"แน่นอน ข้าย่อมอยากฟัง"
เมื่อผู้เป็อาจารย์ได้ยินลูกศิษย์ของตนเองตอบกลับมาเช่นนั้น เขาก็พลันหยิบคริสตัลสีฟ้าขึ้นมาและถ่ายพลังปราณเข้าไป ส่งผลให้ที่บริเวณเบื้องหน้าปรากฏภาพบางอย่าง
"โห นี่มันคืออะไรงั้นหรือขอรับท่านอาจารย์?"เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยพบอะไรแบบนี้จริงๆ
"นี่คือคริสตัลบันทึกภาพ สิ่งประดิษฐ์สุดแสนสะดวกสบายของวิหารศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์จะอธิบายเื่ราวต่างๆและใช้มันแสดงภาพประกอบเพื่อเพิ่มความเข้าใจให้เ้า"หลี่ไป่กล่าว
"โอ้ เป็เช่นนั้นเองหรือขอรับ ถ้างั้นอาจารย์เชิญเล่า" พูดจบ! เย่หยุนซีก็เงียบเสียงลงและตั้งใจฟัง
"ฮ่าๆๆได้ๆ เอาเป็ว่าอาจารย์จะเล่าอย่างรวบรัดและเข้าใจง่ายก็แล้วกัน หากรู้สึกสงสัยตรงไหนก็สามารถสอบถามได้เลยไม่ต้องเกรงใจ" ว่าแล้ว! ผู้เป็อาจารย์ก็เริ่มกล่าวอธิบายเื่ราวต่างๆโดยไม่รอช้า
"นับั้แ่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เหล่าผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์บนโลกของพวกเราถูกแบ่งเป็สองฝั่งเรื่อยมา หนึ่งคือพวกที่แอบอ้างตนว่าเป็ฝั่งธรรมะ ส่วนอีกหนึ่งคือพวกที่ถูกตราหน้าว่าเป็ฝั่งอธรรม"
"ทั้งสองฝ่ายทำา ต่อสู้ ห่ำหัน และขัดแย้งกันมาอย่างช้านาน เหตุเพราะพวกเขามีแิ ความเชื่อ และสิ่งนับถือสิ่งที่แตกต่างกัน ฝ่ายธรรมะศรัทธาในเผ่าเทพ์ ฝ่ายอธรรมศรัทธาในเผ่าเทพปีศาจแห่งความตาย"
"หือ!! มนุษย์อย่างพวกเราเหตุใดต้องไปศรัทธาเผ่าพันธุ์เ่าั้ด้วยล่ะขอรับ พวกเราใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ไม่ใช่หรือไง?"เย่หยุนซีรู้สึกไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เล่ามา
หลี่ไป่ส่ายหน้า "ไม่มีใครรู้เหตุผลหรอกนะว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องศรัทธาทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้ เนื่องจากมันไม่มีบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ แต่หากให้คาดเดาก็คงเป็เพราะเหตุผลง่ายๆอย่างอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าพวกเรา"
"เ้าหนู ด้วยความฉลาดของเ้าพอจะวิเคราะห์ได้หรือยังว่า ทำไมข้าถึงบอกว่าการท่องเที่ยวอย่างอิสระนั้นเป็ไปได้ยาก"
เย่หยุนซีพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ท่านกำลังจะสื่อว่าในอนาคตข้าต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องเลือกข้าง"
"ยอดเยี่ยมมาก เ้าไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง" หลี่ไป่เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"แล้วท่านอาจารย์อยู่ฝั่งไหนขอรับ?"เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
"เห้อ เมื่อก่อนข้าอยู่ฝ่ายธรรมะ ทว่าตอนนี้ข้าเปรียบเสมือนคนที่ตายไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ฝักไฝ่ฝ่ายใด" ผู้เป็อาจารย์ถอนหายใจ จากนั้นกระดกน้ำเต้าสุรา
"ถ้างั้นหากข้าไปอยู่ในสถานะการณ์นั้นจริงๆ ข้าควรเลือกฝ่ายไหนขอรับ?"เด็กหนุ่มถามอีกครา
"เื่นี้ข้าไม่อาจชี้แนะได้ เ้าต้องพิจารณาและตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อถึงเวลานั้น"
"แต่เ้ายังไม่ต้องคิดให้มากความหรอก เพราะมันยังถือว่าไกลตัวมาก" หลี่ไป่ตอบกลับ ก่อนจะยื่นแหวนสีเงินวงหนึ่งให้เย่หยุนซี
"เ้าหนู รับไว้สิ แหวนมิติวงนี้มีความสามารถในการปกปิดพลังของผู้สวมใส่ หากอีกฝ่ายไม่ใช่ระดับเซียนขึ้นไป ข้ารับรองได้เลยว่าจะไม่มีใครมองเห็นพลังของเ้า"
"ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์" เย่หยุนซีกล่าวพลางผสานมือคาราวะ ก่อนจะรับแหวนมาสวมใส่อย่างฉับไว เพราะนี่มันเป็สิ่งจำเป็สำหรับเขาจริงๆ
หลี่ไป่ยกยิ้ม "ไม่ปฏิเสธของจากผู้ใหญ่ นับว่าเป็สิ่งที่ดี"
"เอาล่ะ เ้าหนูหยุนซี พวกเรามาพูดถึงเื่จุดเด่นและแนวทางการฝึกฝนของเ้ากันดีกว่า"
เย่หยุนซียิ้มพลางพยักหน้า "ดี เลยขอรับ พลังข้ากลับมาได้เจ็ดส่วนแล้ว ข้าพร้อมฝึกฝนเต็มที่"
"อืม ดีๆ งั้นมาเริ่มที่จุดเด่นกันก่อน เ้าหนู! เ้ารู้หรือเปล่าว่าลมปราณธาตุน้ำแข็งมีจุดเด่นด้านใด?"
"เอ่อ.....เื่การหนาวเย็นใช่หรือไม่ขอรับ" เด็กหนุ่มถามกลับ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังไม่ค่อยแน่ใจ
หลี่ไป่ส่ายหน้า "มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ลมปราณธาตุน้ำแข็งนอกจากความหนาวเย็นแล้ว สิ่งที่มันทำได้ดีก็คือการหล่อหลอมวัตถุและสร้างผนึกหยุดการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย"
"ดังนั้น!! แนวทางการฝึกของเ้าจะเน้นไปทางการหลอมสร้างกระบี่จำนวนมากและควบคุมมันให้ได้ ส่วนเื่กระบวนท่าและการร่ายรำกระบี่ยกไว้เป็เื่รอง"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ พวกเราเริ่มฝึกกันเลยดีหรือไม่" เย่หยุนซีรู้สึกตื่นเต้นเกินบรรยาย นี่คือสิ่งคือสิ่งที่เขาเฝ้ารอมานาน
หลี่ไป่หัวเราะขบขัน "ถ้างั้นการฝึกแรก! สร้างกระบี่น้ำแข็ง 10 เล่มและคงสภาพมันให้นานที่สุดเท่าที่เ้าจะทำได้"
เย่หยุนซีมิได้อิดออดแต่อย่างใด เมื่อได้รับคำสั่งเขาก็ลุกขึ้นจากพื้นและเริ่มใช้พลังปราณหลอมสร้างกระบี่น้ำแข็งอย่างกระตือรือร้นในทันที ภาพนี้ทำให้ผู้เป็อาจารย์อย่างหลี่ไป่พึงพอใจเอามากๆ
'โบราณกล่าวว่า คนธรรมดาแพ้คนมีพร์ คนมีพร์แพ้คนมีความพยามยาม แต่หากมีผู้ใดมีทั้งพร์และความพยายาม คนผู้นั้นย่อมต้องโดดเด่นเป็เลิศอย่างไม่ต้องสงสัย' เขาพูดขึ้นในใจ จากนั้นหันหลังเดินไปนั่งใต้ร่มไม้ใหญ่เฝ้าดูลูกศิษย์ของตนเองฝึกฝนอย่างไม่ละสายตา ถ้าหากเกิดปัญหาเขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน