การเดินทางจากหมู่บ้านฟ้าครามไปยังเมืองหลวงกุ่นจะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน ซึ่งต้องผ่านอย่างน้อยห้าเมือง
เมืองทั้งห้าได้แก่เมืองรุ่งอรุณ เมืองฝนพิรุณ เมืองบุปผา เมืองราชสีห์ และเมืองสายหมอก
โดยแรกเริ่มจะต้องเดินทางไปยังเมืองรุ่งอรุณก่อน
การเดินทางจากหมู่บ้านฟ้าครามไปยังเมืองรุ่งอรุณจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน
เมืองรุ่งอรุณเป็เมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองหยกศิลามากที่สุด
การเดินทางเต็มไปด้วยความราบรื่นย์ โดยที่เมื่อถึงเวลากลางคืน พวกเขาก็หยุดแวะตามทางพร้อมกับดื่มด่ำบรรยากาศที่เต็มไปด้วยวิถีของโลก
ไม่ว่าจะเป็แสงแดดยามรุ่งอรุณ สายหมอก สายฝน สายลม แสงจากดวงจันทร์ยามค่ำคืนและดวงดาว สิ่งเหล่านี้ทำให้จิตใจสงบ ช่วยขัดเกลาจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียดเกินไป
ในความจริงแล้วพวกเขาไม่จำเป็ต้องหยุดแวะระหว่างทางเลยด้วยซ้ำแต่นี้เป็ความตั้งใจของหยวนิเย่โดยเฉพาะ
สองวันต่อมาพวกเขาก็มาถึงเมืองรุ่งอรุณ
เมืองรุ่งอรุณ เป็เมืองขนาดเล็กพอๆกับเมืองหยกศิลา พวกเขาเองก็อยู่ในพื้นที่ของสำนักบัวครามด้วยเหมือนกัน
หยวนิเย่ไม่ได้คิดที่จะพักอยู่ที่เมืองนี้ เขาเพียง้าที่จะเที่ยวชมหอการค้าร้อยราตรีเท่านั้น
แต่เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ พวกเขาจึงคิดที่จะออกเดินทางต่อ แต่พวกเขาก็แวะทานอาหารที่หอตะวันฉายก่อน
หอตะวันฉายเป็ร้านอาหารที่หรูหราที่สุดในเมือง มีเพียงตัวตนระดับสูงเท่านั้นที่มักจะแวะเวียนเข้ามากินอาหารภายในนี้ เพราะอาหารในที่นี้นั้นมีราคาแพงอย่างยิ่ง เพียงแค่อาหารจานเดียวก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงทองแล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีแต่ตัวตนระดับสูงมากิน
ทั้งสามเดินเข้ามาในหอตะวันฉายด้วยแววตาชื่นชม เพราะสถานที่แห่งนี้ตกแต่งได้อย่างสวยงามและลงตัว
ทันใดนั้นก็มีพนักงานหญิงอายุประมาณยี่สิบปีเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
“ มากันสามท่านใช่หรือไม่? ” พนักงานหญิงถามด้วยน้ำเสียงเคารพ พนักงานทุกคนถูกสอนมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตามถ้าหากเข้ามาในนี้ก็ต้องได้รับการต้อนรับที่ดีแม้กระทั้งขอทาน ถ้าหากเข้ามาแล้วพนักงานทั้งหมดก็ต้องให้ความเคารพ
“ ใช่แล้วล่ะ ข้าอยากรู้ว่ามีห้องส่วนตัวให้กับพวกเราหรือไม่? ” เป็หยวนเฉิงที่ถามขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งระดับเซียนยุทธ์ ทำให้หยวนเฉิงกลับมาดูเหมือนกับชายอายุประมาณสามสิบกลางๆ
“ พวกท่านเพิ่งจะมาที่นี้ครั้งแรกใช่ไหม? ” พนักงานหญิงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ ใช่แล้วล่ะ ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับ
พนักงานหญิงพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ การที่จะขึ้นไปชั้นสองและเข้าห้องส่วนตัวได้จำเป็ต้องมีความแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก่อน พวกท่านจะต้องแสดงความแข็งแกร่งให้กับช้าน้อยรับชมก่อน ”
“ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับ จากนั้นเขาก็หันไปมองอู๋จวินหยาง
เวลานี้อู๋จวินหยางเป็บ่าวรับใช้ของสองปู่หลานตระกูลหยวนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังให้การเคารพต่ออู๋จวินหยางมาก เพราะเขาเป็คนสอนการบ่มเพาะให้กับตน
อู๋จวินหยางหัวเราะน้อยๆก่อนที่จะปล่อยแรงกดดันระดับบรรพจารย์ยุทธ์ออกมา
ก่อนที่จะออกเดินทาง หยวนิเย่ได้สั่งให้อู๋จวินหยางซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ ถ้าหากไม่จำเป็ก็ไม่ต้องเปิดเผยออกมาทั้งหมด แม้แต่หยวนเฉิงก็เห็นด้วยกับคำพูดของหลานของตน
เมื่อพนักงานสาวััถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากอู๋จวินหยาง นางก็โค้งคำนับให้กับพวกหยวนิเย่
ด้วยสายตาที่แหลมคมของนาง นางรู้ได้ทันทีว่าสถานะของอู๋จวินหยางนั้นต่ำที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ เพราะฉะนั้นก็คงไม่ต้องบอกว่าสองคนด้านหน้าจะมีเื้ัที่ทรงพลังขนาดไหน
“ เชิญนายท่านทั้งสามตามข้ามาเลยเ้าค่ะ ” พนักงานหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินนำไปที่ชั้นสอง
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องส่วนตัวของตัวเอง
ระหว่างทางพวกเขาก็เดินผ่านห้องส่วนตัวหลายห้อง ซึ่งแต่ละห้องก็จะมีพนักงานของหอตะวันฉายยืนรอรับคำสั่งอยู่ที่นอกห้อง
หลังจากที่สั่งอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็มานั่งลงที่โต๊ะพร้อมกับดื่มชาไปด้วย
สำหรับอู๋จวินหยาง แม้ว่าเขาจะเป็ผู้ติดตามแต่ทั้งสองก็ปฏิบัติกับเขาเหมือนกับครอบครัวของตัวเอง จึงไม่แปลกที่อู๋จวินหยางจะนั่งร่วมทานอาหารกับหยวนิเย่และหยวนเฉิงได้
ในอดีตอู๋จวินหยางก็มักจะเล่าเื่ราวต่างๆที่เขาออกผจญภัยให้กับหยวนิเย่ฟัง ทำให้หยวนิเย่ก็อยากที่จะออกไปเที่ยวเล่นแบบนั้นบ้าง
ไม่นานอาหารก็ถูกนำขึ้นโต๊ะอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่กินอาหารกันเสร็จแล้ว ในขณะที่พวกหยวนิเย่กำลังจะกลับ เมื่อพวกเขาเปิดประตูออกมาก็พบว่ามีกลุ่มคนหลายสิบคนกำลังยืนประจันหน้ากันด้วยความไม่พอใจ
หยวนิเย่จำได้ว่าคนกลุ่มหนึ่งคือคนของสำนักบัวคราม ส่วนอีกกลุ่มก็น่าจะมาจากอีกกองกำลังหนึ่ง
หยวนิเย่ส่ายหน้าแล้วก็คิดว่า นี้คือหนึ่งในอีเว้นของนิยายกำลังภายในจริงๆ ไม่มีที่ไหนจะตีกันก็ชอบมาตีกันในร้านอาหารไม่ก็โรงเตี๊ยม
กลุ่มหยวนิเย่ย่อมไม่สนใจ เพียงแต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินผ่านกลุ่มคนที่ทะเลาะกันอยู่ จู่ๆสายตาของหยวนิเย่ก็สังเกตเห็นคนๆหนึ่งที่คุ้นเคย
“ พี่มี่? ”หยวนิเย่กล่าวขึ้นเบาๆ
เหมามี่คือสหายของเขาในหมู่บ้านฟ้าคราม เธอเข้าร่วมกับสำนักบัวครามเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้นางมีความแข็งแกร่งในระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย
แม้ว่านางจะมีความแข็งแกร่งแค่นี้แต่ฐานะของนางในสำนักบัวครามนั้นสูงส่งยิ่ง เพราะนางเป็น้องของเหิงกั่ว ลูกศิษย์ของรองเ้าสำนักบัวครามนั่นเอง
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่นางเท่านั้นที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากสำนักบัวคราม เหล่ารุ่นเยาว์ของหมู่บ้านบัวครามทั้งหมดต่างก็ได้รับการดูแลอย่างดีเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ทำให้สถานะของรุ่นเยาว์ที่มาจากหมู่บ้านฟ้าครามสูงส่งมากๆ แม้กระทั้งผู้นำตระกูลเชียนจากเมืองหยกศิลามาที่หมู่บ้านฟ้าครามด้วยตัวเองและ้าที่จะหมั่นหมายให้กับบุตรสาวของตนกับเหิงกั่ว
ซึ่งผลก็คือเหิงกั่วและเชียนเหวินที่มีใจให้กันอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองจึงตกลงที่จะหมั่นหมายกัน เื่นี้แม้แต่รองเ้าสำนักสวีเมิ่งถูก็มาเป็เ้าภาพให้ด้วยตัวเอง
เหมามี่ที่ได้ยินคนเรียกชื่อตัวเองก็หันไปมองก่อนที่ดวงตาของนางจะเปร่งประกาย
“ ปู่เฉิง น้องิเย่ ลุงจวินหยาง”เหมามี่ะโด้วยความตื่นเต้น
ทุกๆคนโดยรอบพากันมองไปที่กลุ่มของหยวนิเย่ทันที
สายตาของกลุ่มคนของสำนักบัวครามนั้นดูเป็มิตร แต่สายตาของคนอีกกลุ่มนั้นเต็มไปด้วยความเ็า
“ พี่มี่เกิดอะไรขึ้น? ” หยวนิเย่สงสัยและเดินเข้าไปหา
“ ไม่มีอะไรหรอกน้องิเย่ เ้าพวกนั้นคือคนของสำนักดวงเดือน อีกประมาณสิบวันข้างหน้าจะมีการแข่งขันของเหล่ารุ่นเยาว์ที่จะถูกจัดขึ้นโดยการร่วมมือของสามสำนักซึ่งได้แก่สำนักบัวคราม สำนักดวงเดือนและสำนักพฤกษาลี้ลับ สามสำนักนี้ไม่ค่อยจะถูกกันสักเท่าไหร่ ทำให้เวลาเจอหน้ากันก็มักจะทะเลาะกันบ่อยๆ ” เหมามี่อธิบายพร้อมกับมองคนของสำนักดวงเดือนที่อยู่ด้านหน้าอย่างไม่วางตา
หยวนิเย่และคนอื่นๆก็เข้าใจได้ในทันที
หยวนิเย่มองดูคนของสำนักดวงเดือนทันที เขาตรวจสอบแล้วว่าคนเหล่านี้เป็เพียงรุ่นเยาว์เท่านั้น ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกเขาก็อยู่ในระดับสร้างรากฐานเกือบทั้งหมด และมีอยู่สองคนที่มีความแข็งแกร่งในระดับยอดยุทธ์
แน่นอนว่าทางฝั่งของสำนักบัวครามเองก็มีตัวตนระดับยอดยุทธ์อยู่เหมือนกัน เพียงแต่มีแค่คนเดียวเท่านั้น
“ พวกแกไม่ใช่คนของสำนักบัวครามก็ไสหัวออกไปซะ ” ชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกปีะโด้วยน้ำเสียงเ็า และเขาเป็หนึ่งในสองของตัวตนระดับยอดยุทธ์ ชื่อของเขาคือเหวินชางกู่
“ น้องชาย นายหลบไปก่อน เดี๋ยวเสร็จเื่ตรงนี้แล้วพวกเราค่อยมาคุยกันเป็อย่างไร ” ชายหนุ่มอายุสิบหกปี ในชุดของสำนักบัวครามกล่าวขึ้น เขาเป็ตัวตนระดับยอดยุทธ์เพียงคนเดียวของสำนักบัวคราม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย ชื่อของเขาคือลู่เจิ้ง
หยวนิเย่พยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ พี่มี่ข้าจะไปแล้ว ตอนนี้ข้ากำลังจะเดินทางไปที่เมืองหลวงกุ่น หวังว่าในอนาคตพวกเราคงจะหลได้พบกันอีก ”
เมื่อเหมามี่ได้ยินที่หยวนิเย่กล่าว นางรู้สึกใขึ้นมาและถามขึ้นมาว่า “ แล้วพวกพี่กั่วรู้เื่นี้ยัง?”
“ ยังเลย ข้าไม่อยากให้พวกเขารู้อีกอย่างข้าไม่ชอบการจากลา เพราะฉะนั้นข้าจึงไปโดยที่ไม่ได้บอกกล่าว แต่ข้าสามารถบอกได้พวกเราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอนในอนาคต ขอให้พี่มี่รักษาตัวด้วย ” หยวนิเย่ยิ้ม
“ ไอเด็กนิสัยไม่ดี คิดจะไปก็ไปง่ายๆแบบนี้งั้นหรือ ” เหมามี่ะโด้วยความไม่พอใจ ถึงอย่างไรหยวนหมิวเย่ก็เป็น้องของนาง อย่างน้อยๆก็น่าจะแจ้งข่าวให้ทราบก็ยังดี
“ เอาน่าพี่มี่ ไว้อนาคตพวกเราค่อยพบกันใหม่ ” หยวนิเย่ยิ้มและจากไป
เพียงแต่พวกเขาถูกหยุดโดยคนขอวสำนักดวงเดือน
หยวนิเย่มองดูรุ่นเยาว์สี่คนของสำนักดวงเดือนที่ปิดทางเดินของตนไว้ด้วยความสนใจ
“ ปู่เฉิง น้องิเย่ ลุงจวินหยาง ” เหมามี่เองก็ใเหมือนกัน ส่วนคนของสำนักบัวครามเองก็เป็กังวลขึ้นมา ถึงอย่างไรหยวนิเย่ก็เป็สหายของเหมามี่
“ พวกแกจะไปไหนไม่ได้ ในเมื่อพวกแกรู้จักกับคนของสำนักบัวคราม พวกแกทุกคนก็ต้องอยู่ที่นี้ด้วยกัน ” ชายหนุ่มที่อายุสิบเจ็ดปี ความแข็งแกร่งในระดับยอดยุทธ์กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เ็า ชื่อของเขาคือหูจิงเชา
“ น่าสนใจดีนิ เมื่อครู่บอกให้ข้าไปได้แต่ตอนนี้กลับมาบอกให้ข้าหยุด ” หยวนิเย่หัวเราะออกมาสบายๆ
การหัวเราะของหยวนิเย่ทำให้ทุกๆคนพากันประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าหยวนิเย่จะหัวเราะออกมา นอกจากนี้เท่าที่พวกเขารู้ สามคนนี้มาจากหมู่บ้านฟ้าครามเหมือนกับเหมามี่ ทำให้พวกเขาคิดว่าทั้งสามคนนี้เป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น
“ แล้วมันยังไงล่ะในเมื่อข้าอยากให้แกอยู่พวกแกก็ต้องอยู่ ” หูจิงเชากล่าวออกมาด้วยท่าทีสบายๆ
“ แล้วถ้าหากว่าข้า้าที่จะไปล่ะ? ” หยวนิเย่กล่าวออกมาก่อนที่จะหันไปมองอู๋จวินหยาง
“ ก็ไม่มีอะไรมากถ้าหากพวกแกสามารถเอาชนะคนของข้าได้ ” หูจิงเชาก็หัวเราะออกมา
“ หนุ่มน้อยถ้าหากไม่อยากเจ็บตัวก็ถอยออกไปเสีย ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับปล่อยแรงกดดันของระดับราชันยุทธ์ออกมา
เมื่อทุกคนััถึงแรงกดดันของระดับราชันยุทธ์ก็พากันใ
“ ไม่จริงน่าลุงจวินหยางเป็ตัวตนระดับราชันยุทธ์ ” เหมามี่ใ เพราะเธอก็เคยเจอกับลุงจวินหยางมาหลายครั้งใน่ที่ลุงจวินหยางอยู่ที่หมู่บ้านฟ้าคราม แต่ตอนนี้เขาดูเหมือนกับเป็คนธรรมดาเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วเขาเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันยุทธ์
แม้แต่คนของสำนักดวงเดือนเองก็ใ เพราะไม่คิดเลยว่าชายวัยกลางคนที่อยู่หลังสุดจะเป็ถึงตัวตนระดับราชันยุทธ์
“ ราชันยุทธ์แล้วอย่างไง? ” หวงอวิ๋นเชาะโขึ้นด้วยความไม่เกรงกลัว
เมื่อคนของสำนักดวงเดือนได้ยินพวกเขาก็ถอนหายใจโล่งอก เพราะสำนักดวงเดือนก็มีตัวตนระดับราชันยุทธ์อยู่ถึงสามคน แม้แต่สำนักบัวครามก็ยังมีราชันยุทธ์เพียงแค่สองคนเท่านั้น
“ ใช่ สำนักดวงเดือนของพวกข้าก็มีราชันยุทธ์อยู่เหมือนกัน คิดว่าราชันยุทธ์คนเดียวจะทำอะไรสำนักดวงเดือนได้งั้นหรือ? ” ศิษย์ของสำนักดวงเดือนพากันกล่าวออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ไม่ยอมแพ้
ทันใดนั้นอู๋จวินหยางก็หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยความไม่แยแส
“ ไปกันเถอะ ข้าอยากออกเดินทางต่อแล้ว ” หยวนิเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
กลุ่มศิษย์ของสำนักดวงเดือนพากันหลบให้ทันที ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีความกล้าที่จะขวางทางตัวตนระดับราชันยุทธ์
“ นี้แหละวิถีชีวิตของรุ่นเยาว์ ” อู๋จวินหยางหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ
หยวนเฉิงเองก็ยิ้มออกมาเหมือนกัน พวกเขาก็เคยเป็รุ่นเยาว์มาก่อนเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับศัตรูของตัวเองแบบนี้ นับว่าเป็สีสันของชีวิตอย่างหนึ่ง
“ ไปกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
ไม่นานรถม้าก็ค่อยๆออกจากเมืองรุ่งอรุณ