หลังจากจัดเก็บกระดาษและตำราที่ห่อเรียบร้อยแล้วลงในชะลอม อวิ๋นเฉิงหลิ่งและอวิ๋นเฉิงซิ่วก็บอกลาเถ้าแก่ แล้วลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอกร้าน
ยังไม่ทันเดินถึงหน้าประตูก็เห็นเด็กหนุ่มวัยราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งรีบร้อนเดินเข้ามา สวมชุดยาวสีขาวราวมุก คาดเข็มขัดลายเรียบง่าย ผมสีดำดกหนาปล่อยสยายอยู่กลางหลังอย่างผ่อนคลาย ผูกรวบปลายผมไว้ด้วยผ้ามัดผมเพียงเส้นเดียว ดวงตาสุกใส ฟันขาวหมดจด งดงามโดดเด่นยิ่งนัก
ในมือของเขาถือตำราที่ค่อนข้างชำรุดอยู่เล่มหนึ่ง เดินตรงเข้าไปหาเถ้าแก่แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน "เถ้าแก่ ที่นี่ยังมีตำราเล่มนี้ขายอยู่อีกหรือไม่?"
เถ้าแก่รับตำราที่ชำรุดเล่มนั้นไปพิจารณาดู แล้วชี้มือบอก "ไอ้หยา เล่มสุดท้ายเพิ่งจะถูกแม่หนูน้อยคนนั้นซื้อไปเมื่อครู่นี้เอง"
หลังพูดจบ เด็กหนุ่มก็หมุนตัวหันกลับมามองคนที่อยู่ตรงหน้าประตู พอดีกับที่สายตาประสานเข้ากับอวิ๋นเฉิงซิ่ว ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบ ผมสีดำดกหนา ดวงตาสดใส สวมเสื้อผ้าป่านเรียบง่ายทว่าสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบ
เด็กหนุ่มปรับลมหายใจให้คงที่ ก้าวเท้าเข้ามาตรงหน้าคนหลายคน แล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "แม่หนูน้อย สามารถขายตำราบันทึกการเดินทางของจอมยุทธ์เล่มนั้นต่อให้ข้าได้หรือไม่?" เขาหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ "เื่เงินไม่ใช่ปัญหา ข้ายินดีจ่ายให้เ้าเป็สองเท่า"
สายตาของเขามองไปยังชะลอมอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ อวิ๋นเฉิงซิ่วตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ขบคิดในใจ 'แค่ซื้อตำราอ่านเล่นสักเล่ม ทำไมถึงต้องมีคนมาแย่งกันด้วยนะ?'
อวิ๋นเฉิงซิ่วกำลังจะเอ่ยปาก "ร้านตำราบนถนนสายนี้ก็ไม่ได้มีแค่ร้านนี้ร้านเดียว ลองไปหาดูร้านอื่นอีกสักหน่อยสิ เหตุใดเ้าจึงต้องยึดติดอยู่กับตำราเล่มนี้ของพวกเราเล่า?" อวิ๋นเฉิงหลิ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ตำราเล่มนี้มีเพียงร้านของข้าแห่งเดียวจริง ๆ " เถ้าแก่ร้านเอ่ยแทรกขึ้นมากะทันหัน "ตำราเล่มนี้ใช้วิธีแม่พิมพ์แกะสลักไม้ ทั้งถนนหรือกระทั่งรัศมีสิบกว่าหลี่ ก็มีแค่ร้านของข้าแห่งเดียวที่รับมาขายไม่กี่เล่ม"
เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปาก โค้งคำนับอีกครั้งโดยไม่ส่งเสียงเอ่ยสิ่งใด
ยุคสมัยนี้เทคโนโลยีแม่พิมพ์แกะสลักไม้ยั่งไม่แพร่หลาย แม้ตำราเล่มนี้จะค่อนข้างหายาก แต่ก็ไม่ใช่ตำราอ้างอิงสำหรับการสอบจอหงวนที่มีเนื้อหาสาระสูง เป็เพียงตำราบันทึกการเดินทางอ่านเล่นเท่านั้น ยกให้เขาไปก็ไม่เสียหาย อีกทั้งเห็นเขาถือตำราชำรุดเดินรีบร้อนเข้ามาตามหาตำราเล่มใหม่เช่นนี้ คงมีเื่สำคัญเป็แน่
เมื่อคิดได้ดังนี้ อวิ๋นเฉิงซิ่วจึงหยิบตำราบันทึกการเดินทางของจอมยุทธ์ออกมาจากชะลอม แล้วยื่นส่งให้เด็กหนุ่ม
"คิดราคาตามเดิมสามร้อยอีแปะก็พอเ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณแม่หนูท่านนี้มาก"
เด็กหนุ่มรับตำราบันทึกการเดินทางไป เก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วควักก้อนเงินก้อนหนึ่งยื่นส่งให้อวิ๋นเฉิงหลิ่ง
"นี่คือ น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้า ทุกท่านโปรดอย่าได้ปฏิเสธเลย ตำราเล่มนี้มีประโยชน์ต่อข้าอย่างยิ่ง การที่ทุกท่านยอมมอบให้ก็ถือเป็บุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อข้าแล้ว" พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป โดยไม่รอให้อวิ๋นเฉิงหลิ่งและคนอื่น ๆ ได้เอ่ยปากปฏิเสธ
อวิ๋นเฉิงเฟิงเห็นดังนั้นจึงรับก้อนเงินในมืออวิ๋นเฉิงหลิ่งมาลองชั่งน้ำหนักดู "ไอ้หยา นี่น่าจะหนักสักสิบตำลึงได้มั้ง?"
เถ้าแก่ร้านตำราเอ่ยอิจฉาอยู่ข้าง ๆ ว่า "เหอะ ๆ พวกเ้านี่โชคดีจริง ๆ ก้อนเงินทางการหนักสิบตำลึงเต็ม ๆ ดูสิ บนนั้นยังมีตราประทับของว่าการอยู่เลย คราวนี้พวกเ้ากำไรมหาศาลแล้วล่ะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วขบคิดในใจ 'เด็กหนุ่มผู้นี้มือเติบใจกว้างจริง ๆ แต่เงินที่ให้มานี้เยอะเกินไปแล้ว วันหน้าหากพบกันอีกคงต้องคืนกลับไปบ้าง'
"พี่รอง เก็บไว้ก่อนเถิดเ้าค่ะ วันหน้าหากเจอกันค่อยคืนเขา พวกเราจะไปเอาเปรียบผู้อื่นเปล่า ๆ ไม่ได้" อวิ๋นเฉิงซิ่วมองเถ้าแก่ร้านตำรา แล้วหันไปเอ่ยกับอวิ๋นเฉิงเฟิง
"ตกลง ฟังเ้า" อวิ๋นเฉิงเฟิงก็ไม่ใช่คนโลภมาก เพียงแต่ใไปชั่วครู่ก็กลับคืนสู่ปกติ น้องสาวว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น อย่างไรฟังน้องสาวไม่ผิดแน่
เมื่อมองดูท้องฟ้าเห็นว่าเย็นมากแล้ว อวิ๋นเฉิงซิ่วจึงเอ่ยว่า "พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถิดเ้าค่ะ ป่านนี้ท่านพ่อและท่านแม่คงกำลังร้อนใจแย่แล้ว"
อวิ๋นเฉิงหลิ่งพยักหน้าเอ่ย "ของที่พวกเราต้องซื้อก็เกือบครบแล้ว กลับบ้านกันเถิด"
อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นพี่ชายทั้งสองคนสะพายชะลอมแล้วแผ่นหลังโค้งงอ เดินดูยากลำบากอยู่บ้าง จึงรีบเอ่ยว่า "พวกเรานั่งเกวียนวัวกลับกันเถิดเ้าค่ะ เวลานี้น่าจะมีเกวียนวัวรอบสุดท้ายอยู่"
"ตกลง หนักจริงนั่นแหละ" อวิ๋นเฉิงหลิ่งเห็นข้าวปลาอาหารในชะลอมของอวิ๋นเฉิงเฟิงมีมิใช่น้อย นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ขายของได้เงินมามาก ใจใหญ่สักคราว จะได้ไม่ทำให้ร่างกายของน้องชายต้องเหน็ดเหนื่อยจนเจ็บไข้
อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยต่อ "ระหว่างทางกลับบ้านมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน ย่อมปลอดภัยกว่า"
"ใช่แล้ว คนเยอะถึงจะปลอดภัย"
อวิ๋นเฉิงเฟิงก็เอ่ยเช่นนี้เหมือนกัน เพราะพวกเขาทุกคนต่างนึกถึงเื่ที่อวิ๋นเม่าซานเคยถูกโจรปล้นทำร้ายจนได้รับาเ็ขึ้นมาได้
รอจนพวกเขาเดินหอบหายใจแฮก ๆ มาถึงจุดจอดเกวียนวัวตรงประตูเมือง พอดีถึงเวลารอบกลับบ้าน ท่านตาคนขับเกวียนเห็นว่าไม่มีคนแล้ว จึงกำลังจะต้อนเกวียนออกเดินทาง
"ท่านตาอวิ๋น! รอสักครู่เ้าค่ะ!" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบร้องะโขึ้นทันที