บทที่ 141 ชาวบ้านเช่นข้า...
ทหารองค์รักษ์ที่ติดตามขบวนขององค์รัชทายาทนั้นค่อนข้างมีความสามารถไม่น้อย พวกเขาสามารถล่าสัตว์อสูรเพื่อนำมาทำเป็นอาหารได้ อย่างไรก็ตาม....ยิ่งเข้าไปล่าในพื้นที่ลึกมากเท่าไร อันตรายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ดังนั้นเมื่อผ่านไป 2-3 วัน ในที่สุดก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสัตว์ร้ายโจมตีแล้ว
ทันทีที่เริ่มเจอกับสัตว์ร้ายระดับสูง องค์รัชทายาทก็เริ่มมีรับสั่งให้ทหารถอนตัวออกจากการต่อสู้ที่ดุเดือด นี่เป็นคำสั่งที่สมเหตุสมผลที่สุด อย่างไรชาวบ้านก็ไม่ถึงขั้นยากลำบากจนต้องอดตาย หากพวกทหารองค์รักษ์เอาชีวิตไปเสี่ยงตายเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ แล้วในอนาคตเกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีก จะเป็นพวกเขาเองที่เสียเปรียบแล้ว
หลายวันที่ผ่านมา ชาวบ้านในหมู่บ้านได้กินน้ำแกงเนื้อ ถึงแม้จะเป็นกลิ่นเนื้อและเศษเนื้อ แต่พวกเขาก็มีความสุขอย่างมาก แต่สุดท้ายแล้วอาหารที่ยอดเยี่ยมนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ชาวบ้านหลายคนเริ่มถามหาความช่วยเหลืออีกครั้ง ทั้งที่ในปากของพวกเขาก็มีผลคันอยู่แล้ว
ความเอาแต่ใจของชาวบ้านทำให้ทหารองค์รักษ์หลายคนไม่พอใจ ชาวบ้านเหล่านี้นอกจากกินนอนและรอให้น้ำลดก็ไม่ได้ช่วยทำอะไรอีก บางคนไปช่วยแม่นางซือซือผู้วิเศษ ยิ่งทำให้ผู้คนที่ไม่ชอบซือซืออยู่แล้วเริ่มออกมาเคลื่อนไหว
บางคนถึงกับพูดมันขึ้นมาต่อหน้าขององค์รัชทายาทด้วยซ้ำ เพื่อขอให้พระองค์มีคำสั่ง ให้ชาวบ้านทั้งหลายนั้นช่วยทหารองค์รักษ์ในการทำงานบ้าง อย่างน้อยๆการเก็บรวบรวมผลคันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของพวกเขา ไม่ใช่แบมือร้องขอผลคันจากพวกทหารเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่ารัชทายาทไม่เห็นด้วยกับพวกเขา หากถูกชาวบ้านย้อนกลับว่าตนเองเป็นคนสร้างปัญหาให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จากที่ชาวบ้านไม่ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมในหมู่บ้านก็ต้องมาเจอ เช่นนั้นจะหาคำอธิบายอะไรให้อีก
“แต่ว่าองค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ จะปล่อยให้ชาวบ้านสร้างความวุ่นวายเช่นนี้ต่อไปหรือพะย่ะค่ะ แม่นางซือซือผู้นั้นมีความสามารถในการเจรจากับชาวบ้าน ให้นางเป็นตัวแทนในการพูดคุยดีหรือไม่พะย่ะค่ะ อย่างน้อยๆ...ถ้าชาวบ้านเข้าใจและช่วยกันมากขึ้น พวกเราก็คงจะมีงานน้อยลงพะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมก็เห็นด้วยพะย่ะค่ะ ทุกวันนี้ชาวบ้านเชื่อเพียงแม่นางซือซือเท่านั้น พวกบุรุษหายกันไปหมดไม่ยอมออกมาช่วย เหลือเพียงสตรีและคนชราที่เอาแต่บ่นต่อพวกเราเท่านั้น”
แต่ละคนแสดงความไม่พอใจต่อซือซือออกมาโดยไม่คิดปิดบัง องค์รัชทายาทขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ไม่พอใจซือซือ แต่พอได้ยินว่าบุรุษมากมายติดตามซือซืออยู่ ความไม่พอใจก็ฉายขึ้นในจิตใจของเขา
“เรียกซือซือมาพบเถอะ ข้าจะสอบถามนางเองว่าช่วงนี้กำลังทำสิ่งใดอยู่”
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำแล้วรีบจากไปทันที
ระหว่างนั้น ขุนนางและผู้ร่วมขบวนมาก็บ่นกันเอง แน่นอนว่าที่บอกว่าบ่นกันเองนั้นไม่ได้เสียงเบาเลย พวกเขาจงใจให้องค์รัชทายาทได้ยินความไม่พอใจนี้ ส่วนคุณหนูจางหลิวอี้นั้นไม่ต้องทำอะไร เพียงนั่งยิ้มรออย่างใจเย็นเท่านั้น
ในเมื่อมีคนลงมือแทนแล้ว นางยังจำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์เหมือนคนขี้อิจฉาด้วยหรือ? ความสง่างามของนางขัดกับความคิดอย่างสิ้นเชิง เพราะแบบนั้น...คนที่ไม่รู้ในใจของนางย่อมต้องชื่นชมนางกันมากขึ้นไปอีก
ซือซือถูกตามตัวมา นางก็ไม่ได้อิดออดอันใด หลายวันมานี้ทำงานอย่างหนักร่วมกับชาวบ้านและผลลัพธ์ก็เริ่มแสดงให้เห็นแล้ว นางไม่ได้พบองค์รัชทายาทมาหลายวันเพราะต้องการพิสูจน์คุณค่าของตนเอง คำสั่งเรียกตัวจึงเป็นเรื่องที่ดี
หญิงสาวไม่ได้คิดในแง่ดีมากนักเนื่องจากรับรู้ความเกลียดชังของผู้คนในขบวนอยู่แล้ว ในขบวนนี้...นอกจากองค์รัชทายาทที่ดีต่อนาง คนอื่นๆก็แทบจะเป็นสมุนของจางหลิวอี้ทั้งหมด ซือซือมาที่นี่พร้อมกับจิตใจที่พร้อมรบ ดังนั้นเมื่อได้เห็นพวกเขาจับจ้องมา คอระหงส์ของนางก็ยกขึ้นทันที
พวกขุนนางที่ไม่เคยเห็นผู้เย่อหยิ่งเช่นนี้มาก่อนลอบกัดฟัน หากพบเจอนางตามท้องถนนทั่วไป สตรีที่ไม่ให้ความเคารพชนชั้นสูงจะต้องถูกแส้ของพวกเขาฟาดหลังสักสองสามครั้งเป็นการลงโทษ และไม่มีใครที่จะเอาผิดพวกเขาได้ด้วยซ้ำ แต่เพราะอยู่ในสถานการณ์นี้...องค์รัชทายาทดูจะปกป้องนางเหลือเกิน พวกเขาจึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้ตามอำเภอใจ
ซือซือเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด นางมีศักดิ์ศรีของตนเอง หลายคนอาจจะไม่พอใจกับการแสดงออกของนาง ขนาดฝูเซ่าก็ยังไม่ชอบที่นางแสดงต่อคุณชายหลี่ของเขา ไม่น่าแปลกใจที่นางไปที่ไหนล้วนมีแต่ผู้คนจ้องจะรังแก
“ถึงเจ้าจะบอกว่าตนเองไม่มีความรู้ในการเข้าพบเชื้อพระวงศ์ตอนแรกก็เถอะ แต่ผ่านมานานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่รู้อีกหรือ?” เมื่อนางเข้ามาเช่นนั้น ขุนนางคนหนึ่งก็กล่าวข้อสงสัยของตนเองทันที
“องค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าแม่นางผู้นี้เป็นต้นแบบให้กับชาวบ้านที่ไม่ดีนัก ทุกวันนี้ที่พวกเขากล้าแสดงตัวอย่างเลวร้าย ต้นเหตุเป็นเพราะคิดว่าแม่นางซือซือทำได้ พวกเขาก็ต้องทำได้เหมือนกัน เช่นนั้นควรจะต้องทำให้ถูกต้องนะพะย่ะค่ะ”
“องค์รัชทายาทโปรดพิจารณาด้วยพะย่ะค่ะ เกียรติของเชื้อพระวงศ์จะถูกทำลายเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด หากองค์จักรพรรดิรู้ว่าพระองค์ผ่อนปรนมากถึงเพียงนี้ ปล่อยให้ชาวบ้านทั่วไปสามารถเชิดหน้าใส่ต่อหน้าประชาชนทั่วไป กระหม่อมเกรงว่า....นี่อาจจะเป็นความผิดของพระองค์นะพะย่ะค่ะ”
คิ้วของรัชทายาทขมวดมุ่นเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เขามองไปยังขุนนางผู้นั้น แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เสียงหัวเราะที่ใสกระจ่างก็ดังขึ้นแทน
“ข้าเพิ่งรู้ว่าขุนนางสามารถข่มขู่องค์รัชทายาทได้ถึงขนาดนี้ ถึงกับต้องการจะฟ้องต่อองค์จักรพรรดิเลยหรือ? ยอดเยี่ยมจริงๆ” ซือซือหัวเราะร่วน ทำเหมือนกับว่าเรื่องนี้ตลกมากมาย แต่คำพูดของนาง ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าขององค์รัชทายาทเลย
หากไม่พูดก็ไม่อับอาย แต่พอพูดแล้ว...เหมือนกับว่าขุนนางเหล่านี้ต้องการข่มขู่เขาให้ยินยอมกระทำการใดๆตามที่ตนเองสั่ง ถ้าไม่ยอม...เช่นนั้นจะถูกฟ้องต่อเสด็จพ่อเพื่อให้มาลงโทษตน
ต่อหน้าสตรีที่เขาพึงใจ กล้าทำให้เขาอับอายถึงเพียงนี้...
“อะ องค์รัชทายาท กระหม่อมไม่ได้เจตนาที่จะข่มขู่เช่นนั้น แม่นางซือซือ! เจ้ากล้าใส่ความข้าเช่นนี้ ไม่กลัวโทษตายหรือ?” คนพูดรีบขอโทษขอโพยองค์รัชทายาท พร้อมกันนั้นก็ข่มขู่ซือซือกลับไปด้วย
นางเป็นแค่ชาวบ้านทั่วไปไร้ตำแหน่ง สมควรจะสงบปากสงบคำของตนเองเอาไว้ ปากมากเช่นนี้ ช่างเป็นสตรีที่ไม่กลัวตายจริงๆ
“ข้าใส่ความหรือ? ข้าพูดตามสิ่งที่ได้ยินก็เท่านั้น ถ้าพวกเจ้าไม่พูดอย่างนั้นออกมา ข้าย่อมไม่มีความคิดแปลกๆหรอก ใครจะไปคิดได้เล่าว่าขุนนางผู้หนึ่งจะข่มขู่องค์รัชทายาทได้ แต่ก็ดีแล้ว...ในเมื่อพวกท่านบอกว่าไม่ได้ข่มขู่ เช่นนั้นข้าก็จะได้สบายใจ”
“แล้วอะไรนะ? เรื่องที่ข้าไม่แสดงความเคารพต่อองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ? ทำไมไม่ลองถามองค์รัชทายาทดูเล่า เขาต้องการเอาโทษกับข้าหรือไม่ คนที่อนุญาตให้ข้าใช้คำพูดเหมือนปกติก็คือเขาเอง ถ้าอยากให้ข้าเปลี่ยน อย่างนั้นก็ต้องเป็นคำสั่งจากเขา” ซือซือแสยะยิ้ม แสดงออกราวกับผู้ชนะ
การแสดงออกของนางเช่นนี้ยิ่งทำให้คนอื่นโกรธจนตัวสั่น แม้แต่จางหลิวอี้ก็ไม่สามารถเงียบฟังความอวดดีนี้ได้แล้ว
“เจ้าคงจะเข้าใจผิดแล้วซือซือ แม้ว่าองค์รัชทายาทจะอนุญาตเจ้า แต่ที่จริงแล้ว...เจ้าจำเป็นต้องรักษาเกียรติของเชื้อพระวงศ์ เอาเถอะ...ข้าไม่คิดว่าการลงโทษเจ้าที่หมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์เป็นเรื่องที่ถูกต้อง อย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงชาวบ้านไร้การศึกษาผู้หนึ่ง แต่หลังจากนี้...ข้าอยากให้เจ้าค่อยๆปรับปรุงตัว เป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านคนอื่นๆด้วย เช่นนี้น่าจะดีกว่าใช่ไหม?”
จางหลิวอี้กล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางใจดี เหมือนกับมารดาที่กำลังสั่งสอนบุตรีของตนเองอย่างไรอย่างนั้น ทว่ายิ่งนางดูสูงส่งมากเท่าไร ภาพลักษณ์ของซือซือก็ยิ่งถูกด้อยค่าลงมากขึ้นเท่านั้น
“คุณหนูจางกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”
“ใช่ ในเมื่อเจ้าเป็นเพียงชาวบ้านผู้หนึ่ง คงไม่ได้รับการสั่งสอนที่ดีนัก ย่อมไม่มีคนอยากจะถือโทษต่อเจ้ามากมายอะไร เพียงแต่...หลังจากนี้เจ้าควรจะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น กฎหมายของบ้านเมืองมีอยู่ อย่าได้เป็นสตรีไม่รู้ความต่อไป รังแต่จะทำให้ครอบครัวและตระกูลเดือดร้อนเท่านั้น”
“เจ้าถูกตัดขาดจากสกุลมา เหลือเพียงชื่อของตนเองเท่านั้น ข้าเข้าใจดีว่ามันยากลำบากขนาดไหน แต่หลังจากนี้...เจ้ามีโอกาสที่ดี ปลุกพลังของตนเองได้สำเร็จ เวลาที่เหลือจากการเพาะปลูกก็เอาไปเรียนรู้ตำราบ้าง”
หลายคนถือโอกาสนี้สั่งสอนนางทันที ซือซือกัดฟันกรอด รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก จริงอยู่ที่ว่านางไม่ได้ร่ำเรียนเหมือนกับบุรุษ ไม่ได้เรียนรู้เหมือนสตรีในเมืองหลวง แต่....นางก็ไม่ใช่คนที่จะไม่รู้ความเช่นนั้น
องค์รัชทายาทเป็นผู้เอ่ยอนุญาตนางเอง ถ้าเขาไม่ต้องการให้นางปฏิบัติตัวเหมือนเดิม เช่นนั้นคนที่จะต้องพูดก็ควรเป็นองค์รัชทายาท ไม่ใช่คนอื่น!
เห็นดวงตาของหญิงสาวมองมาเช่นนั้น รัชทายาทก็ใจกระตุกวูบหนึ่ง รู้สึกผิดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม..คำของพวกขุนนางนั้นไม่ผิด ต่อให้เขาจะชอบที่ได้พูดจาเป็นการส่วนตัวกับซือซือ ได้เห็นสิ่งต่างๆที่แปลกใหม่ซึ่งในฐานะรัชทายาทไม่เคยได้เห็น ทว่า....ต่อหน้าผู้อื่นแล้ว เขาไม่สามารถถูกหมิ่นเกียรติได้จริงๆ
หากเรื่องนี้ถูกได้ยินโดยคนอื่นในอนาคต เขาคงไม่สามารถปกป้องซือซือได้
“ซือซือ หลังจากนี้....เจ้าพยายามเรียนรู้ให้มากหน่อยก็แล้วกัน” เขาเม้มริมฝีปากอย่างรู้สึกผิด สายตาจับจ้องไปยังร่างเล็กราวกับจะพูดคำว่าขอโทษเป็นพันๆครั้ง
การที่องค์รัชทายาทแสดงท่าทางเช่นนี้ทำให้คนอื่นๆรู้สึกว่าพระองค์คงจะหลงใหลสตรีนามว่าซือซือผู้นี้อย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก องค์จักรพรรดิมีพระสนมมากมายหลายร้อยคน ขนาดขุนนางทั้งหลายเองก็ยังมีอนุภรรยามากมายในจวน จะหลงใครเป็นกรณีพิเศษก็ย่อมได้ สุดท้ายแล้วเป็นความชอบส่วนตัว
ดีที่องค์รัชทายาทยังรู้ความ หากเขาไม่ปรามแม่นางซือซือและปล่อยให้อีกฝ่ายยังทำตัวเหมือนเดิม เช่นนั้นพวกเขาจะต้องคิดจัดการสตรีผู้นี้ออกไปแล้ว หรือไม่....เลวร้ายที่สุดก็คือการหันหลังให้องค์รัชทายาทผู้หลงใหลในสตรีจนแยกแยะถูกผิดไม่ได้!!
ซือซือกัดริมฝีปากล่างของตนเอง มือของนางกำแน่น สุดท้ายแล้วองค์รัชทายาทผู้นี้ก็ไม่ต่างจากผู้อื่น เขายังคงละทิ้งสตรีเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อื่น ต่อหน้าของนางเขาพูดว่าชอบที่ได้พูดคุยกันเช่นนี้ แต่ต่อหน้าผู้อื่น...กลับเลือกที่จะหักหน้าของนางเสียอย่างนั้น
“แม่นางซือซือ หลังจากนี้...หากเจ้ามีสิ่งใดที่สงสัยหรือไม่เข้าใจ เจ้ายังสามารถปรึกษาข้าได้ตลอดเวลา ข้าไม่มีความรู้มากนัก แต่ “มารยาท” ของสตรี ข้าได้ถูกสั่งสอนมาเป็นอย่างดี”
จางหลิวอี้คลี่ยิ้ม คำพูดที่ใจกว้างของนางเหมือนกับดาบที่เสือกแทงเข้ากลางอกของซือซืออีกครั้ง นางกำลังถูกตอกย้ำเรื่องชาติกำเนิดของตนเอง อีกทั้งยังถูกมองว่าไร้การเรียนรู้อีกต่างหาก
“ข้าไม่รบกวนพวกท่านดีกว่า ถึงอย่างไร...ข้าก็คือชาวบ้านผู้หนึ่ง โอกาสที่จะได้พบเจอพวกท่านคงไม่มีอีกในอนาคต!!” ซือซือเชิดหน้าของตนเองขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
นางกล่าวอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ องค์รัชทายาทที่ต้องการพานางกลับไปเมืองหลวงด้วยกัน และแต่งตั้งนางเป็นสนมส่วนตัวก็ชะงักไป เขาได้รู้แล้วว่าซือซือกำลังไม่พอใจกับการเลือกของเขาก่อนหน้านี้
“พวกท่านเรียกข้ามาที่นี่เพื่อตำหนิการไร้มารยาทและไม่มีความรู้ของข้า เนื่องจากเป็นชาวบ้านผู้ไร้การศึกษาใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็สมใจพวกท่านแล้วกระมัง ได้กดขี่เหยียบย่ำผู้ที่อยู่ต่ำกว่าอย่างสนุกสนาน ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว...ทุกคนไม่สามารถเลือกได้เช่นพวกท่านว่าอยากจะเรียนรู้หรือไม่”
“ความโชคดีของพวกท่านอยู่ที่ชาติกำเนิดเท่านั้น หากพวกท่านมาเป็นข้า ข้าก็ไม่คิดว่าพวกท่านจะทำได้ดีไปมากกว่ากัน เช่นนั้น...เชิญภาคภูมิใจในโอกาสที่พวกท่านได้รับเถอะ ส่วนข้า...ข้าเองก็ภาคภูมิใจในสิ่งที่คว้ามาด้วยมือของข้าเองเช่นกัน!”
ซือซือเป็นสตรีที่แข็งแกร่งอย่างมาก นางพูดเช่นนั้นเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางมีอคติต่อคนที่ไม่ต้องพยายามทำสิ่งใดก็มีเงินทองรองรับอยู่เสมอ อีกส่วน....นางปรายตามององค์รัชทายาทก่อนจะสะบัดหน้าหนีเขา
ในเมื่อเขากล้าหักหน้านาง เช่นนั้น...เขาก็อย่าหวังเลยว่าจะได้สิ่งที่ต้องการจากนาง!
“แม่นางซือซือ ในความเป็นจริงแล้ว องค์รัชทายาทมีรับสั่งให้ตามเจ้ามาเป็นเพราะเรื่องอื่น เนื่องจากเจ้าสนิทสนมกับชาวบ้านอย่างมาก ดังนั้นมันจะดีกว่าถ้าเจ้าสามารถช่วยพูด...”
“โอ้ ขออภัยพวกท่านด้วย ข้าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง หาใช่คนของทางการที่จะมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ ในเมื่อข้าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ข้าย่อมต้องการอยู่อย่างธรรมดาๆ พวกท่านอย่าใช้ปากเพื่อสั่งคนเลย ข้าไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ใช่ราชการ ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยเช่นนั้น”
ซือซือไม่ปล่อยให้พูดจบ ตัวเองพยายามต่อว่าต่อขานนาง ดูแคลนนางสารพัด จู่ๆก็จะบอกว่าอยากให้นางช่วยงานพวกเขาเสียอย่างนั้น นี่เห็นนางเป็นคนโง่เขลาที่จะวิ่งทำตามคำสั่งทุกอย่างหรือ?
ช่างไร้สาระจริงๆ!!
…………………………………….