เช้าวันต่อมา หน้าประตูจวนตระกูลหลาง ซือหานเสร็จงานการค้าและกลับจวนเร็วกว่าทุกครั้ง ทันทีที่ก้าวข้ามประตูกลิ่นบุปผาอบอวล คลุ้งไปทั่วบริเวณ มิใช่เพียงกลิ่นดอกเหมยจากกิ่งก้าน หากเป็กลิ่นหอมละมุนที่ซึมซาบออกจากผิวกายของหญิงสาววัยสะพรั่ง กลิ่นหอมที่ผ่านการปรุงแต่งจากหยาดน้ำอบที่โรยด้วยกลีบเหมยสด
เพียงสูดลมหายใจก็ประหนึ่งโลกทั้งใบแช่มชื่นอยู่ในอก ซึ่งกลิ่นเหล่านี้มิได้มาจากภรรยาของเขาแต่เป็ของหญิงสาวผู้มีเรือนผมดำขลับเป็มวยสูง ปักปิ่นหยกสีเขียวอ่อน ผิวขาวเนียน สวดทรงงดงามตามรูปร่าง ริมฝีปากแดงระเรื่อ และที่สำคัญแววตาและหน้าอกของนางนั้น แค่เพียงเผลอมองก็สามารถที่จะสะกดบุรุษทุกคนในเมืองฉางอันเอาไว้ได้
นางไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็บุตรสาวคนเล็กของแม่ทัพหวังกู่ ญาติผู้น้องของจิวหรง
หวังเฟยเซียง มีรอยยิ้มขี้เล่นฉายบนใบหน้าและแววตา นางมองไปยังกระดานหมากล้อมตรงหน้า
“พี่หญิง ระวังตำแหน่งนั้นเถิด” เฟยเซียงหัวเราะเบา พร้อมเอื้อมมือเรียววางหมากขาว ลงกลางกระดาน
“เ้าเด็กเ้าเล่ห์” จิวหรงหัวเราะให้กับสีหน้าและท่าทางของญาติผู้น้อง ริมฝีปากของนางยกโค้งอ่อนละมุน
“ครั้งนี้พี่ไม่ยอมเ้าแน่” เสียงหัวเราะต่อกระซิกของสตรีทั้งสองประสานกับเสียงกระทบของเม็ดหมากดังเป็จังหวะ
ซือหานยืนนิ่งทอดมองทั้งสองคนอยู่ไม่ไกล เขาไม่ได้ตั้งใจแอบมอง แต่ภาพตรงหน้าสะกดสองเท้าไม่ให้ไปต่อได้ ความงดงามดุจภาพวาดจากพู่กันเซียน หนึ่งอ่อนหวานละมุน หนึ่งงดงาม ประกอบกับเสียงหัวเราะของทั้งคู่ราวสามาถหยุดเวลาของผู้มองให้ตกอยู่ในภวังค์ความฝัน ไม่ว่าชายใดก็ต้องจำยอมต่อภวังค์นี้จนไม่อยากลืมตื่น
ไม่นานสายตาของจิวหรงก็หันมองไปเห็นซือหาน นางหยุดมือพร้ะโกนเรียก “ท่านพี่ วันนี้เหตุใดถึงกลับมาเร็วนัก”
ซือหานตื่นจากภวังค์ เขาเดินเข้าหาและตอบภรรยารักออกไป
“งานที่ร้านค้า เสร็จเร็วกว่ากำหนด เลยว่าจะมารับฮูหยินไปทานอาหารที่เหลาสุราหมื่นลี้ อยู่ติดกับทะเลสาบเหมยซี”
ริมฝีปากเรียวเล็กของจิวหรงยกขึ้นเล็กน้อย “ดีเลย พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวกันนานแล้ว”
ซือหานยิ้มตอบอย่างอบอุ่น “ข้ารู้ว่าท่านต้องชอบ”
จากนั้นเขาย้ายสายตามองไปที่เฟยเซียง “น้องหญิงละ? ไปกับพวกเราด้วยหรือไม่?”
เฟยเซียงยิ้มเล็กน้อย นางส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ไปดีกว่า ไม่อยากรบกวนเวลาพวกท่านหวานซึ้งกันหรอก”
จากนั้นเฟยเซียง นางเอ่ยลาจิวหรง “พี่หญิง สามีของท่าน มาลักพาตัวท่านไปจากข้าแล้ว เช่นนั้นวันนี้ข้าต้องยอมถอยก่อน วันหน้าข้าจะมาเล่นด้วยใหม่”
...
รถม้าตระกูลหยางแล่นไปตามท้องถนนจนมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ติดทะเลสาบหลงซี หน้าประตูแขวนป้าย เหลาสุราหมื่นลี้ แกะสลักกลอนบทหนึ่งเอาไว้
‘เหลาสุรากรุ่นกลิ่นหอม อุ่นละมุนดุจวสันต์’
‘สุราทิพย์เข้าลำคอ ทุกความทุกขน์กลายเป็เมฆลอย’
เพียงอึดใจเดียว เสี่ยวเอ้อสองคนก็ออกมาต้อนรับ คนหนึ่งนำรถม้าไปจอดไว้ที่ด้านหลังของเหลา ส่วนอีกคนเดินนำซือหานและจิวหรงไปยังห้องโถงรับแขก
เหลาสุราหมื่นลี้ มีบรรยากาศที่ครึกครื้น เสี่ยวเอ้อเห็นว่าคนที่มาคือหลางซือหานและหลี่จิวหรง ก็ได้เชิญพวกเขาขึ้นไปยังห้องอาหารส่วนตัวบนชั้นสอง พร้อมนำกาสุราชั้นดีออกมาต้อนรับ ไม่นานของว่างรองท้องก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะ
ซือหานหิวจนท้องร้อง เขาสั่งอาหารขึ้นชื่อของฉางอัน สามถึงสี่อย่าง เสี่ยวเอ้อรับรายการอาหารและออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนรับประทานของว่างและเสพบรรยากาศของทะเลสาบเหมยซี ถึงแม้พวกเขาจะแต่งงานกันเข้าปีที่สามแล้ว แต่ทุกวันของซือหานและจิวหรงไม่ต่างจากวันแรกที่พวกเขาพบรักกันเลย ความหวานซึ้งนี้หากใครได้เห็นคงเกิดความรู้สึกอิจฉาตาร้อนกันบ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสี่ยวเอ้อก็กลับมาพร้อมกับถาดรองอาหารขนาดใหญ่ บนนั้นมีอาหารขึ้นชื่อส่งกลิ่นหอม จานพร้ะเกียบครบครัน เขาหยิบซ้ายวางขวาอย่างคล่องแคล้ว
“นี่เป็อาหารขึ้นชื่อของเหลาและสุราพิเศษของร้านเรา นายท่านทั้งสองลองชิมดู” เสี่ยวเอ้อผายมือไปที่ไหสุราที่มีผ้าสีแดงปิดอยู่้า
“สิ่งนี้มีชื่อว่า หมื่นลี้รัญจวน” พูดถึงตรงนี้เสี่ยวเอ้อรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เขาพยายามมองพื้นและไม่กล้ามองความงดงามของจิวหรง ก่อนจะพูดต่อว่า “หมื่นลี้รัญจวนเป็สุราที่เสริมให้เฉพาะกับคู่รักสามีภรรยาเท่านั้น”
หลี่จิวหรงหน้าแดงระเรื่อ นางรีบพูดตัดบท “ข้าเข้าใจแล้ว เ้าออกไปได้” จากนั้นนางค้อนมองไปยังสามีตัวดี
“ท่านพี่มาที่นี่เพราะ้าดื่มหมื่นลี้รัญจวนกับข้าสินะ”
“ว่ากันว่าหมื่นลี้รัญจวนมีส่วนผสมของยาปลุกกำหนัดอ่อนๆ ช่วยเสริมให้เืลมเดินสะดวก”
สายตาของหลี่จิวหรง แปรเปลี่ยนเป็ความเศร้าเล็กน้อย นางเองก็ได้ยินเื่ของหมื่นลี้รัญจวนมาบ้าง นอกจากช่วยให้เืลมเดินสะดวกแล้ว กับหญิงสาวยังช่วยให้กำเนิดบุตรง่ายขึ้นอีกด้วย
ซือหานเห็นท่าทางของภรรยาเปลี่ยนไป เขารีบกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้อย่างเข้าใจ
“น้องหญิง เ้าไม่ต้องเป็กังวล เื่บุตรเป็เื่ของเวลา ตราบใดที่พวกเราสองคนยังพยายามกันอยู่ทุกวันก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องคิดมาก”
จิวหรงมองไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย นางรู้สึกสบายใจกับคำพูดและค่อยๆ พยักหน้าขึ้นลงอย่างผ่อนคลาย ทั้งสองทานอาหาร ดื่มสุราและพูดคุยเื่สัพเพเหระระหว่างวันที่พบเจอ
ระหว่างนั้นเสียงบรรเลงบทเพลงดังขึ้นนอกประตู ซือหานเปิดหน้าต่างรับชมการแสดงที่กำลังจะเริ่ม เหตุผลที่เหลาสุราหมื่นลี้เป็อันดับหนึ่งของฉางอัน มีเหตุสามประการ หนึ่งคือบรรยากาศของทะเลสาบเหมยซี สองคือรสชาติของสุราหมื่นรัญจวนที่เลื่องชื่อ และช้อสุดท้าย คือเถ้าแก่เนี้ยผู้เลอโฉม ภายในเมืองฉางอัน มีการจัดอันดับสิบสาวงามของเมือง อันดับหนึ่งและสองคือพระชายาและกุ้ยเฟยคนปัจจุบัน ส่วนอันดับสี่คือหวังเฟยเซียง ญาติผู้น้องของภรรยา โดยที่จิวหลง รั้งอยู่ในอันดับที่สาม ส่วนอันดับห้าถึงเก้านั้นเป็ท่านหญิงและบุตรสาวขุนนางใหญ่ ทว่าหนึ่งในสิบกลับมีสามัญชนอยู่เพียงหนึ่งเดียว นางก็คือเถ้าแกของเหลาสุราหมื่นลี้ นามว่า ‘เถาฮวา’
เถาฮวาคือหนึ่งในสิบความงดงามที่สามัญชนคนทั่วไปสามารถแลมองได้ แตกต่างจากเก้าอันดับแรกที่มีศักดิ์และฐานะเกินกว่าที่คนธรรมดาจะกล้าสบสายตามอง
ไม่นานบนเวทีที่ว่างเปล่า ก็มีสตรีนางหนึ่งรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นเดินชดช้อยขึ้นมา นางมีอายุราวๆ ยี่สิบปี สวมใส่เสื้อโปร่งบางมองทะลุเห็นตูโต้วสีแดงอ่อน คลี่คลุมไว้เพียงหลวมๆ หน้าอกอิ่มอวบเคลื่อนไหวไปตามจังหวะการเต้นรำของนาง พัดในมือโบกสะบัดไปมา ยิ่งทำให้เห็นสัดส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าบาง แสดงออกถึงท่วงท่าที่ขับเน้นความงดงามเย้ายวนของนางออกมาได้เป็อย่างดี ประกอบกับฤทธิ์ของสุราหมื่นลี้เพียงพอที่จะดึงดูดจิตใจผู้คนในเคลิบเคลิ้มหลงใหล
จิวหรงค้อนมองสามีของตัวเอง “ท่านพี่...หวังจะมาดู เถ้าแก่ฮวานี่เอง”
ซือหานรีบปฏิเสธ “ใช่ที่ไหน ถึงเถ้าแก่ฮวาจะเป็หนึ่งในสิบสตรีงามแห่งฉางอัน แต่อันดับยังด้อยกว่าภรรยาของข้า จิวหรงอยู่มากนัก”
พูดถึงตรงนี้ร่างของซือหานสะดุ้งเฮือก เนื่องจากปลายเท้าที่เหลือเพียงแต่ถุงเท้าขาวถูกยกขึ้นมาแตะััเป้ากางเกงของเขาจากใต้โต๊ะ
จิวหรงหรี่สายตาเรียวเล็กงดงาม นางกระซิบเบาๆ ไม่ให้เสี่ยวเอ้อได้ยิน “แล้วเหตุใด ่ล่างของท่าน ดันแข็งตั้งขึ้นมาขนาดนี้ละ??”
ซือหานยิ้มแห้งๆ ก่อนจะพูดตอบ “คงเป็เพราะฤทธิ์ของสุราหมื่นลี้กระมัง” เขามองสีหน้าของภรรยาที่ยังไม่พอใจกับคำตอบมากนัก
ซือหานจึงหันมองไปที่เสี่ยวเอ้อและพูดขึ้น “หากมีเื่ใช้งาน ข้าจะเรียกเ้าเอง แต่ถ้าไม่เรียกก็อย่าได้เข้ามาขัดจังหวะการกินอาหาร”
เสี่ยวเอ้อมองต่ำไม่กล้าสบสายตากับคนสูงศักดิ์ เขารีบพยักหน้าขึ้นลงตอบรับคำและออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
เห็นแบบนั้นจิวหรงเอ่ยถาม “ท่านพี่ รีบไล่เสี่ยวเอ้อออกไปเพราะกลัวจะถูกข้าตำหนิงั้นเหรอ?? ข้าก็แค่ล้อท่านเล่นเท่านั้นเอง”
ซือหานส่ายหน้าเบาๆ เขาเอื้อมมือปิดหน้าต่างและเลิกสนใจการร้องรำของเถ้าแก่ฮวา มือขวาคว้าจับไปที่ข้อเท้าของภรรยาที่วางอยู่ตรงเป้ากางเกง ก่อนจะออกแรงขยับ ใช้ปลายเท้าของหญิงสาวลูบไล้อยู่บนแก่นกายของเขา
จิวหรงใเล็กน้อย นางรีบพูดขึ้น “ท่านพี่จะทำอะไร ที่นี่ห้องอาหารของเหลาสุรานะ”
“ไม่ต้องห่วง ที่นี่เป็ห้องส่วนตัว ไม่มีใครเข้ามาหรอก” ซือหานใช้มือซ้ายรินสุราให้กับภรรยาของเขา
อีกฝ่ายเขินอายอยู่เล็กน้อย แต่ก็รับจอกสุรามาดื่มแต่โดยดี ห้าถึงหกจอกผ่านไป ความเขินอายจากสถานที่ก็เริ่มหมดไป สีหน้าของจิวหรงแดงอ่อนด้วยฤทธิ์ของสุรา และพอถึงจอกที่สิบจิวหรงยิ้มหวานเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “แบบที่เถ้าแก่ฮวาร่ายรำ ข้าก็ทำได้นะ”