หลังจากที่กลับจากดูความเรียบร้อยของบ้านพัก ทั้งสามคนก็กลับบ้านเพื่อเตรียมเก็บของย้ายเข้าบ้านใหม่ ความจริงหยางจูไม่พอใจสามีที่ตัดบทเธอกับเลขาแบบนั้น มันดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจในสิ่งที่แม่เลขาทำเท่าไหร่
หวงจิ่นกวงรู้ว่าภรรยาไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะอธิบายในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เพราะถ้าเื่แค่นี้เธอยังไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้ ต่อไปคงได้มีเื่กับคนอื่นเขาไปทั่ว
“คุณยังเก็บของสิ่งนี้เอาไว้อยู่เหรอครับ” หวงจิ่นกวงรู้สึกตกตะลึงเมื่อได้เห็นผ้าขาวค่อนไปทางเหลืองเนื่องจากว่าถูกเก็บไว้เป็เวลานาน นอกจากนั้นยังมีคราบสีน้ำตาลติดอยู่บนผ้าผืนนั้นด้วย เขาจำมันได้ดีเนื่องจากว่าเป็คนทำให้มันเกิดขึ้น และคงจะมีเพียงเธอและเขาเท่านั้นที่รู้ ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เอาออกมาทำไมคะ อยู่ที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว” หยางจูตาโตเมื่อเห็นสามีหยิบผ้าเปื้อนเืขึ้นมาให้เธอดู
“หึ ไม่เห็นเป็ไรเลย ในเมื่อผมเป็คนทำ”
“หวงจิ่นกวง คุณชักจะหน้าหนา พูดมากเกินไปแล้วนะ” หยางจูทนไม่ไหว เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมร่างเดิมต้องเก็บเอาไว้ ก็แค่ผ้าแสดงความบริสุทธิ์
เคยอ่านมานิยายสมัยก่อน ส่วนมากวันแต่งงานมักจะปูผ้าขาวเอาไว้ ถ้าเป็พวกขุนนางหรือในวัง เช้าวันถัดมาก็จะเอาผ้าขาวผืนนี้ไปยืนยันกับผู้าุโ ว่าหญิงสาวที่แต่งเข้ามาเป็สาวบริสุทธิ์ ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน
แต่สำหรับผู้หญิงสมัยใหม่แบบเธอแล้ว ไม่สนใจเื่พรหมจรรย์เลยสักนิด มีชีวิตเดียวก็ควรใช้ให้คุ้น ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับใคร จะต้องมั่นใจว่าเขาสามารถเป็ทั้งคู่ชีวิตและเพื่อนร่วมทางไปจนแก่เฒ่า
การแต่งงานไม่ได้ดูแค่ว่ารักกันมากี่ปี คบกันมานานแค่ไหน คนหมดใจต่อให้รั้งให้ตายก็ไปอยู่ดี บางคนคบกันมาเป็ 10 ปี พอถึงเวลาไม่ถึง 3 เดือนเลิกกันก็มี บางคู่เพิ่งเคยเห็นหน้า ออกเดตกันแต่อยู่ด้วยกันยาวนานนับ 10 ปีก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ
เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรมาการันตีได้เลยว่า ความบริสุทธิ์ของผู้หญิงที่ผู้ชายได้ไปแล้ว เขาจะรักและดูแลเราไปจนแก่เฒ่า เหนือสิ่งอื่นใดต้องมีศีลเสมอกัน รักและเข้าใจเป็ปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตคู่ ต่อให้รักกันให้ตายแต่ไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ไปกันไม่รอด
“ขอโทษครับ” พอได้ยินภรรยาแผดเสียงดุขึ้นมาก็ทำเอาสะดุ้งใ ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของที่เหลือต่อ ไม่กล้าพูดหยอกเธออีก
เช้าวันถัดมา รถบรรทุกที่หยางจูว่าจ้างก็มาขนของั้แ่เช้า ค่อนข้างเป็ที่ฮือฮาของคนในหมู่บ้าน ข่าวที่หวงจิ่นกวงกลับบ้านมาคนในหมู่บ้านรู้แล้ว แต่ข่าวเื่ที่เขาจะย้ายไปอยู่ในเมืองนั้นยังไม่มีใครรู้ ยกเว้นคุณย่าหวงเท่านั้น
“เ้าสาม นี่พวกแกกำลังจะทำอะไร” คุณแม่หวงออกมาจากห้องครัวทั้งที่ในมือยังถือหม้อเตรียมทำอาหารอยู่
“ผมจะย้ายไปอยู่ในเมืองครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“ว่ายังไงนะ!” คุณแม่หวงวางของในมือ จากนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ลูกชาย
“ดี ดีจริงๆ จะทำอะไรก็ไม่ต้องคิดถึงหัวหงอกหัวดำแล้ว พวกแกคิดว่าตัวเองเป็ใคร ไปลามาไหว้เคยได้ยินบ้างไหม? ฉันรู้ว่าแกเก่ง ปีกกล้าขาแข็งไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่ แต่สมควรแล้วเหรอที่จะย้ายออกทั้งทีไม่ปรึกษาพ่อแม่ เห็นพวกฉันเป็หัวหลักหัวตอหรือยังไง” คุณแม่หวงหยุดพูด หายใจหอบ มองหน้าลูกชายอย่างผิดหวัง
“ผมเคยบอกไปแล้ว แม่ต่างหากที่ไม่ใส่ใจ”
พอได้ยินลูกชายพูดแบบนี้ท่านก็ชะงัก หลายวันก่อนเขาแค่พูดเื่ขอเแยกบ้านไม่ใช่เหรอ ไหนเลยจะมีเื่ย้ายบ้าน
“แก ลูกอกตัญญู กลับมาบ้านไม่เท่าไหร่ก็จะตีตัวออกห่างพ่อแม่ เสียแรงที่ฉันเลี้ยงดูแกมา ฉันน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากแกให้ตายๆ ไปสะ ฮือ” คุณแม่หวงโมโหจนร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา
“ฉันต่างหากที่เป็คนเลี้ยง ส่วนหล่อนแค่คลอดออกมาเท่านั้น” คุณย่าหวงเดินออกมาจากมุมไหนของบ้านก็ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ท่านกำลังมองจ้องลูกสะใภ้ราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“คุณแม่!” ได้ยินแม่สามีพูดแบบนี้ท่านก็ไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน
“ฉันเคยบอกหล่อนหลายครั้งแล้ว ว่าฉันห้ามไม่ได้เื่ที่หล่อนจะรักใครมากกว่า แต่อย่าแสดงอาการมากจนเกินให้เด็กมันเห็น เพราะพวกเขาก็มีหัวใจ เป็อย่างไรบ้างล่ะ รสชาติของการถูกหมางเมิน ปวดใจ เศร้าใจ คับแค้นใจมากใช่ไหม?”
“ฮือๆ” คุณแม่หวงร้องไห้เป็เด็กๆ จนคุณพ่อหวงต้องวิ่งเข้ามาประคอง
“เกิดอะไรขึ้น” คุณพ่อหวงถามเสียงเข้ม
เวลานี้ทุกคนต่างวิ่งออกมาดู เห็นรถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่หน้าบ้าน พนักงานเตรียมจะขนของแต่ยังไม่กล้า เนื่องจากว่าคนในบ้านยังตกลงกันไม่เรียบร้อย
“นั่นใครจะย้ายไปไหนคะ หรือว่าบ้านรองเตรียมย้ายออกแล้ว?” สูจิ่งหลิวชะโงกหน้าออกมาดู
ั้แ่มีเื่ทะเลาะกันจนถูกแม่สามีทุบตี เธอก็ไม่กล้าออกจากห้องอีกเลย ทำให้ไม่รู้ความเคลื่อนไหวของคนในบ้าน อีกอย่างหยางจูก็ทำตัวปกติ ไม่เผยพิรุธออกมาให้คนอื่นเห็น
“เ้าสามกำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง” คุณย่าหวงตอบลูกชายเสียงเรียบ
“แม่รู้?” คุณพ่อหวงถามย้ำ
“ฉันเป็คนอนุญาตเอง อนาคตของหลาน ฉันมีหน้าที่ส่งเสริม”
“แต่ควรจะบอกพวกผมที่เป็พ่อแม่มันด้วยหรือเปล่า?” คุณพ่อหวงถามเสียงต่ำ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ใช้อารมณ์กับผู้เป็แม่ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของท่านจะลดน้อยลงแล้วเหลือกิน
“ช่างอิ่น แต่ไหนแต่ไรมาพวกแกเคยสนใจเ้าสามที่ไหนกัน กระทั่งลูกบอกไปไม่รู้ตั้งกี่หนว่าไม่ได้เป็ดังคำชาวบ้านพูด พวกแกก็ไม่มีใครฟัง บอกแต่ว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วทำไมพอพวกเขาจะย้ายออก ไม่อยู่ให้พวกแกเสื่อมเสียเกียรติถึงดิ้นเป็หมูถูกน้ำร้อนลวกแบบนี้ล่ะ?”
หยางจูอยากจะเข้าไปะโกอดคุณย่าหวงเสียจริง ท่านได้พูดคำในใจแทนเธอไปหมดแล้ว เพราะดูๆ แล้วสามีไม่ค่อยเป็ที่ชื่นชอบของคนที่บ้านสักเท่าไหร่
“คุณย่าพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ จะร้ายจะดีอย่างไรสองคนนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็คนของบ้านใหญ่” สูจิ่งหลิวแสดงความเห็น รู้สึกอิจฉาที่สองคนนั้นได้แยกบ้าน ความจริงเธอก็อยากจะแยกด้วยเหมือนกัน จะได้ถือเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แอบเก็บแต่ใช้จ่ายไม่คล่องมือแบบนี้
“ฉันพูดชัดเจนไปแล้วว่าแยกบ้าน รวมถึงอนุญาตให้เ้าสามแยกบ้านออกไปด้วยเหมือนกัน ถ้าหล่อนยังคิดว่าเขาเป็คนในครอบครัว ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะแบ่งเงินกองกลางของบ้านใหญ่มาให้เ้าสามกับภรรยาด้วยเหมือนกัน”
“เื่อะไรกันล่ะคะ ก่อนหน้านั้นคุณย่าก็แบ่งเงินให้กับน้องสามแล้ว ยังจะมาขอส่วนแบ่งอะไรกับพวกเราอีก จะแยกก็แยกไปสิใครจะไปว่าอะไร คุณแม่ก็แค่ตำหนิเื่ที่ไม่บอกให้ท่านทราบเท่านั้น ตอนนี้พวกเราทราบแล้ว จะไปที่ไหนก็ไปเถอะ” สูจิ่งหลิวสรุปเองเออเองในที่สุด เธอไม่มีทางให้เงินกองกลางถูกแบ่งไปอีกแน่
“หุบปาก” คุณพ่อหวงตวาดใส่ลูกสะใภ้ที่ปากไม่มีหูรูด
“เอาเถอะครับ ในเมื่อแม่ตัดสินใจไปแล้ว ผมก็จะไม่ขอพูดอะไรอีก แต่ฉันขอประกาศเอาไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้าวันข้างหน้าพวกแกไปได้ดีฉันก็ดีใจด้วย แต่ถ้าหากว่าไปไม่รอด อย่าได้คิดที่จะกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้ได้อีกเป็อันขาด”
คุณพ่อหวงพูดจบก็อุ้มภรรยาที่ร้องไห้จนหมดแรงในอ้อมกอดเข้าห้องไป ไม่สนใจหน้าผู้เป็แม่ที่ยืนอยู่อย่างนั้น ท่านรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก
หน้าที่การงานของผู้นำหมู่บ้าน จำเป็ต้องเป็แบบอย่างให้ชาวบ้านเห็น แต่ไม่ทันไร ผู้าุโที่สุดของบ้านยังอยู่ พี่น้องก็ต้องแยกบ้าน แล้วไหนจะลูกชายตัวเองอีก แบบนี้จะให้ท่านเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน