดียวเข้าไปในนั้น ซึ่งก็มีกติกาการเล่นอยู่ หากทำผิดกติกาก็เท่ากับแพ้
แม้ว่าการเล่นตั้งเตจะเป็นเกมของเด็กผู้หญิง แต่เนื่องจากมีของเล่นน้อยมากจริงๆ เด็กผู้ชายหลายคนจึงมักจะเล่นกับเด็กผู้หญิงด้วย ไม่ใช่แค่ตั้งเตเท่านั้น เกมอื่นๆ ก็เช่นกัน
ทั้งสองคนเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็มีเด็กๆ หลายคนเดินมาจากไกลๆ มีทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง พวกเขาอายุไล่เลี่ยกับซูเจียหนิงและทิงเสวี่ย
เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กในหมู่บ้านต้าหลิ่วซู่ ซูเจียหนิงรู้จักพวกเขาทุกคน และล้วนเป็นเพื่อนเล่นที่ดีต่อกัน
แม้ว่าทิงเสวี่ยจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเขามากนัก แต่ก็พอจะเรียกชื่อได้สองสามคน แสดงให้เห็นว่าทิงเสวี่ยมาที่นี่ค่อนข้างบ่อย
พอมีเด็กๆ เยอะขึ้นก็ยิ่งสนุกสนาน
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นหยิบถุงทรายที่แม่เย็บให้มาด้วย
ถุงทรายเป็นของเล่นของเด็กๆ หลายคนในยุคสมัยนั้น
ถุงทรายเย็บจากผ้า ข้างในใส่ทราย แน่นอนว่าบางคนก็ใส่ข้าวโพดหรือข้าวฟ่าง
แม่ที่มีฝีมือหน่อยก็จะเย็บถุงทรายให้ลูกตัวเองอย่างประณีตสวยงาม ไม่ใช่แม่ทุกคนที่จะยอมทำของเล่นแบบนี้ให้ลูกตัวเอง ดังนั้นเด็กที่มีถุงทรายจึงมักจะรู้สึกภูมิใจและหยิ่งผยองเป็นพิเศษ
เล่นตั้งเต โยนถุงทราย แล้วก็มีเล่นหมากเก็บ หรือกระโดดหนังยาง
เกมเหล่านี้ทิงเสวี่ยได้ลองเล่นทั้งหมด เธอเป็นแขก แถมยังแต่งตัวน่ารัก หน้าตาก็น่าเอ็นดู ปากก็หวาน ไม่นานก็เข้ากับเด็กๆ ที่นี่ได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ทิงเสวี่ยกำลังเล่นสนุกอยู่กับทุกคน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเธอ… “หลินทิงเสวี่ย หลินทิงเสวี่ย”
ทิงเสวี่ยรีบมองตามเสียงไป ไกลออกไปเธอเห็นเด็กชายคนหนึ่งกับหญิงชราคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ พอเห็นหน้าเด็กชายคนนั้นชัดเจน ทิงเสวี่ยก็ตกใจมาก
ฉินหยวนเฟิง! เด็กชายที่เรียกชื่อเธอแต่ไกลคนนั้นคือฉินหยวนเฟิง
หญิงชราที่อยู่ข้างๆ ฉินหยวนเฟิง ทิงเสวี่ยคาดว่าน่าจะเป็นคุณยายของเขา คุณยายหวัง
ไม่คิดว่าจะมาพบกับฉินหยวนเฟิงโดยบังเอิญที่นี่ แล้วเขามาทำอะไรที่หมู่บ้านต้าหลิ่วซู่กันนะ?
อืม น่าจะมาเยี่ยมญาติ ไม่คิดว่าเขาจะมีญาติอยู่ที่นี่ด้วย
ทิงเสวี่ยเดินเข้าไปหาฉินหยวนเฟิงโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันฉินหยวนเฟิงก็กำลังเร่งฝีเท้าเดินมาหาเธอเช่นกัน
“หลินทิงเสวี่ย ฉันมองแผ่นหลังแล้วคิดว่าเป็นเธอ ไม่คิดว่าจะเป็นเธอจริงๆ ด้วย เธอมาทำอะไรที่หมู่บ้านต้าหลิ่วซู่ล่ะ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหยวนเฟิงดูมีมากขึ้นกว่าสองสามครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด เสียงพูดก็ไม่ทุ้มต่ำอู้อี้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้ฉินหยวนเฟิงแล้วพูดว่า “ฉันมาบ้านคุณป้าของฉันน่ะ แล้วนายล่ะ?”
ฉินหยวนเฟิงตอบ “ฉันมาบ้านน้าสามของฉันกับคุณยายน่ะ”
ในตอนนี้คุณย่าหวังก็เดินมาถึงแล้ว ฉินหยวนเฟิงรีบแนะนำทิงเสวี่ยให้คุณยายของเขารู้จักอย่างใจร้อน “คุณยาย นี่คือหลินทิงเสวี่ยครับ คนที่ช่วยไล่เด็กเกเรที่มารังแกผมไปไง แล้วก็เป็นเพื่อนเล่นคนแรกของผมที่หมู่บ้านต้าเหอด้วย”
ยังไม่ทันที่คุณย่าหวังจะทันได้ตอบสนอง ทิงเสวี่ยก็รีบเข้าไปทักทายก่อน “สวัสดีค่ะคุณย่าหวัง หนูชื่อหลินทิงเสวี่ยค่ะ บ้านอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ พ่อของหนูชื่อหลินกั๋วผิงค่ะ”
ทิงเสวี่ยยิ้มแย้มสดใส ปากหวาน แถมยังแต่งตัวน่ารัก เด็กผู้หญิงแบบนี้ย่อมเป็นที่รักของผู้คนเป็นพิเศษอยู่แล้ว