บทที่ 1 ชายปริศนา
ณ กรุงโซล
บรรยากาศที่ช่างดูคุ้นเคย บนท้องฟ้ามีหิมะที่กำลังร่วงโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ ในขณะที่รถกำลังแน่นเบียดเสียดเพราะติดเหล่าฝูงชนที่อัดแน่นกันเนื่องจากว่าวันนี้เป็วันเที่ยวเล่นใน่ของเทศกาลฤดูหนาว
ใน่เวลาที่มีแต่รอยยิ้มและผู้คนต่างมีความสุขกลับมีเหล่ากลุ่มชายฉกรรจ์และหญิงสาวอีกหนึ่งคนกำลังรีบช่วยกันขนของใส่เข้าไปในรถบรรทุกกันอย่างบ้าคลั่ง
“แฮ่ก แฮ่ก”
ในมือของเธอกำลังถือกล่องที่ใส่เครื่องดนตรีเอาไว้ ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าขนาดตัวของเธอไปประมาณครึ่งนึงเห็นจะได้
“เฮ้ย ทำงานให้มันไวกว่านี้หน่อยได้ไหม!!!” เสียงตวาดใส่จากชายที่ยืนอยู่ด้านหน้า เขาเป็ชายวัยกลางร่างท้วมใส่เสื้อเชิ้ตรัดรูปเสียจนกระดุมที่อยู่ตรงพุงของเขามันจะะเิออกมาแล้ว
“มีดีแค่กำลังก็หัดใช้มันให้เป็ประโยชน์กันหน่อยสิวะ!!!” เขาสบถออกมาอย่างอารมณ์เสีย คงเป็เพราะวันนี้เป็วันสำคัญ ส่วนตัวเขานั้นเป็ถึงหัวหน้าฝ่ายบริการด้านการขนส่งเครื่องดนตรี เลยทำให้อินซูลีนที่อยู่ในตัวของเขามันเดือดพล่านขึ้นทุกครั้งเวลาที่เกิดปัญหาในด้านของความล่าช้าจากงานที่มันกำลังทับกองอยู่บนหัวของเขา
ซึ่งแน่นอนคนที่ต้องกลายเป็มือเป็เท้าคอยรองรับอารมณ์คงไม่พ้นเหล่าพนักงานและหญิงสาว ‘เด็กรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์แบบรายวัน’
“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ แต่ใจจริงนั้นเธออยากจะสวนหมัดอัดตรงไปยังหน้าท้องปลิ้นๆของมันสักพันล้านครั้ง
‘แต่ตอนนี้แค่แบกของด้วยกำลังของผู้หญิงร่างเล็กแสนบอบบางอย่างฉันก็แทบจะลมจับอยู่แล้ว’
ถึงในใจเธอจะคิดแบบนั้น แต่ไอ้ของที่เธอแบกแต่ละอย่างมันก็หนักเกือบ 15-20 กิโล แถมเธอยังทำวนแบบเดิมซ้ำๆ ไปเกือบสิบรอบเห็นจะได้ ทำให้เหล่าชายต่างพากันมองเธอวิ่งถือของไปมาตาปริบๆ
“เห้ย เอ็งคิดว่าเธอเป็ผู้หญิงป่ะ” ชายคนหนึ่งกระซิบถามเพื่อนของเขา
“ฉันว่า น่าจะไม่ใ-!!”
พูดยังไม่ทันจบ เท้าเล็กๆก็ถีบตรงไปที่ใบหน้าของเขาจนต้องนอนลงไปกองกับพื้น ซึ่งคนทำก็ไม่ใช่ใครมีแค่เธอเพียงคนเดียว
“ทะ ทำอะไรของเธอเนี่ย! เห้! เป็อะไรหรือเปล่า!?”
“งานของฉันเสร็จแล้วช่วยโอนเงินเข้าบัญชีให้ด้วยนะคะฉันมีงานอื่นต้องไปทำต่อ” หางตาของเธอมองเหยียดพวกเขาอย่างถึงที่สุดก่อนจะเดินไปขอขึ้นเงินกับหัวหน้าผู้จ้างงาน
“หะ ยัยบ้า เธอว่ายังไงนะ!!! นี่เธอทำงานยังไม่ถึงครึ่งนึงของเวลาที่ตกลงกันไว้ด้วยซ้ำ”
แค่ได้ฟังน้ำตาลในเืก็แทบจะเดือดขึ้นสมอง ขณะที่เ้าตัวกำลังโมโหจนหน้าแดงก่ำ อีกฝั่งก็ใช้นิ้วชี้ไปยังลานกว้างที่เหลือเครื่องดนตรีอยู่แค่ไม่เท่าไหร่
“ฉันยกของไปประมาณ 80% จากทั้งหมดนี่เห็นจะได้ ที่เหลือก็ให้เ้าพวกเหลือขอพวกนี้จัดการ” เธอกอดอกอย่างมั่นใจ อาจเป็เพราะตัวเธอเองก็ถือคติไว้อยู่แล้วว่า ‘ทำงานเสร็จไวก็ต้องรีบจ่ายตังค์’ แถมพวกผู้ชายกลุ่มนั้นก็ชอบแอบซุบซิบนินทาเธออยู่บ่อยครั้งเลยตั้งใจจะเล่นงานพวกมันเสียหน่อย
“ถึงอย่างงั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะเลิกงานก่อนคนอื่นนะ!!!” หัวหน้าฝ่ายะโลั่น เหล่าลูกงานคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ใช่ๆ หัวหน้าพูดถูก!! ยัยบ้านี่เอาแต่ใจชะมั-”
‘ผัวะ!’
“...”
วงจรเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ใช่แล้วเธอใช้จระเข้ฟาดหางใส่เข้าที่ต้นคอของชายที่กำลังต่อว่าเธอไปอย่างงดงาม ส่วนคนอื่นได้แต่ยืนอ้าปากค้างโดยเฉพาะคุณหัวหน้าฝ่ายบริการที่กำลังมองไปยังร่างเสมือนไร้ิญญาที่อยู่ตรงนั้น
“เอาเป็ว่า…ถ้าใครมีปัญหาก็มายืนตรงหน้าฉันได้เลยค่ะ” เธอเกาหัวอย่างสุดแรงด้วยความรำคาญก่อนจะชำเลืองมองไปยังร่างอันอ้วนท้วมนั่น “ว่ายังคะ คุณหัวหน้า~”
สายตาของเธอทำให้เขาถึงกับเหงื่อตก เขารีบพยักหน้ารับอย่างสุดแรงพร้อมกับโบกมือเป็คำสั่งว่ายอมให้เธอเลิกงานได้ ส่วนตัวเขานั้นไม่คิดที่จะพูดอะไรต่อเพราะกลัวว่าถ้าเผลอทำให้เธอโมโหมากกว่านี้ก็อาจจะเป็ตัวเองที่กลายเป็เหยื่อรายต่อไป
.
.
.
หญิงสาวเดินออกมาจากที่ทำงานสักพักใหญ่ก่อนจะล้วงหาโทรศัพท์ที่กำลังสั่นอยู่ข้างในกระเป๋าเสื้อ
“ฉันโอนเงินให้แล้ว ต่อไปนี้เธอไม่ต้องกลับมาทำงานที่นี่อีกนะ”
“อ่า…โดนไล่ออกอีกแล้ว” ข้อความเดิมซ้ำๆ เธอเคยเห็นมันมาหลายต่อหลายครั้ง ความเคยชินจากการถูกไล่ออกจากงานเพราะการใช้กำลัง ‘แต่ก็นะ เราก็ไม่ได้สนอะไรอยู่แล้วแค่มีเงินใช้ไปอีกวันก็พอ’ เธอยักไหล่คิดในใจช่างสวนทางกับแววตาที่เหม่อลอยนั่น
เท้าเล็กๆค่อยๆเดินไปตามท้องถนนที่ผู้คนอยู่รวมตัวกัน หิมะที่ยังคงตกอยู่เหมือนเคย แสงไฟหลากสีที่ยังส่องสว่าง รอยยิ้มของผู้คนรอบข้างและเหล่าคู่รักที่กำลังหวานใส่กัน ทำไมกันนะทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่เธอเห็นมันทำให้เธอรู้สึกถึงแต่ความว่างเปล่า
‘ไม่เคยเลยที่ฉันรู้สึกมีความสุขกับสิ่งของเ่าั้’ ในใจของเธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป
“สวัสดีค่ะ พบกับรายงานข่าวค่ำคืนนี้ เนื่องจากวันนี้เป็วันเทศกาลอวยพรให้กับพระเ้า เรามาฟังเื่ราวของพระเ้ากันนะคะ~”
‘พระเ้า…เหรอ’ เธอฉีกยิ้มเล็กๆเย้ยหยันให้กับสิ่งที่เธอได้ยินจากจอทีวีิอันใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดตึกสูงนั่น
‘ขนาดหิมะที่ว่าสวยงาม พอใช้มือกำก็ยังละเลยกลายเป็น้ำเลย’ ไม่มีอยู่ในความคิดเลยที่เธอจะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น อดีตที่เคยมี ภาพจำที่เคยเห็น ไม่มีเลยสักครั้งที่เธอจะได้รับการอวยพรจากพระเ้า
‘คนอย่างฉันมันก็ทำได้แค่ก้มหน้าเดิน หาเช้ากินค่ำไปวันๆ ไม่มีทางจะได้เงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนอย่างใครเขาหรอก’
‘ครืด~ ครืด~’
“ว่าไงลูกสาวของพ่อเป็ยังไงบ้าง อีกไม่นานเราก็จะอายุ 20 แล้วนะ พ่ออยู่ทางนี้สบายดี อากาศที่นั่นเริ่มหนาวแล้วเป็ยังไงบ้าง อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะ จำไว้นะถึงพ่อจะอยู่ในที่ห่างไกลแต่ยังไงพ่อก็ยังรักลูกเสมอนะ”
หนึ่งข้อความถูกส่งมาจากผู้เป็พ่อ เพราะด้วยเหตุผลของงานเลยต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศและทิ้งเธอเอาไว้ให้อยู่นี่ตามลำพัง
“รักกับผีสิ ทิ้งหนูไปั้แ่อายุ 12 แต่ส่งเงินให้แค่ 3 เดือนครั้งนี่มันเกินไปหน่อยหรือเปล่าพ่อ” เสียงที่ไม่ได้ตอบกลับความเจ็บช้ำที่เธอเก็บเอาไว้ มันเป็เวลา 7 ปี 11 เดือนกับอีก 29 วัน ที่เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
ั้แ่ที่พ่อของเธอตัดสินใจไปทำงานยังต่างประเทศเธอก็ไม่เคยได้เห็นหน้าของเขา ทำให้ั้แ่นั้นเป็ต้นมาเธอไม่เคยคิดที่จะส่งข้อความตอบกลับหาพ่อของเธออีกเลย
‘เที่ยงคืนของวันนี้เราก็อายุ 20 แล้วสินะ’
ทำได้แต่เก็บเื่ราวในอดีตไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ด้วยสิ่งที่เธอประสบพบเจอมาทำให้เธอกลายเป็คนที่ชอบใช้กำลัง เพราะถ้าเธออ่อนแอเธอคงจะไม่สามารถมีชีวิตรอดจากโลกอันแสนโหดร้ายนี้ได้
‘เพราะพระเ้ามันไม่เคยมีอยู่จริงยังไงล่ะ’
จากถนนอันกว้างขวางตึกราบ้านช่องอันกว้างใหญ่ หญิงสาวค่อยๆ เดินเข้าไปยังตรอกซอยที่แคบลงเรื่อยๆ จนมายืนหยุดอยู่ตรงหน้าร้านบาร์แห่งหนึ่ง ใช่แล้วนี่คือสถานที่ทำงานต่อไป เธอยืนจ้องมองบานประตูทางเข้าอยู่พักใหญ่ก่อนจะสูดลมหายใจแล้วดันตัวเองเข้าไปในนั้น
“อ๊า~ มาแล้วเหรอจ๊ะ” เสียงต้อนรับของชายที่ไม่ใช่ชายดังลั่นเมื่อได้พบหน้าของหญิงสาว
“เป็ยังไงบ้างล่ะ โดนไล่ออกมาอีกไหมเอ่ย~”
“...”
“นี่คือคำตอบสินะ เห้อ… ทั้งๆ ที่ฉันก็บอกพวกเขาเอาไว้แล้วเชียวว่าเธอทำงานอยู่กับฉัน” เขาส่ายหัว
เื่เดิมๆ ที่คุ้นเคย ร้านนี้คือร้านประจำที่เธอทำงานอยู่ Clubhouse & Bars ที่นี่มีเขาคนนี้เป็บาร์เทนเดอร์และเ้าของร้าน
ถึงแม้เขาจะมีน้ำเสียงและท่าทีดูอ่อนหวานแต่เขากลับมีรูปร่างอันสุดแสนกำยำ แถมเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้สีชมพูนั่นถูกปล่อยกระดุมทิ้งไว้โชว์แผงอกผิวสีแทนอันแสนสวยงามให้ลูกค้าเห็น
และด้วยการแต่งตัวอันดูฉูดฉาดและน้ำหอมที่เต็มไปด้วยกลิ่นของผลไม้ พวกเหล่าลูกค้าเลยต่างพากันเรียกเธอว่า
‘คุณเชอร์รี่’
“พอเถอะน่าเจ๊ ถือว่าหนูขอ” มีแค่หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เรียกคุณเชอร์รี่ว่า ‘เจ๊’ ได้ เพราะเธอได้รับการเลี้ยงดูและช่วยเหลือจากเขามาั้แ่ตอนยังเด็ก ไม่ว่าจะเื่ของการเข้าโรงเรียนหรือห้องที่ให้เช่า เขาเป็คนจัดการเื่ยุ่งยากให้กับเธอทั้งหมด
“แหม~ เ็าใส่อย่างเงี้ยก็ดูน่ารักไปอีกแบบเนอะ” เขาบิดตัวไปมาอย่างเขินอายจนหญิงสาวต้องทำตาถลึงใส่เขา แต่เธอก็ต้องยอมปล่อยมันผ่านไป ‘ไม่มีวันที่จะเอาชนะเจ๊เชอร์รี่ได้หรอก’
“แล้วเธอพร้อมหรือยังล่ะ กิจกรรมประจำวันน่ะ” คุณเชอร์รี่หันหน้าไปยังเวทีตั้งอยู่ตรงใจกลางที่มีไมค์และชุดเครื่องเสียงเล็กๆ ตั้งอยู่
“ตอนนี้ยังมีคนไม่มาก ถือซะว่าเป็การระบายอารมณ์พร้อมกับเรียกลูกค้าไปด้วยเลยก็แล้วกัน” เขาพูดเหมือนปลอบใจให้กับวันแย่ๆ ของเธอ
หลังจากที่ได้ฟังดวงตาเล็กๆนั่นก็เปร่งประกาย เธอหันมองซ้ายขวาวนไปจนทั่วรอบร้าน ตอนนี้มีลูกค้านั่งดื่มกันอยู่แค่ห้าคน
“ตึก ตึก ปัง!”
สองเท้ารีบวิ่งจนเกิดเสียง เธอปิดประตูลั่นดังไปทั่วทั้งห้องโถง ที่นี่คือห้องแต่งหน้าและเปลี่ยนชุด เธอเตรียมมันเอาไว้ั้แ่แรกอยู่แล้วและสิ่งนั้นมันคือ ‘ชุดออกศึก!’
ชุดเดรสลายดอกไม้สีขาวยาวไปจนถึงหัวเข่าถูกเธอสวมใส่ทับลงไปบนร่าง ตามด้วยผ้ายาวทรงผืนผ้ามีความหนาประมาณหนึ่งฝ่ามือ เธอใช้มันผูกคาดเอวทำเป็โบมันยิ่งทำให้เธอดูผอมบางลงไปอีก
ผมสั้นประบ่าที่โดนกัดจนเป็สีทองถูกมัดย้อนขึ้นไปเหนือหัวทำให้เห็นไหล่กว้างและใบหน้าผิวขาวที่ได้รูปคมชัดมากขึ้น
“เธอคือคนที่สวยมาก” หญิงสาวพูดชมตัวเองใส่กระจกแล้วสวมรองเท้าส้นเตี้ยสีขาวเข้ากับชุดของเธอแล้วเดินออกไปยังใจกลางห้องโถงนั้น
“ว้าว!” น้ำเสียงที่ตกตะลึงของคุณเชอร์รี่พลอยทำให้เหล่าลูกค้าต่างพากันมองตามไปด้วย
ร่างเล็กๆเดินเป็สง่าขึ้นไปยังหน้าเวที เธอปรับขาไมค์ให้สูงเท่ากับปากของตัวเอง และทุกอย่างในตอนนี้เริ่มเข้าสู่ความสงบ แสงไฟสลัวสีส้มค่อยๆเคลื่อนตัวมารวมที่เธอเพียงจุดเดียว
เธอเงยหน้าขึ้นตั้งตรงเผยให้เห็นลำคอที่ยาว ริมฝีปากสีแดงอ่อนเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้มีเพียงแค่เธอที่ถูกมองพร้อมกับเสียงดนตรีแจ๊สที่เริ่มบรรเลงช่วยกล่อมเกลาให้บรรยากาศดูดียิ่งขึ้น
ใช่แล้วนี่คือสิ่งที่เธอรักและใฝ่ฝันมานาน มันเป็สิ่งที่เธอรอคอยมาตลอดในทุกๆ วัน นั่นคือการที่เธอจะได้ยืนร้องเพลงท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องลงมา
~fly me to the moon and let me play among the stars~
เธอร้องออกไปพร้อมกับจินตนาการถึงความหมายของเพลงที่ร้อง เธอขับกล่อมท่วงทำนองไปจนสุดความสามารถ
‘ทั้งบรรยากาศโดยรอบและคนดูรวมถึงเสียงเพลงเมื่อมันถูกรวมกันยิ่งทำให้ตัวฉันร้องเพลงได้ดียิ่งขึ้น’ เธอคิดอย่างนั้น
‘เพล้ง!!!’
เธอร้องเพลงยังไม่ทันจบเสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามา แก้วเหล้าใบหนาถูกปาตรงเข้ามายังด้านหน้าของเวที
“ร้องบ้าอะไรกัน ห่วยชะมัด”
“หน้าตาก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ถ้าร้องแบบนี้ใครมันจะไปทนฟังกันวะ!!!”
แสงไฟถูกเปลี่ยนไปเป็สีขาวในทันควันและตอนนี้ลูกค้าที่เคยอยู่ในร้านสามคนนั้นกำลังเดินออกไป
‘อ่าา… ก็เป็เื่ปกติล่ะนะ’
“ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ” เธอทำได้แต่ก้มโค้งรับส่งพวกเขา ถ้าเป็ปกตินิสัยเธอคงรีบวิ่งไปถีบยอดหน้าพวกมันทั้งหมดแล้ว แต่มันไม่ใช่กับการร้องเพลงเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ยังยอมทนฟังต่อจนทนไม่ไหว และเพราะเป็ร้านของคุณเชอร์รี่ด้วยตัวเธอจะทำให้เสียชื่อไม่ได้
ใช่แล้วเธอเป็คนที่ร้องเพลงไม่เพราะเอาเสียเลย ทั้งๆที่เธอทุ่มเงินทั้งหมดที่ได้รับมาจากพ่อของเธอในทุกๆ 3 เดือนไปกับการเรียนร้องเพลงแล้วไปหาเงินเพิ่มจากงานพิเศษในการใช้เลี้ยงชีพแล้วก็ตาม แถมยังได้รับความใจดีจากคุณเชอร์รี่ที่ยอมให้ขึ้นไปร้องเพลงได้ทุกครั้งในเวลาที่ลูกค้ายังไม่เข้าร้านมากนัก
ทั้งๆที่เธอทำแบบนี้มาตลอดหลายปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ร้องเพลงได้ดีขึ้นเลยสักครั้ง
เธอทำได้แต่ยิ้มสู้ใส่ลูกค้าที่เดินจากไป น้ำตามันเริ่มไหลแต่เธอก็รีบเช็ดมันออกมา
‘จะให้ตัวเองร้องไห้ในขณะที่ยืนอยู่บนหน้าเวทีไม่ได้’
เธอถอนหายใจเงยหน้าขึ้นมาตอนนี้เหลือลูกค้าอยู่กันแค่สองคน หนึ่งคนกำลังนอนหลับอยู่เพราะเมาเหล้า ส่วนอีกคน…
‘แปะๆๆ’
เมื่อหูได้ยินร่างกายมันก็ตอบสนอง นี่เป็ครั้งแรกที่เคยได้ยินเสียงปรบมือจากใครสักคน ดวงตาของเธอเปิดกว้างจ้องมองไปที่ผู้ชายคนนั้น
“ร้องต่อสิครับ ผมกำลังฟังเพลินๆอยู่เลย”
เธอถึงกับอ้าปากค้าง เป็ครั้งแรกอีกครั้งที่เธอถูกใครสักคนขอให้ใช้เสียงห่วยๆของเธอร้องเพลงต่อ หญิงสาวหันมองไปที่คุณเชอร์รี่ เธอเห็นเขาพยักหน้าแล้วชูนิ้วโป้งให้ก่อนจะเริ่มเปิดเพลงแล้วรีบวิ่งหนีออกไปยังหลังร้าน
หญิงสาวฉีกยิ้มกว้าง เป็ครั้งแรกที่เธอได้เริ่มร้องเพลงั้แ่ต้นจนจบ
~in otherworld i love you~
เธอร้องออกมาด้วยทุกอย่างที่มี เป็เวลาเพียงสองสามนาทีที่พวกเขาทั้งสองคนสบตากัน แต่มันเหมือนดั่งความฝันเวลามันช่างผ่านไปยาวนานเหลือเกิน
~in otherworld i love you~
เธอกล่าวท่อนจบอีกครั้ง สายตายังไม่ละไปจากชายคนนั้น ดั่งโชคชะตามันทำให้ได้เจอกัน ในตอนนี้ตัวของเธอนั้นได้เผลอตกหลุมรักผู้ชายปริศนาคนนี้ไปเสียแล้ว
(I CANT SLEEP WITHOUT YOU ช่วยกล่อมฉันสู่ห้วงแห่งความฝันที)