บทที่ 9 พี่ชาย โจทย์ข้อสอบคือ——
‘โอ้ พี่ชายรูปหล่อของข้า รีบกลับไปทบทวนตำราเถิด!’
แม้ว่าในห้องจะมีถ่านไม้จุดให้ความอบอุ่น แต่หลิ่วตาอิ้งและองค์ชายห้าต่างรู้สึกหนาวเล็กน้อย
เซียวฉู่ฉู่นึกถึงเนื้อหาในนิยายขึ้นมาได้
ยิ่งนึกย้อนไปยิ่งรู้สึกว่าเื่นี้ร้ายแรง เป็ชนวนให้เกิดโศกนาฏกรรมมากมายในภายหลัง
‘พี่ชายของข้าถูกอาจารย์ตีมือ อับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล ยังต้องให้หมอหลวงมารักษาอาการาเ็ และถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุราชสำนัก สามวันต่อมาในพิธีฉลองฤดูหนาว ฝ่าาถึงกับไม่ให้พี่ชายออกหน้าออกตาเลย!’
‘เื่นี้ทำให้นางกำนัล ขันที รวมถึงขุนนางฝ่ายหน้า ต่างคิดว่าพี่ชายสูญเสียความโปรดปรานจากฮ่องเต้ไปแล้ว!’
‘ภายหลังพี่ชายถูกผู้คนดูแคลนเป็เวลานาน ถึงขั้นที่เมื่อมีการเสนอชื่อองค์รัชทายาท เหล่าขุนนางไม่มีผู้ใดคิดถึงพี่ชายของข้าเลย!’
ความทรงจำของเซียวฉู่ฉู่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
องค์ชายห้าชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาทำหน้าเรียบเฉยเยี่ยงผู้ใหญ่อีกครั้ง
เขายื่นมือลูบใบหน้าเล็ก ๆ ของน้องหญิงด้วยความซาบซึ้ง
ทุกสิ่งที่น้องหญิงกล่าวเมื่อคืนล้วนกลายเป็ความจริง
เช่นนั้นเหตุการณ์ในห้องทรงอักษรครั้งนี้ก็คงจะเกิดขึ้นเช่นกัน
เมื่อคืนเขากังวลจนนอนไม่หลับ จิตใจอ่อนล้า เช้านี้ได้ทราบว่าเื่แม่นมเป็ความจริง ยิ่งรู้สึกร้อนรุ่มในอก
เด็กชายครุ่นคิดไปมาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มารดาต้องปลิดชีพตามบิดาไป และจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมของตนที่จะเกิดขึ้นกับฮ่องเต้องค์ใหม่ หวาดระแวงคิดไม่ตกว่าจะปกป้องตระกูลของญาติฝ่ายมารดาได้อย่างไรดี
ในสภาพเช่นนี้ วันนี้เขาคงไม่อาจตั้งใจเรียนในห้องทรงอักษรได้แน่
แม้ปกติเขาอ่านบทความไม่กี่รอบก็จำได้ แต่วันนี้คงไม่อาจผ่านการทดสอบของอาจารย์ได้เป็แน่
ต้องถูกอาจารย์ลงโทษอย่างแน่นอน!
หลังจากนั้นถูกขุนนางจดบันทึก และไม่ได้ร่วมพิธีในฐานะองค์ชายเพราะความผิด คงเป็เื่จริงเช่นกัน
องค์ชายห้ามองน้องหญิงด้วยความซาบซึ้ง และหวาดกลัวยิ่งนัก
หากไม่ใช่เพราะน้องหญิง เขาคงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้
คิดถึงตรงนี้ เขาอดมองหลิ่วตาอิ้งไม่ได้
ท่านแม่คงไม่ได้ยินกระมัง?
หลิ่วตาอิ้งก็กำลังกังวล แต่หลังจากผ่านคืนที่แล้วมา นางก็กล้าหาญขึ้นมาก
เพราะความจริงพิสูจน์แล้วว่า เสียงในใจของบุตรสาวนางสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้นหลิ่วตาอิ้งจึงยังคงรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง
นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้องค์ชายห้า
"ยามหน้าหนาวเช่นนี้ เฉิงเฉียนรีบร้อนมาโดยไม่สวมเสื้อคลุมสักตัว เ้าไม่หนาวหรือ?"
มารดาไม่อาจได้ยินเสียงในใจของน้องหญิงจริง ๆ
องค์ชายห้าถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพอดีมีข้ออ้างที่จะกลับไปทบทวนตำราแล้ว
"ข้ารีบมาเยี่ยมท่านแม่กับน้องหญิง เมื่อครู่ยังไม่รู้สึก ตอนนี้เพิ่งรู้สึกว่าร่างกายเย็นเล็กน้อย"
หลิ่วตาอิ้งรีบยื่นเตาถ่านให้เขาทันที "แม่กับน้องหญิงเ้าไม่เป็ไร เ้าวางใจได้ วันนี้แดดไม่ค่อยดี เกรงว่าอีกสักครู่ฝนคงตก"
"เฉิงเฉียน เ้ารีบกลับหมู่ตำหนักตะวันตกห้าห้อง*[1] เถอะ ขณะที่อากาศยังดีอยู่"
"หากฝนตก เ้าก็จงอยู่ในห้องทบทวนตำราให้ดี ใกล้สิ้นปีแล้ว ตอนที่แม่ยังอยู่บ้าน ท่านตาของเ้ามักจะสุ่มตรวจการเล่าเรียนของพี่ชายแม่ใน่นี้"
"หากเรียนไม่ดี อั่งเปาปีใหม่ก็จะถูกริบไปด้วย"
องค์ชายห้าสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ท่านตาช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ
เขารีบฉวยโอกาสลุกขึ้นยืนทันที "ขอรับท่านแม่ ได้เห็นน้องหญิงแล้ว ข้าก็วางใจ ่นี้จะตั้งใจทบทวนตำราอย่างแน่นอน"
หลิ่วตาอิ้งยิ้มพลางพยักหน้า
[ดูเหมือนวันนี้จะสอบเื่คัมภีร์หลุนอวี่ บทเสี่ยนเหวินที่สิบสี่อะไรสักอย่าง...]
องค์ชายห้าชะงักไป
คัมภีร์หลุนอวี่ บทเสี่ยนเหวินที่สิบสี่?
นี่คือเนื้อหาที่เรียนวันนี้พอดี
เขารีบก้าวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังยามอู่*[2] องค์ชายทั้งหลายได้พักผ่อนหนึ่งชั่วยาม ฟ้าก็เทฝนลงมาอย่างหนัก
วิชาขี่ม้ายิงธนูที่ควรจะมี จึงถูกยกเลิกไปชั่วคราว
องค์ชายทั้งหมดจึงต้องไปทบทวนตำราที่สำนักศึกษาหลวงแทน
แต่ขณะนี้ไม่มีอาจารย์อยู่ ในสำนักศึกษาหลวงจึงมีเสียงดังไม่น้อย
"พี่ห้า ข้าได้ยินว่าเมื่อวานน้องหญิงท่านเกือบถูกทำร้าย เป็ความจริงหรือไม่?"
องค์ชายหกก้าวเดินอย่างรวดเร็วมาที่โต๊ะขององค์ชายห้า
ิ่ผินคือมารดาแท้ ๆ ของเขา วันนี้นางกำนัลข้างกายมารดาได้ส่งข่าวมาบอกให้เขาคอยดูแลองค์ชายห้าในสำนักศึกษาหลวง
อย่าให้องค์ชายห้าต้องกังวล และอย่าให้ถูกรังแกในสำนักศึกษาหลวง
องค์ชายหกอายุน้อยกว่าองค์ชายห้าสามเดือน แต่เพราะไม่ชอบออกกำลังกายและชอบกิน รูปร่างจึงอ้วนท้วนกว่าองค์ชายห้า
"พี่ห้าอย่ากังวลไปเลย มีมารดาของข้าคอยคุ้มครองมารดาและน้องหญิงของท่านอยู่!" องค์ชายหกทุบอกรับรอง
องค์ชายห้าเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์หลุนอวี่ ดวงตาที่มักจะเ็าไร้ความรู้สึกดูอ่อนโยนลง "ขอบใจเ้า น้องหก"
"มีเื่อะไรหรือ?"
"น้องห้า จริงหรือ?"
องค์ชายคนอื่น ๆ ต่างมองมาด้วยความสนใจ
"ขอบคุณท่านพี่ทั้งหลายที่เป็ห่วง น้องหญิงของข้าไม่เป็ไร"
องค์ชายห้าลุกขึ้นยืน ค้อมกายคำนับองค์ชายใหญ่จนถึงองค์ชายสี่ทีละคน
ไม่รู้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่ที่น้องหญิงพูดถึงคือผู้ใด
เพียงเพราะหวาดระแวงที่เขาได้รับคำสรรเสริญจากราษฎร จึงสังหารวงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาของเขาจนหมดสิ้น
ฮ่องเต้องค์ใหม่ช่างโเี้เหลือเกิน!
องค์ชายห้ากดข่มความมืดหม่นในดวงตา รีบนั่งลงแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาคัดลอกตำราต่อ
องค์ชายสามรู้สึกเบื่อหน่าย คิดว่าจะมีเื่อะไร แต่องค์ชายห้ากลับจบเื่ด้วยประโยคเดียว
เขามองสายฝนนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจ
"วิชาขี่ม้ายิงธนูที่ดี ๆ ก็ต้องเสียไป"
ว่าแล้วก็หยิบนิยายที่ซ่อนไว้ในตำราออกมาอ่าน
องค์ชายสี่มององค์ชายห้าด้วยความอิจฉา "ข้าว่านะน้องห้า เ้าก็ไม่ต้องขยันนักหรอก พวกเราคนอื่นไม่มีทางเลือก แต่เ้าถือโอกาสที่น้องหญิงถูกทำร้าย ขอลาหนึ่งวันกลับไปเยี่ยม ได้พักผ่อนหนึ่งวันอย่างไรเล่า!"
เขานั่งอยู่ในสำนักศึกษาหลวงแล้วรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
องค์ชายหกพึมพำเบา ๆ "พี่สี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร? น้องหญิงแท้ ๆ ของพี่ห้าเกือบล้มป่วย นี่ไม่ใช่เื่ดีเสียหน่อย พี่ห้าจะถือโอกาสนี้เกียจคร้านได้อย่างไร?"
เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าคำพูดขององค์ชายสี่ไม่ถูกต้อง
หากมารดาของเขาเกิดเื่ขึ้นมา เขาถึงกับกินข้าวกลางวันน้อยลงไปหนึ่งคำด้วยความกังวล จะมีเวลาว่างที่ไหนกัน
แต่ถึงกระนั้นเขาก็นั่งอยู่หลังโต๊ะเรียนด้วยท่าทางกระสับกระส่าย
มองดูตำราเมิ่งจื่อและหลุนอวี่ตรงหน้า แล้วก็อดใจลอยคิดถึงเื่อาหารเย็นวันนี้ไม่ได้
วันนี้เป็วันที่สิบห้า คงต้องไปกินอาหารที่ตำหนักพระสนมฉีแล้ว มารดาของเขาต้องสวดมนต์ทานเจอีกแน่ ๆ
เขาไม่ชอบกินเจเลย!
เขาอยากกินเนื้อ วันนี้ถ้าได้กินลูกชิ้นวัวทอดก็คงดี
"แค่ก"
เฉิงเฉียนมองดูองค์ชายหกที่ถือตำราไว้แต่จิตใจล่องลอยไปไกล ก็รู้สึกจนปัญญา
ในบรรดาองค์ชายในห้องนี้ คนที่อายุน้อยที่สุดก็คือองค์ชายเจ็ดที่เพิ่งอายุห้าขวบ
ถัดมาก็คือองค์ชายหก แต่องค์ชายหกกับเขามีอายุห่างกันแค่สามเดือน
แม้อายุจะใกล้เคียงกัน แต่ปกติพวกเขาก็แทบไม่ได้เล่นด้วยกัน
เพราะฉีเฟยกับลี่เฟยที่รับพวกเขาไปเลี้ยงดูนั้น ไม่ถูกกันเอาเสียเลย
แม้ว่าหลิ่วตาอิ้งผู้เป็มารดาแท้ ๆ ของเขา จะอยู่ที่เดียวกับิ่ผิน มารดาของน้องหก แต่จากที่เขาสังเกต หลิ่วตาอิ้งกับิ่ผินก็ไม่ได้สนิทสนมกัน
ดังนั้นก่อนหน้านี้ นอกจากพบกันที่สำนักศึกษาหลวงแล้ว ปกติพวกเขาก็แทบไม่ได้พบกันเป็การส่วนตัว
อีกอย่างพวกเขาก็ไม่มีอะไรจะคุยกัน
น้องหกชอบกิน ชอบนอน
ส่วนตัวเขาไม่ชอบ
เฉิงเฉียนถอนหายใจ แต่นึกถึงที่น้องหกเพิ่งออกมาพูดแทนเขา จนเกือบจะขัดใจพี่สี่ ก็อดใจอ่อนไม่ได้
"น้องหก"
เฉิงเฉียนเห็นคัมภีร์ 'หลุนอวี่' ที่น้องหกวางทับไว้ใต้โต๊ะ ก็กระตุกคิ้ว
"เช้านี้ข้าไปเยี่ยมน้องหญิง มารดาบอกข้าว่า แต่ก่อนท่านตาของข้าชอบทดสอบความรู้ลูกหลานในครอบครัว่สิ้นปี"
องค์ชายหกชะงัก
พวกเขาอายุใกล้เคียงกัน นั่งใกล้กันที่สุด เวลาพูดคุยปกติ เสียงก็ถูกกลบด้วยเสียงพูดคุยขององค์ชายอื่น ๆ ในสำนักศึกษาหลวง
คนอื่น ๆ จึงไม่ได้ยิน
เฉิงเฉียนชำเลืองมองน้องหก "วันนี้ตำราที่อาจารย์สอน เ้าเข้าใจหรือยัง?"
"หากยังเรียนไม่เข้าใจ ข้าจะสอนเ้าอีกครั้ง"
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกสำนักศึกษาหลวง
ท่านอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาหลวง ราชบัณฑิตผู้ดูแลสำนักราชบัณฑิต นามว่าลู่เจิ้นพาขุนนางผู้ทรงคุณวุฒิอีกสองท่านเดินเข้ามา
"องค์ชายทั้งหลาย วันนี้ฝนตกหนัก กระหม่อมจึงถือโอกาสนี้ทดสอบบทเรียนที่องค์ชายทั้งหลายได้เรียนมาเมื่อไม่นานมานี้"
องค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่กำลังเล่นสนุกอยู่ถึงกับชะงักค้าง สีหน้าแข็งทื่อในทันที
องค์ชายหกอ้าปากกว้าง
เขาต้องกลั้นใจไว้ไม่ให้หันไปมององค์ชายห้าแทบแย่!
"ขงจื๊อกล่าวว่า 'ผู้มีคุณธรรมย่อมมีวาจา ผู้มีวาจาไม่จำเป็ต้องมีคุณธรรม ผู้มีเมตตาย่อมมีความกล้าหาญ ผู้กล้าหาญไม่จำเป็ต้องมีเมตตา' จงอธิบายความหมายของประโยคนี้"
องค์ชายหกอ้าปากกว้างขึ้นไปอีก
นี่มันบทที่องค์ชายห้าเพิ่งช่วยทบทวนให้เขาหนึ่งในสามบทนั้น!
บทเสี่ยนเหวินบทที่สิบสี่!
"ให้เวลาหนึ่งก้านธูป ขอให้องค์ชายทั้งหลายเขียนคำตอบลงบนกระดาษ หลังจากนั้น กระหม่อมจะนำคำตอบไปถวายให้ฝ่าาทรงทอดพระเนตร"
[1] 亁西五所 หมู่ตำหนักตะวันตกห้าห้อง เป็ตำนักที่สร้างไว้ให้พระโอรสประทับ มีลักษณะ สี่เรือนล้อมลานสร้างติดกันทั้งหมดห้าหมู่ โดยมีทั้งทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ตั้งอยู่ขนาบข้างพระที่นั่งเฉียงชิงกง
[2] ยามอู่ คือ เวลา 11:00 - 13:00 นาฬิกา