“แย่แล้ว! แย่แล้วเ้าค่ะ ตราหยกถูกคนร้ายชุดดำ่ชิงไปแล้วเ้าค่ะ” จอมยุทธ์สาวผู้ดูแลตราหยกวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนเวทีและรายงานให้ทุกคนรับทราบ
“อะไรนะ!” จอมยุทธ์หญิงที่ได้ยินกล่าวพร้อมกัน
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ก็เลยขึ้นไปบนเวทีและประกาศให้จอมยุทธ์ทั้งหลายรับทราบ “ต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะ ตราหยกถูกขโมยไปแล้ว พวกเราจำเป็ต้องยุติการประลองและรีบออกตามหาตราหยกเสียก่อนเ้าค่ะ”
ประมุขพรรคฟานหลงะโบอก “ไหนๆ ก็จัดการประลองแล้ว และประมุขพรรคต่างๆ ก็มาเป็สักขีพยานให้พวกเ้า พวกเ้าก็จงดำเนินการประลองต่อไปเถิด ส่วนเื่ออกตามหาตราหยก พวกเราค่อยช่วยกันออกตามหาทีหลังก็ได้”
จอมยุทธ์สาวมองหน้ากัน และกล่าวว่า “ก็ได้เ้าค่ะ”
ดังนั้นการประลองก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยตัวแทนชาวยุทธ์ได้รับเกียรติให้มาจับฉลากเพื่อจับคู่ผู้ประลองไว้ก่อนแล้ว จอมยุทธ์หญิงมีทั้งหมดมี 20 คน ดังนั้นรอบแรกจึงเป็การประลองจำนวน 10 คู่ เมื่อได้ผู้ชนะทั้งสิบคน ตัวแทนชาวยุทธ์ก็จะจับฉลากรอบที่สองเพื่อจับคู่ระหว่างผู้ชนะรอบที่หนึ่งที่ผ่านมา ซึ่งจะได้จำนวนการประลองจำนวน 5 คู่ เมื่อได้ผู้ชนะรอบที่สองจำนวน 5 คน บุคคลทั้ง 5 ก็ต้องจับไม้สั้นไม้ยาว เพื่อที่ว่าหากใครจับได้ไม้ที่สั้นที่สุด จะต้องเป็ผู้ไปยืนรออยู่บนเวทีก่อน ส่วนคนที่เหลือจะต้องจับฉลากเลือกลำดับผู้ที่จะเข้าไปต่อสู้กับบุคคลที่ไปยืนรออยู่บนเวที
คนที่จับได้ไม้ที่สั้นที่สุดก็คือ หลีเจียง นางคือจอมยุทธ์หญิงที่มีฝีมือแข็งแกร่งที่สุดในพรรคหมื่นบุปผา ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามขึ้นไปประลองกับนาง ต่างได้รับความพ่ายแพ้ไปตามๆ กัน
ท่านประมุขพรรคฟานหลงขึ้นไปบนเวทีเพื่อประกาศว่าหลีเจียงเป็ผู้ชนะการประลองและได้รับตำแหน่งประมุขพรรคหมื่นบุปผา “เอาล่ะ ทุกคนคงเห็นฝีมือของแม่นางหลีเจียงแล้ว ดังนั้นข้าขอเป็ตัวแทนเพื่อประกาศว่าประมุขพรรคหมื่นบุปผาก็คือ …..”
“ช้าก่อนเ้าค่ะ” หญิงสาวแปลกหน้าขึ้นมาบนเวทีเพื่อยับยั้ง
“เ้าเป็ใคร และยับยั้งข้าทำไม” ท่านประมุขพรรคฟานหลงกล่าว
“ข้าชื่อฟางหง ท่านประมุขคนก่อนได้มอบพินัยกรรมไว้ก่อนตายเ้าค่ะ”
“พินัยกรรมอยู่ที่ไหน” ท่านประมุขพรรคฟานหลงสงสัย
“นี่เ้าค่ะ” ฟางหงรีบมอบพินัยกรรมให้ทันที
ประมุขพรรคฟานหลงจึงอ่านพินัยกรรมให้ทุกคนฟัง ความว่า
“ข้าคือประมุขพรรคหมื่นบุปผา ข้านั้นป่วยด้วยไข้ทรพิษมานาน ดังนั้นจึงเขียนพินัยกรรมฉบับนี้เพื่อมอบตำแหน่งและตราหยกให้กับฟางหง ฟางหงจะเป็ประมุขพรรคหมื่นบุปผาคนต่อไป”
“ไม่จริง! เ้าอาจปลอมพินัยกรรมขึ้นมาเองก็เป็ได้” หลีเจียงไม่เชื่อ
ประมุขพรรคกงซานขึ้นไปบนเวที และรับพินัยกรรมมาตรวจสอบ จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ข้าจดจำลายมือของประมุขพรรคหมื่นบุปผาคนก่อนได้ นี่คือลายมือของนางจริงๆ”
“แต่ว่า…..” หลีเจียงมิอาจเถียงได้
“พวกเราจะยอมรับฟางหงได้ยังไง ในเมื่อนางไม่ได้ผ่านการประลอง” ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยพูดให้หลีเจียง
“งั้นก็ให้ฟางหงประลองกับหลีเจียงสิ ทุกคนจะได้หมดข้อกังขา” ประมุขพรรคกงซานเสนอ
“อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน” ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย
ดังนั้นฟางหงกับหลีเจียงจึงจับกระบี่เพื่อเตรียมประลองกันบนเวที ส่วนบุคคลอื่นก็รีบลงมาด้านล่างเพื่อดูการประลองดังกล่าว
ฟางหงฟาดฟันกระบี่ไปมาอย่างเหนือชั้น ยังไม่ทันไรนางก็สามารถปัดกระบี่จนหลุดออกจากมือของหลีเจียงและจ่อกระบี่ของตนไปที่คอของหลีเจียงได้สำเร็จ จนทุกคนถึงกับทึ่ง
“หมดข้อกังขาแล้วหรือยัง” ฟางหงกล่าวอย่างมีชัย
“ข้าประลองติดต่อกัน ข้าก็ต้องเหนื่อยล้าเป็ธรรมดา” หลีเจียงรีบแก้ตัว
“หรือว่าพวกเรานัดกันประลองอีกมั้ยล่ะ” ฟางหงท้า
“ไม่ต้องหรอก! พวกเราเห็นว่าฝีมือของฟางหงเหนือกว่าเ้าจริงๆ นะหลีเจียง เ้ายอมรับความจริงเถิด” ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวและยอมรับในฝีมือของฟางหง
“ก็ได้ ข้ายอมรับก็ได้” หลีเจียงเห็นว่าทุกคนต่างยอมรับในฝีมือของฟางหง นางจึงไม่เถียงอีก
“เอาล่ะ ทุกคนเห็นแล้วนะว่าฟางหงเป็ฝ่ายชนะ ดังนั้นนางจึงสมควรได้รับตำแหน่งประมุขพรรคหมื่นบุปผา” ประมุขพรรคฟานหลงกล่าว
“ช้าก่อน!” ชายคนหนึ่งกล่าว
“อะไรอีกล่ะ! แล้วเ้าเป็ใครกันอีกล่ะเนี่ย” ประมุขพรรคฟานหลงเริ่มหงุดหงิดที่การแต่งตั้งประมุขพรรคหมื่นบุปผาไม่จบไม่สิ้นสักที เพราะมีคนมาขัดจังหวะอยู่เรื่อย
“ซานชุย ชายคนที่จูบข้านี่” จือิพึมพำขึ้นมาเพราะใที่มองเห็นจอมยุทธ์พเนจรปริศนาคนนั้น
“เ้ารู้จักชายคนนั้นด้วยงั้นหรือ” ซวงเหมยแปลกใจ
“ปะ เปล่า เ้าค่ะ ข้าแค่สงสัยว่าชายคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคจอมยุทธ์หญิงด้วยเ้าค่ะ” จือิรีบแก้ตัว
“เขาถือกล่องเหล็กและตราหยกด้วย แสดงว่าคนที่่ชิงตราหยกไปก็เป็เขาสินะ” ซวงเหมยคาดการณ์
“เขาทำแบบนั้นทำไมกันนะ” จือิบ่น
“ข้าชื่อซานชุย เป็จอมยุทธ์พเนจร นี่คือกล่องสมบัติของประมุขพรรคหมื่นบุปผาคนก่อนขอรับ” ซานชุยกล่าว
“เ้าเป็คนนอก แล้วพวกเราจะเชื่อได้อย่างไรว่านี่คือกล่องสมบัติของประมุขคนก่อนจริงๆ” ฟางหงกล่าว
“งั้น ข้าขอให้ทุกคนดูนี่” ซานชุยะโบอกทุกคน
ซานชุยวางกล่องที่หนักมากตั้งบนพื้นเวที จากนั้นเขาก็ใช้ตราหยกวางตรงตำแหน่งที่มีลายสลักเหมือนตราหยกซึ่งเป็พิมพ์เดียวกัน ทำให้รอยนูนของตราหยกประสานเข้ากับส่วนเว้าที่เป็รอยสลักของกล่องอย่างพอดิบพอดี หลังจากนั้นฝากล่องก็เลื่อนเปิดเอง
“ภายในกล่องมีป้ายหยกประจำตระกูลของพวกเราอยู่ด้วย นี่คือกล่องสมบัติของประมุขพรรคหมื่นบุปผาจริงๆ” ศิษย์พี่ใหญ่จดจำได้
“นั่นไงจดหมาย นี่อาจเป็จดหมายของประมุขคนก่อนก็เป็ได้” หลีเจียงหยิบจดหมายขึ้นมาดู
“ข้าขออาสาอ่านให้ทุกคนฟังก็แล้วกัน” ประมุขพรรคฟานหลงอาสา พอเขาเปิดดูก็กล่าวว่า “ลายมือเหมือนพินัยกรรมฉบับที่ฟางหงนำมาไม่มีผิด แต่จดหมายฉบับนี้มีตราประทับของประมุขอย่างเป็ทางการด้วย ดังนั้นข้าจะอ่านล่ะนะ” จดหมายความว่า
ถึงลูกพรรคทุกคน หากพวกเ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าคงไปสู่ปรโลกแล้ว ข้าทุกข์ทรมานจากไข้ทรพิษมานาน ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจเขียนจดหมายเพื่อบอกว่า ห้ามก่อตั้งพรรคหมื่นบุปผาขึ้นมาใหม่เด็ดขาด พวกเ้าจงไปหาพรรคสังกัดใหม่เถิด ทั้งนี้เพราะพวกเ้ายังสาวและยังอ่อนต่อโลก ในขณะนี้ได้มีขบวนการล้างสมองจอมยุทธ์หญิงให้เป็นักฆ่า โดยผู้มีอิทธิพลที่ข้ามิอาจรู้ได้ว่าเป็ใคร เขาสามารถบงการสั่งคนของเขาให้ลอบวางยาล้างสมองเหยื่อหญิงสาวที่มีวรยุทธ์ ยานี้จะทำให้หญิงสาวไม่หลงเหลือความเป็ตัวตน หญิงสาวจะถูกครอบงำให้ทำงานตามสั่งอย่างคนไร้สติ ข้าเป็ห่วงพวกเ้ามาก และไม่อยากให้พวกเ้ากลายเป็เครื่องมือของคนชั่วร้ายแบบนั้น โปรดจงฟังข้า จงไปสังกัดพรรคเหวยหลาง ท่านซือไท่เป็คนดีมีเมตตาจิต เขาต้องอบรมขัดเกลาพวกเ้าให้เป็คนดีและเป็จอมยุทธ์ที่พิทักษ์คุณธรรมอย่างแน่นอน
รักทุกคนเสมอ
ผิงเล่ย ประมุขพรรคหมื่นบุปผา
เหล่าจอมยุทธ์ทุกคนต่างพากันงงว่ามีขบวนการล้างสมองจริงๆ อย่างนั้นหรือ พวกเขาต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา
“ข้าเชื่อว่านี่คือจดหมายของท่านประมุขจริงๆ” ท่านประมุขพรรคฟานหลงกล่าว
“อย่าไปเชื่อ จดหมายนั่นเป็ของปลอม” ฟางหงรีบพูด
“จะปลอมได้อย่างไร เห็นๆ อยู่ว่าจดหมายอยู่ในกล่องสมบัติพร้อมกับป้ายหยกของพวกเราที่ท่านประมุขเก็บไว้ให้” หลีเจียงรีบแย้ง
“ชายผู้นี้อาจปลอมแปลงจดหมายขึ้นมา พอขโมยตราหยกไปได้ก็เลยแอบใส่จดหมายปลอมในกล่องสมบัติของท่านประมุขไงล่ะ” ฟางหงอธิบาย
“ความจริง พวกเราไม่รู้จักเ้ามาก่อนเลยนะ ฟางหง เ้าเป็ใครกันแน่ อยู่ดีๆ ก็มีพินัยกรรมของท่านประมุข” ศิษย์พี่ใหญ่นึกขึ้นได้ ในเมื่อนางเป็ศิษย์พี่ใหญ่ นางก็ต้องรู้จักลูกพรรคทุกคนสิ
“นั่นสิ พวกเราไม่เคยเห็นเ้ามาก่อนเลยจริงๆ” หลีเจียงเห็นด้วย
“ข้า…..” ฟางหงชะงัก
“นางคือนางมารร้อยหน้าน่ะสิ” ซานชุยกล่าว
“อะไรนะ!” ทุกคนกล่าวพร้อมกัน
ท่านประมุขพรรคฟานหลงรีบปะมือกับฟางหงทันที
ท่านประมุขมีวรยุทธ์เหนือกว่าจึงซัดฝ่ามือใส่หญิงสาว จนนางกระอักเื จากนั้นท่านประมุขก็แกะหน้ากากิัของนางออกจนกลายเป็นางมารที่แฝงตัวเข้ามา
นางมารร้อยหน้าเห็นท่าไม่ดี นางรีบใช้ะเิควันเพื่อหลบหนีทันที
“พวกเรารีบตามจับนางเร็วเข้า พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็ผู้บงการ และนางรู้เื่ขบวนการล้างสมองมากน้อยแค่ไหน” ท่านประมุขพรรคฟานหลงกล่าว
“ขอรับ/เ้าค่ะ” ทุกคนรับคำ
จอมยุทธ์ทั้งหลายต่างพากันแยกย้ายออกตามล่านางมารร้อยหน้า
ผ่านไปสามชั่วยาม ท่านประมุขพรรคกงซานก็อุ้มศพหญิงสาวไปวางบนกลางเวที
“ข้าขอโทษ พวกเราปะมือกัน ข้าก็เลยพลั้งมือฆ่านางตาย” ท่านประมุขพรรคกงซานรู้สึกผิด
“ไม่เป็ไรหรอกท่าน ในเมื่อท่านไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่านาง” ท่านซือไท่แห่งพรรคเหวยหลางรู้สึกเห็นใจ
ซวงเหมยมองไปที่ศพของมารร้อยหน้าทำให้นางนึกไปถึงเซียงเซียงที่ถูกฆ่าปิดปาก นางก็เลยพึมพำว่า “หรือว่านางมารร้อยหน้าจะถูกฆ่าปิดปากอีกคน”
“ท่านว่ายังไงนะเ้าคะ” จือิได้ยินไม่ถนัด
“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร” ซวงเหมยแค่คาดเดา จึงบอกใครไม่ได้ นางจึงต้องรีบพูดกลบเกลื่อน
“พวกเรากลับกันเถอะเ้าค่ะ เพราะสุดท้ายแล้วจอมยุทธ์หญิงเหล่านี้ก็คงเข้าไปขอเป็ศิษย์ของท่านประมุขพรรคเหวยหลางอยู่ดี” จือิมองสถานการณ์ออก
“ก็ดีเหมือนกัน” ซวงเหมยอยากรีบกลับร้าน
สองสาวจึงกลับร้านขายของเก่าทันที ในขณะที่จอมยุทธ์หญิงทั้ง 20 คนก็ไปคุกเข่าต่อหน้าท่านประมุขพรรคเหวยหลางเพื่อขอเป็ลูกศิษย์ตามคำสั่งเสียของประมุขพรรคหมื่นบุปผา และแล้วพรรคหมื่นบุปผาก็ล่มสลายต่อไป เหตุเพราะลูกพรรคยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะเป็ประมุขพรรคคนต่อไป พวกนางยังคงอ่อนประสบการณ์และอาจถูกชักจูงหรือถูกครอบงำโดยขบวนล้างสมองได้โดยง่าย
********************************************
ณ ร้านขายของเก่าหมายเลข 10
สองสาวมาถึงร้านไม่นาน อยู่ดีๆ จือิก็มีอาการปวดหัว
“โอ๊ย! ข้าปวดหัวเหลือเกิน” จือิจับไปที่ขมับ
“เ้าเป็อะไรไปน่ะจือิ” ซวงเหมยใกับอาการของสาวใช้
“ปวดหัวเหลือเกิน ช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ” สักพักจือิก็สลบไป
“จือิ! จือิ! เ้าทำใจดีๆ ไว้นะ ข้าจะรีบไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้” ซวงเหมยพยายามเขย่าตัว
สักพักจือิก็ลุกพรวด จากนั้นนางก็จับกระบี่แล้วจ่อไปที่คอของซวงเหมย
“เ้าเป็อะไรไปน่ะจือิ ข้าเป็เ้านายของเ้านะ” ซวงเหมยใสุดขีด
“ข้าชื่อหวนเจิน ไปกับข้าเดี๋ยวนี้ ท่านหมอหญิงเหมยซู” จือิเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“ข้าไม่ใช่หมอ ข้าเป็แม่ค้าต่างหาก” ซวงเหมยแย้ง
“ความทรงจำของเ้ายังไม่กลับคืนมาสินะ ไม่เป็ไร ไปที่กระท่อมสมุนไพรของเ้าก่อนค่อยว่ากัน” จือิหรือหวนเจินกล่าว
หวนเจินรีบจับตัวซวงเหมยะโและลอยไปบนอากาศเพื่อมุ่งหน้าไปที่กระท่อมของท่านหมอเหมยซูทันที
********************************************
ณ กระท่อมสมุนไพร
“เ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม” ซวงเหมยไม่เข้าใจ
“เ้าช่วยข้าหายาลืมอดีตที่เ้าเคยปรุงให้ข้ากินเร็วเข้า” หวนเจินสั่ง
“แล้วจะกินยานั่นทำไม เ้าไม่อยากจำอดีตได้อย่างนั้นหรือ” ซวงเหมยสงสัย
“ข้าโดนพิษสลายตัวตน หากไอ้พวกชั่วมันเป่าขลุ่ยสะกดจิตเมื่อไหร่ ข้าคงควบคุมตัวเองไม่ได้” หวนเจินเล่า
“ใครกันที่กล้าทำกับเ้าแบบนั้น” ซวงเหมยอยากรู้
“ประมุขพรรคกงซานและองครักษ์กู่เหวิน พวกมันร่วมมือกันวางยาจอมยุทธ์หญิงแล้วครอบงำพวกนางให้กระทำสิ่งชั่วร้าย” หวนเจินยอมเผย
“คนที่อ้างว่าเป็สามีของเ้านี่เอง” ซวงเหมยนึกขึ้นได้
“สามีข้าชื่อซานชุย ข้าถูกท่านผู้เฒ่าซุนเจียงบังคับให้แต่งงานกับลูกศิษย์ของเขา” หวนเจินรีบแย้ง
“ข้าจะรีบหายาก่อน เดี๋ยวจะไม่ทัน” ซวงเหมยกล่าว
แต่ทว่ายามีเป็ร้อย ซวงเหมยซึ่งไม่ใช่หมอจะหายาเจอได้อย่างไร
“เ้าพอจะจำได้บ้างมั้ย” หวนเจินถามอย่างมีความหวัง
“ข้าใช่หมอจริงๆ งั้นหรือ” ซวงเหมยจำอะไรไม่ได้เลย
“เ้าประสบอุบัติเหตุตกเขา ศีรษะกระแทกโขดหินขนาดใหญ่ หลังจากรักษาตัวจนเ้าฟื้น เ้าก็จดจำอดีตไม่ได้” หวนเจินเล่าคร่าวๆ
ซวงเหมยพยายามตั้งสติ นางกำลังจินตนาการว่าหากนางเป็หมอจริงๆ นางจะนำยาลืมอดีตไปไว้ที่ไหน
“แย่แล้ว เสียงขลุ่ยเริ่มดังแล้ว” หวนเจินพยายามปิดหูไว้ เพราะเริ่มได้ยินเสียงขลุ่ยที่เป่าได้ไพเราะเสียงดังกังวาน
ซวงเหมยรีบวิ่งไปที่เตียงนอน และรีบหยิบขวดยาจากใต้ที่นอนให้หวนเจินทันที
“เ้าแน่ใจนะว่านี่คือยาลืมอดีต” หวนเจินไม่แน่ใจ
ซวงเหมยส่ายหน้า และกล่าวว่า “ไม่แน่ใจหรอก”
“แล้วถ้าเป็ยาพิษหรือยาถ่ายล่ะจะว่ายังไง” หวนเจินเริ่มหวั่นกลัว
“สลากยาเขียนบอกว่าเป็ยาลืมอดีต เ้ารีบกินเร็วเข้า” ซวงเหมยหันสลากยาให้ดู
หวนเจินจึงรีบกินยาลูกกลอนไปหนึ่งเม็ด หลังจากนั้นไม่นานนางก็สลบไป
“หวนเจิน! หวนเจิน! เ้าเป็อย่างไรบ้าง” ซวงเหมยใรีบประคองจอมยุทธ์หญิง
หญิงสาวลุกขึ้นมาด้วยท่าทางงงงวย “ใครคือหวนเจินเ้าคะ และข้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“มีคนมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกเรารีบหลบเร็วเข้า” ซวงเหมยไม่มีเวลาอธิบาย
“เ้าค่ะ” จือิยอมหลบหลังฉาก
สักพักผู้ชายสองคนก็ก้าวเข้ามาในกระท่อม
“ท่านประ…” จือิเผลอพูด แต่ซวงเหมยรีบปิดปากจือิได้ทันเวลาพอดี
สองหนุ่มที่เข้ามาในกระท่อมก็เลยคุยกัน
“ไหนว่าหวนเจินจะมาหายาที่นี่ไงล่ะ ข้าไม่เห็นว่าจะมีใครเลย” องครักษ์กู่เหวินกล่าว
“ยาของนังหมอเหมยซูมีฤทธิ์หนึ่งเดือน ถ้าข้านับไม่ผิด ยาก็น่าจะหมดฤทธิ์วันนี้นี่” ท่านประมุขพรรคกงซานคาดการณ์
“หรือว่าจือิจะไม่ใช่หวนเจินจริงๆ” องครักษ์คิดว่าอาจเป็คนหน้าเหมือน
“ข้าไม่แน่ใจ แต่ถ้าใช่หวนเจินจริงๆ เมื่อยาลืมอดีตหมดฤทธิ์ เวลาข้าเป่าขลุ่ย นางก็ต้องมาหาข้าสิ นี่ก็ไร้วี่แววของนาง” ท่านประมุขเองก็เริ่มไม่แน่ใจ
“ไม่เป็ไร ข้ายังมีเวลา พวกเราค่อยทดสอบผู้หญิงหน้าเหมือนคนนั้นอีกก็ได้” องครักษ์กู่เหวินยังไม่รีบกลับเมืองหลวง
“งั้นกลับกันก่อนเถิด” ท่านประมุขพรรคกงซานไม่อยากอยู่ที่นี่นาน เพราะกลัวมีใครมาเห็นเข้า
หลังจากที่สองหนุ่มเดินจากไป
จือิก็เลยถาม “นี่มันอะไรกันเ้าคะ”
“เ้านั้นมีใบหน้าเหมือนหวนเจินมาก เขาเข้าใจว่าเ้าคือหวนเจินและมีความจำเสื่อม ดังนั้นก็เลยใช้โอกาสนี้แอบอ้างว่าตนเป็สามีของหวนเจิน เพื่อพาหวนเจินไปกับพวกเขาน่ะสิ”
“แล้วข้าคือหวนเจินจริงๆ หรือเปล่าเ้าคะ” จือิสงสัยถึงอดีตของตน
“ไม่ใช่! เ้าคือจือิ ดังนั้นเ้าห้ามหลงเชื่อใครเด็ดขาด และห้ามตามพวกเขาไป” ซวงเหมยปกปิดความจริงไว้ก่อน และกำชับไม่ให้หวนเจินที่จำอดีตไม่ได้นั้นไปหลงเชื่อใครเพื่อป้องกันการตกเป็เหยื่อของคนชั่ว
“เ้าค่ะ งั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะเ้าค่ะ ก่อนที่ชายคู่นั้นจะวกกลับมาที่นี่” จือิกล่าว
ซวงเหมยเดินตามจือิไป นางคิดในใจว่า “ที่แท้ทั้งประมุขพรรคกงซานและองครักษ์กู่เหวินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการล้างสมอง ว่าแต่ พวกเขามีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่นะ และข้าคือหมอเหมยซูจริงๆ อย่างนั้นหรือ”