หลังจากที่เหล่าผู้เข้าทดสอบเข้าไปในป่า เวลาก็ได้ผ่านไปหลายชั่วยาม ณ ่นี้ผู้คนที่เข้ามาคอยให้กำลังใจจะไม่สามารถเห็นได้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายในนั้น สิ่งที่พวกเขาสามารถรับรู้ได้มีเพียงอย่างเดียวคือ การมองไปที่ แท่งศิลาสีไข่มุกขนาดใหญ่ที่สูงตระหง่าน เพียงอย่างเดียว
บนนั้นมีรายชื่อของผู้ทดสอบ และอันดับของคนที่ใกล้จะออกมาจากป่าแสดงอยู่ ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นถูกสร้างมาจากจิตปราณ ของฝ่ายอักษรนั้นเอง
ซึ่งยามนี้ชื่อของเฟยฮุ่น หนิงอวี่ และอาฟง ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของผู้ที่ใกล้จะออกมาจากป่า ดูเหมือน คนทั้งสามจะร่วมมือกันั้แ่เข้าไปในตอนแรก ในการทดสอบนี้วัดความสามารถพื้นฐาน 4 ข้อในการเข้ารอบต่อไปก็จริง แต่ถ้าร่วมแรงร่วมใจกันก็ทำให้ออกมาได้เร็วกว่าผู้อื่น
จางิ่ กับ ห่าวหรานเองก็นั่งดูแท่งศิลาอยู่ตลอดในขณะที่คนดูอื่น ๆ ต่างก็พากันไปเดินยืดเส้นยืดสาย ไปก็หาของกิน เพราะพวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่า อีกสักพักใหญ่ ๆ จึงจะรู้ผลว่าใครกันแน่ที่จะได้ผ่านเข้ารอบต่อไป
และในเวลานั้นเสียงท้องของจางิ่ก็ร้องดังขึ้น จนห่าวหราน อดขำไม่ได้
"เ้าหิวรึน้องพี่? " ห่าวหรานเอ่ยถามจางิ่ด้วยรอยยิ้ม
จางิ่พอได้ยินแบบนั้นมันก็หันมายิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะตอบกลับ " แหะ ๆ นิดหน่อยห่าวหราน ก็ข้านั่งอยู่แบบนี้ตั้งนานแล้วท้องมันก็เลย…."
"เช่นนั้นเ้าก็ออกไปซื้อของกินด้านนอกสำนักเถิด แล้วค่อยกลับมา ไม่ต้องกังวลไปหรอก ว่าเมื่อพวกเฟยฮุ่น ออกมาแล้วจะตำหนิ เพราะข้าคิดว่าคงอีกสักครึ่งชั่วยามกว่าที่พวกเขาจะออกมากัน"
พอจางิ่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาทั้งสอง ของมันก็เบิกกว้างเป็ประกายระยิบระยับ
"เ้าคิดเช่นนั้นรึ? งั้น….เดี๋ยวข้ากลับมานะ" จางิ่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขก่อนที่มันจะรีบลุกขึ้น และรีบออกจากเขตของผู้เข้าชม เพื่อไปหาของกินด้านนอกของสำนักทันที ห่าวหรานได้ยิ้ม กับส่ายหัว และเพ่งมองแท่นศิลาจัดอันดับต่อ
ยามนี้ลำดับบนนั้นมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ผู้ที่นำก็ยังเป็ชื่อเดิม ส่วนพวกเฟยฮุ่นก็เช่นกัน ยามนี้ห่าวหรานได้แต่มอง และพลางจินตนาการในหัวไปเรื่อยว่า เกิดอะไรขึ้นในป่าแห่งนั้นบ้าง จะมีสัตว์อสูรฟ้าดินประเภทไหนอยู่ ไม่สิต้องบอกว่า พวกมันมีสิ่งใดเก็บซ่อนอยู่ในร่างมากกว่า ของพวกนั้นจะต้องไม่ธรรมดาเป็แน่ เพราะทุกตัวอยู่ในอาณาเขตของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า พวกเขาย่อมสรรหาสัตว์อสูรฟ้าดินเหล่านี้มาเป็อย่างดี
ยิ่งห่าวหรานนึกถึงมันก็ยิ่งรู้สึกให้เสียดายเป็ยิ่งนักหากมันสามารถเข้าไปในป่านั้นได้บ้างละก็….
"หลานชาย….เ้าอยากเข้าไปในป่าแห่งนั้นรึ? " ในยามนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ข้างกายของห่าวหราน
ห่าวหรานถึงกับสะดุ้งใก่อนที่มันจะรีบหันหาเสียงนั้น และพบว่าผู้ที่พูดก็คือ…ชายชราคนที่มันเคยช่วยเอาไว้จากพวกอันธพาลก่อนหน้านี้นี่เอง
"ทะ…ท่านผู้าุโนี่ท่านมาั้แ่เมื่อไรเหตุใดข้าถึงไม่รู้ตัวมาก่อน แล้วตกลงท่านเป็ผู้ใดกันแน่…"
เมื่อชายชราได้ฟังมันก็แย้มยิ้มออกมา ก่อนจะกล่าวตอบห่าวหรานว่า " ข้ารึ? ข้าก็เป็เพียงแค่ชายชราจรจัดผู้หนึ่ง ที่เดินไปเดินมาในเมืองแห่งนี่นี้แหละ ส่วนที่เ้าไม่รู้ตัวว่าข้ามานั่งใกล้ ๆ ก็คงเป็เพราะเ้ามัวแต่คิดเื่อื่นอยู่กระมังหลานชาย.."
คำตอบของชายชรายังคงแฝงไปด้วยความเท็จอยู่หลายส่วน ซึ่งห่าวหรานเองก็ไม่ได้คิดที่จะถามเซ้าซี้อันใดต่อ เมื่อเขาไม่อยากจะบอกความจริงทั้งหมด
"ชะ…เช่นนั้นรึขอรับ จริงสิ เมื่อกี้ผู้าุโถามใช่หรือไม่ ว่าข้าอยากเข้าไปในป่าแห่งนั้นรึเปล่า ขอรับ ข้าอยากลองเข้าไปดูสักครั้งว่าภายในนั้นมีอะไรบ้าง"
คำตอบของห่าวหรานทำเอาชายชราเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นด้วยความประหลาดใจก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้น
"อยากเข้าไปดูในป่ากระนั้นรึ? ฮ่าๆๆๆ เ้านี่ช่างเป็เด็กหนุ่มที่พิลึกนัก เ้าเองก็พอรู้ใช่มั้ยว่าในนั้นเต็มไปด้วยกับดักอันตราย และมีสัตว์อสูรฟ้าดินดุร้ายที่สำนักเลี้ยงมามากมาย หากไม่ใช่ผู้ที่มีจิตปราณแข็งแกร่งก็อาจจะได้รับอันตรายได้"
"ขอรับผู้าุโ ข้าทราบดี แต่เื่นั้นท่านไม่ต้องห่วงหรอก ตัวข้านั้นปรกติก็เข้าป่าล่าสัตว์ให้คนของสกุลเฟยตลอด ข้าพานพบเื่อันตรายมาพอสมควรคิดว่าน่าจะพอเอาตัวรอดได้" ห่าวหรานยิ้มตอบชายชราอย่างมั่นอกมั่นใจ
"เป็เช่นนั้นเองรึ ที่ตาซ้ายของเ้ามืดบอดจนต้องคาดผ้าก็เพราะเหตุนี้ด้วยใช่หรือไม่…"
คำถามของชายชราทำเอาห่าวหรานนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนที่มันจะพยักหน้าตอบ
"ช่างโชคไม่ดีเอาซะเลย" ชายชราถอดทอนหายใจก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
"เื่ดวงตาของข้าช่างมันเถอะขอรับ เื่มันผ่านมานานแสนนานแล้ว และทุกวันนี้มันก็ไม่ได้เป็ปัญหาในการดำรงชีวิตของข้าแม้แต่น้อย" ห่าวหรานตอบชายชราลึกลับด้วยรอยยิ้มสบาย และกำลังจะชวนคุยถึงเื่ของผู้ทดสอบที่จะออกมาเป็แรก ทว่า…ชายชราผู้นั้นก็ลุกขึ้นเสียก่อน พร้อมกับพูดพึมพำว่า ตัวของเขาเริ่มหิว จึงอยากจะออกไปหาอะไรกินก่อน แต่ก็มีพูดบางอย่างทิ้งท้ายไว้ให้ห่าวหรานฟังด้วยว่า
"ป่าแห่งนี้ มิได้หวงห้ามให้คนภายนอกเข้า แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะกลับออกมาได้หรือไม่นั้น ก็อีกเื่หนึ่ง..หากเ้าไม่กลัวอันตรายอย่างที่พูด เมื่อถึงยามฟ้ามืดปลอดผู้คน จะลองเข้าไปเดินเล่นดูก็ได้…"
เมื่อกล่าวจบชายชราก็เดินจากไปในทันที โดยทิ้งให้ห่าวหรานนั่งงุนงงอยู่แบบนั้นต่อไปอีกสักพัก
"ผู้าุโท่านนี้เป็ใครกันนะ ครั้งแรกข้าพบเขาโดยบังเอิญ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แน่ เขาจงใจมาหาข้าแถมบอกเื่ของป่าให้รับรู้ บางทีเขาอาจจะเป็หนึ่งในคนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าก็เป็ได้ ว่าแต่ว่า ยามค่ำ..ปลอดผู้คนกระนั้นรึ? เช่นนั้นก็ดีล่ะ ข้าคงต้องขอเข้าไปเดินเล่นตามคำเชื้อเชิญดูเสียหน่อยแล้ว"
ห่าวหราน ครุ่นคิดในใจ พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นที่ปรากฏชัดขึ้นตรงมุมปาก
จบบทที่ 10