สายลมพัดผ่านยามเช้าในทุ่งหญ้าเขียวขจีพัดเสื้อผ้าของหงลู่เสียนปลิวพลิ้วไสวหล่อนยืนจ้องมองกระบี่ในมือด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นนี่เป็กระบี่ของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตำหนักสุรางคนางค์ ถูกยึดถือเป็หนึ่งในเจ็ดยอดศัสตรายุคนี้น่าเสียดายที่ตนเองเป็ทายาทกระบี่แท้ ๆกลับไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถปกป้องดูแลมันได้เื่การกลับเข้ายุทธภพของพรรคมารทำให้ตนเกิดความวิตกกังวล
ชาวยุทธ์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่อาจจะไม่หวาดกลัวพรรคมารที่เคยล่มสลายไปแล้วแต่สำหรับนางกลับรู้จักพรรคมารเป็อย่างดีจากปากของอาจารย์ผู้ล่วงลับ อาจารย์ผู้เป็ศิษย์รุ่นแรกของปรามาจารย์จวงฟางเซียนเคยออกท่องยุทธภพติดตามาายุทธจักรหวงหยางหลิวปราบพรรคมารเมื่อกลับคืนสู่ตำหนักก็คอยบอกเล่าเกี่ยวกับความน่ากลัวของพรรคมารและย้ำเตือนเหล่าลูกศิษย์ให้ระมัดระวังพวกมารร้ายอยู่เสมอ
หงลู่เสียนมั่นใจว่าตนเองเป็ยอดฝีมือผู้หนึ่งแต่ก็ยังห่างไกลจากยอดฝีมือแท้จริงของพรรคมารหลายขุมยิ่งหากเทียบกับเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพแล้ว ยังคงห่างไกลแบบไม่เห็นฝุ่น ตอนแรกนางคิดว่าหากได้กระบี่จะทำให้ย่นระยะห่างจากพวกเขาน้อยลงแต่เมื่อได้พบเจอกับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ทำให้ความคิดนี้เปลี่ยนไป
หงลู่เสียนรวบรวมสมาธิแล้วร่ายรำกระบวนท่าต่างๆ ในเจ็ดกระบี่วีรสตรี นี่เป็เพลงกระบี่ที่อ่อนช้อยงดงามและสวยสง่า เน้นการเคลื่อนไหวตามจังหวะการย่างเท้าท่าร่ายรำกระบี่แต่ละรอบคล้ายสตรีผู้หนึ่งกำลังร่ายรำให้บุรุษที่ตนเองรักชมดูแต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่ารังสีกระบี่แผ่กระจายไปรอบด้านยอดหญ้าที่โผล่ออกมาสูงกว่าต้นอื่นล้วนถูกตัดขาดด้วยปราณกระบี่จากกระบวนท่าเจ็ดกระบี่วีรสตรี
เมื่อร่ายรำครบสามรอบหงลู่เสียนก็ยืนสงบนิ่งที่เดิมหล่อนมีความในใจอยู่เต็มอก วิชากระบี่ของนางยังคงล้ำเลิศเช่นเดิมแต่เหตุใดกลับไม่สามารถเปล่งประกายอานุภาพของกระบี่สุรางคนางค์ คล้ายกับว่าพลังลมปราณของนางกับกระบี่เดินไปคนละทิศคนละทางไม่สามารถประสานกันได้ยิ่งพยายามดึงดูดพลังลมปราณจากตัวดาบมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นพบแต่ความว่างเปล่าแต่พอปล่อยวางไม่รีบเร่งกลับมีพลังจากตัวดาบทะลักเข้ามาสู่ชีพจรสภาพของนางตอนนี้คล้ายกับคนที่คนที่พบเจอขุมทรัพย์มากมายมหาศาล กลับไม่รู้วิธีนำขุมทรัพย์นั้นออกมาใช้
“เป็กระบวนท่าที่งดงามและมีอานุภาพสูงส่งดูเหมือนเ้าจะเริ่มเข้าสู่วิถีกระบี่แล้ว”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินปรากฎตัวขึ้นทางด้านหลังของหงลู่เสียนโดยที่นางไม่รู้ตัวทำให้หล่อนรู้สึกท้อแท้กว่าเดิม ใน่เวลาที่จดจ่ออยู่กับมรรคากระบี่จะเป็่เวลาที่โสตประมาทของนางดีกว่าปกติหลายเท่าแต่นางกลับไม่รับรู้ถึงการมาของเทพวายุผู้นี้
“ข้ายังไม่มีความสามารถพอสำหรับใช้กระบี่เล่มนี้มันคล้ายต่อต้านขัดขืนตลอดเวลา”
“แต่ข้ากลับเห็นต่างเ้ากับกระบี่เข้ากันได้ดี ความจริงแล้วพลังลมปราณที่อยู่ในกระบี่กับพลังลมปราณของเ้าเป็แนวทางเดียวกันต้นตอมาจากจากการฝึกฝนเพลงกระบี่สุรางคนางค์แต่ที่เ้าไม่สามารถหลอมรวมกับกระบี่ได้ คงเป็เพราะเ้าพยายามควบคุมมันมากเกินไป พยายามเข้าแทนที่จะหาทางหลอมรวมกับมัน”
“หลอมรวม?”
“การหลอมรวมเป็การชักนำพลังั้แ่สองสายขึ้นมาอยู่ในสถานะเดียวกันใช้หลักการกลมกลืมเพื่อผสาน เมื่อผสานได้ก็เข้าสู่วิถีก่อตั้งจากนั้นจึงหลอมรวม แต่การหลอมรวมมีกฎสำคัญคือภาชนะต้องใหญ่กว่าวัตถุเสมอ”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินอธิบายหลักการหลอมรวมตามวิธีที่ตนเองใช้กับดาบวายุสลาตันเขาใช้เวลาเพียงอึดใจเดียวก็สามารถผสานและหลอมรวมเข้ากับดาบเพราะตัวเขาที่เป็ภาชนะนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดาบที่เป็วัตถุลมปราณภายในร่างที่สะสมมาหนึ่งร้อยกว่าปีสามารถรองรับและย่อยสลายพลังลมปราณภายในดาบได้อย่างง่ายดายแต่หงลู่เสียนกลับต้องพยายามมากกว่านี้
“การจดจ่อเกินไปก็ไม่ดีงามจะส่งผลให้ลืมเลือนองค์ประกอบอื่น อย่ารีบเร่ง อย่าดันทุรังอย่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ ศึกษาลมปราณในกระบี่ให้กระจ่างแล้วค่อยชักนำเข้าสู่กระบวนการหลอมรวม”
“ขอบคุณท่านที่ชี้แนะโอ ข้าฝึกฝนกระบี่มาสามสิบกว่าปี กลับไม่เข้าใจหลักการนี้”
หงลู่เสียนส่ายหัวด้วยความเสียใจที่ผ่านมาตนเองยึดมั่นอยู่แต่ในกรอบมากเกินไป จึงไม่สามารถก้าวหน้าเป็ยอดฝีมือที่แท้จริง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเดินไปข้างหน้าสองก้าวกวาดสายตามองดูทุ่งหญ้าเขียวขจีผืนใหญ่นี้ เขารู้จักที่นี่ดีกว่าใคร เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยร่วมรบกับเหล่าเทพและมนุษย์ที่นี่ในาครั้งสุดท้ายระหว่างสองพันธมิตรและพรรคมารภาพความโหดร้ายของการนองเืครั้งนั้นยังติดตาไม่เคยจางหายไปไหน
“เ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็ลานประลองเพราะมันเป็สถานที่ทำให้จิตใจที่เอื่อยเฉื่อยของข้าฮึกเหิมทุกครั้งเมื่อนึกถึงตนเองเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีก่อนในาครั้งสุดท้ายครั้งนั้นข้าเป็เพียงเทพไร้ชื่อเสียงเรียงนามกลับร่วมบุกตะลุยเข่นฆ่าพวกมารร้ายพร้อมกับชาวยุทธ์แดนเทพและแดนมนุษย์อย่างบ้าคลั่งในวันนั้นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดเป็สุริยะเทพิหวั่ง เขาบุกตะลุยที่แนวหน้า สังหารศัตรูนับพันการเลือกสถานที่แห่งนี้จะเสริมพลังใจให้กับเขายิ่งกว่าข้าเสียอีก”
“ท่านไม่กลัวว่าจะช่วยเหลือฝ่ายตรงข้ามจนทำให้ตัวเองแพ้พ่าย?”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหัวร่ออกมาพร้อมกับชี้ไปที่พื้นดินกล่าวว่า
“ใต้พื้นดินตรงนี้ที่เราเหยียบย่ำอยู่มีโครงกระดูกของชาวยุทธ์หลายหมื่นการประลองกันอย่างยุติธรรมย่อมเป็การให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับในที่แห่งนี้ด้วยั้แ่สำเร็จยอดวิชามาข้าไม่เคยแพ้พ่ายมาก่อน ครั้งนี้ข้ากลับคิดว่ามันอาจจะเป็ไปได้แต่มันก็เป็แค่ความรู้สึกเท่านั้น ความรู้สึกจากการให้เกียรติคู่ประลองที่ทัดเทียม”
พูดจบวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ดีดตัวพุ่งไปข้างหน้าด้วยท่าร่างที่งามสง่าที่ห่างไกลออกไปตรงเส้นขอบฟ้าที่พระอาทิตย์กำลังโผล่ออกมา มีบุรุษผู้หนึ่งยืนรอเทพวายุอยู่
สุริยะเทพิหวั่งมาแล้ว
หลงลู่เสียนยกกระบี่ขึ้นเพื่อทำการเก็บกระบี่กลับมีพลังลมปราณกลุ่มหนึ่งแล่นจากตัวกระบี่เข้าสู่ชีพจร หล่อนรีบตั้งสติแล้วชักนำพลังกลุ่มนั้นเข้าสู่ครรภ์ยุทธ์ของตนเองปล่อยให้พลังลมปราณที่รุ่มร้อนรุนแรงนั้นไหลเวียนไปทั่วร่าง แม้จะรู้สึกเ็ปไปทั้งร่างแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ได้รับาเ็แต่อย่างใดเมื่อพลังกลุ่มนั้นไหลเวียนไปทั่วร่างนับร้อยรอบแล้ว ก็เริ่มผสานเข้ากับลมปราณของตนเองแต่การประสานนั้นกลับทำให้นางรู้สึกคล้ายร่างจะะเิออกมาทำให้ต้องลอยตัวขึ้นฟ้าพร้อมกับทิ่มแทงกระบี่ออกไปสามครั้งพลังกระบี่ที่รุนแรงพุ่งจู่โจมใส่พื้นหญ้าสามครั้ง ผลจากการทิ่มแทงกระบี่ทำให้พื้นหญ้าตรงนั้นกลายเป็หลุมขนาดใหญ่สามหลุม
หงลู่เสียนรู้สึกตื่นตะลึงกับอานุภาพการจู่โจมของตนเองมันรุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้มาก หล่อนเริ่มเข้าใจการหลอมรวมของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินบ้างแล้วแค่การประสานพลังลมปราณก็มีอานุภาพถึงเพียงนี้ แล้วการหลอมรวมจะมีอานุภาพถึงเพียงใด
หนทางยังคงอีกยาวไกลแต่เมื่อมีแสงสว่างก็ย่อมความหวัง
เอี้ยนเฟยซาลืมตาขึ้นมาอย่างยากเย็นภาพที่เห็นเป็มือของคนผู้หนึ่งที่กำลังทาบางอย่างลงบนตัวของเขา เมื่อเหลียวมองไปก็พบเห็นเด็กหญิงผู้หนึ่งกำลังลงมือทาครีมเหนียวข้นลงบนลำตัว่บนของเขาอย่างพิถีพิถันเด็กสาวทำหน้าตื่นเต้นเล็กน้อยที่เห็นเขาเหลียวมองมา
“เ้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่น่าเชื่อ ข้านึกว่าจะต้องหลับไปอีกสามวันสี่วันเสียอีก”
“ข้าอยู่ที่ไหน?แล้วเ้าเป็ใคร?”
“ข้าชื่อเจียวซินที่นี่เรียกว่าเข้าต้าซาน เป็ที่พำนักของหมอเทวะ”
“หมอเทวะ?”
เอี้ยนเฟยซาไม่เคยยินนามนี้มาก่อนเขาพยายามจะนึกให้ออกว่ามาที่นี่ได้อย่างไรแต่ก็นึกไม่ออก ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือถูกฝ่ามือของเจี่ยจงเฉิงฟาดใส่จากนั้นก็หมดสติไป
“ข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
“เป็พี่หวงพาเ้ามาที่นี่ตอนนี้เขาเดินทางกลับไปยังตำหนักเทียมฟ้าแล้ว แต่ไม่ต้องเป็ห่วงนะ เขาจะกลับมาเร็วๆ นี้แน่นอน”
เอี้ยนเฟยซาไม่ทราบว่าเป็ใครแต่ไม่นานก็คงได้พบกันจึงไม่ถามไถ่ต่อ เขาพยายามจะขยับตัว ทันใดนั้นก็รู้สึกเ็ปรวดร้าวไปทั้งร่างถึงกับต้องครางออกมาอย่างลืมตัว ตอนแรกที่ตื่นนอนเขายังไม่รู้สึกถึงความเ็ปจากาแแต่เมื่อสติสัมปะชัญญะกลับมาเต็มร้อยจึงต้องเผชิญกับความเ็ปที่ทำให้ต้องร้องโอดโอยออกมาเจียวซินคล้ายจะคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า หล่อนหยิบถ้วยที่ใส่น้ำเกือบเต็มมาจ่อกับมุมปากของชายหนุ่มบังคับให้เขาดื่มลงไปจนหมด
ผ่านไปครู่เดียวเอี้ยนเฟยซาก็สงบลงพร้อมกับเข้าสู่นิทราเช่นเดิมความเ็ปที่ได้รับเกินกว่าที่คนผู้หนึ่งจะทนทานได้ยานอนหลับกลายเป็สิ่งที่จำเป็ในการทำการรักษา บนเขาต้าซานมีสมุนไพรนับหมื่นชนิดและมีบางชนิดที่ทำเป็ยานอนหลับได้
“เขาจะเป็เช่นนี้ไปอีกหลายวันเ้ารีบไปพักผ่อนก่อน อีกสามชั่วยามเขาจะตื่นอีกครั้ง ก่อนจะถึงเวลานั้นเ้าค่อยมาใหม่”
หมอเทวะยืนอยู่หน้าประตูจ้องมายังร่างที่ไม่ได้สติของเอี้ยนเฟยซาเขาสามารถรักษาอาการาเ็ของคนผู้นี้ได้ แต่ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ในเื่ที่ต้องสูญเสียวรยุทธ์ไปตลอดกาลชายหนุ่มผู้นี้จะขอบคุณเขาหรือไม่ที่ช่วยเหลือให้มันรอดชีวิต
“แล้วท่านอาจารย์ไม่พักผ่อนเหรอ?”
“ข้าแก่ชราแล้วการนั่งสัปหงกเพียงสองสามครั้งก็ทำให้ข้าฟื้นฟูความสดชื่นอีกครั้ง มีแต่เ้าที่เป็เด็กน้อยมักจะขี้เซา้าเวลาพักผ่อนมากกว่าเสมอ”
“งั้นข้าจะไปเตรียมบะหมี่ให้ท่านตอนนี้เริ่มสายมากแล้ว”
เจียวซินเดินออกไปจากห้องทิ้งให้หมอเทวะที่เดินมายืนอยู่ตรงขอบเตียงอยู่ตามลำพังกับเอี้ยนเฟยซาที่สลบไสลไม่รู้ตัวเขาตรวจดูชีพจรแล้วใช้มือลูบไล้หน้าอกชายหนุ่มจนทั่ว
“ฟื้นตัวได้รวดเร็วมากกระดูกที่นำมาต่อใหม่เริ่มผสานแล้ว คนธรรมดาทั่วไปต้องใช้เวลาห้าวันขึ้นไป แต่นี่เพียงคืนเดียวก็สามารถฟื้นตัวและลืมตาอ้าปากได้ลมปราณของหวงหยางหลิวช่างน่าพิสดารนัก”
หมอเทวะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เขาหลับตาลงพร้อมกับเริ่มสัปหงก การรักษาผู้คนใช้ทั้งแรงกายและแรงใจมหาศาลความเหนื่อยล้าที่ได้รับเกินกว่าที่ผู้คนจะรับรู้ได้
การสัปหงกก็เป็การพักผ่อนอย่างหนึ่ง
หมอเทวะก็พักผ่อนแล้ว