แสงตะวันยามอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ฉายให้เห็นร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบสงบบนเตียง
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เฟิงหยางใช้เวลาไปกับการบำเพ็ญเพียร
ทันใดนั้น เปลือกตาของเฟิงหยางก็ขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ประกายแสงวาบผ่านแววตา เขาอ้าปากพ่นลมหายใจขุ่นมัวสีขาวที่ราวกับแถบผ้าออกมาคำหนึ่ง ดวงตาเผยให้เห็นความตื่นเต้นที่ยากจะเก็บงำไว้ได้
“ในที่สุด...ในที่สุดข้าก็บรรลุถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่แล้ว”
เมื่อััได้ถึงพลังลมปราณแท้ในร่างที่เพิ่มพูนขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดิม เฟิงหยางก็รู้สึกยินดีเป็ล้นพ้น แม้จะเป็เพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถือว่าก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว มีพลังที่แข็งแกร่งขึ้น
ด้วยวัยยี่สิบปีแต่เพิ่งจะบรรลุถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ หากพูดออกไปย่อมต้องถูกหัวเราะเยาะเป็แน่ เพราะแม้แต่ผู้ฝึกตนที่มีพร์ธรรมดา หากบำเพ็ญเพียรตามปกติ ก็สามารถบรรลุถึงระดับรวบรวมลมปราณ่กลางได้ั้แ่อายุสิบห้าปี พอถึงวัยยี่สิบปีโดยทั่วไปก็จะอยู่ใน่ปลายแล้ว ส่วนผู้ที่มีพร์ดีกว่านั้น ก็ได้ทะลวงสู่ระดับสร้างฐานไปแล้ว
คำว่า ‘บำเพ็ญเพียรตามปกติ’ ในที่นี้หมายถึงผู้ฝึกตนที่มิใช่ศิษย์สายหลักของสำนักใหญ่ เนื่องจากอายุที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรคือสิบขวบ ซึ่งเป็วัยที่สติปัญญาเบิกบาน รากิญญาก่อตัวขึ้นแล้ว และมีศักยภาพในการพัฒนาสูงสุด ดังนั้นสำนักต่างๆ จึงมักจะรับศิษย์ที่เป็คนธรรมดาใน่อายุ 10-20 ปี
แน่นอนว่า ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นไม่เคยขาดแคลนผู้มีพร์ล้ำเลิศ ผู้มีรากิญญาพิเศษ หรือผู้ที่เกิดมาพร้อมกับช้อนทองคำในปาก คนเหล่านี้โดยทั่วไปมักเป็ศิษย์สายหลักของสำนักใหญ่ เช่น ทายาทของเ้าสำนักหรือผู้าุโ พวกเขาเพียบพร้อมด้วยทรัพยากรที่ผู้อื่นไม่มีมาั้แ่กำเนิด ได้รับโอสถทิพย์เพื่อบำรุงรากิญญาและพร์มาั้แ่เยาว์วัย จุดเริ่มต้นจึงอยู่สูงกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างไม่อาจเทียบได้
นอกจากนี้ ตำราเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับสูงก็มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งยวดต่อความรวดเร็วในการพัฒนาพลังบำเพ็ญเพียร ในโลกของผู้ฝึกตน ระดับของเคล็ดวิชาแบ่งออกเป็สามขั้นใหญ่ ได้แก่ ์ ปฐี และมนุษย์ แต่ละขั้นยังแบ่งย่อยออกเป็สามระดับคือ สูง กลาง และต่ำ ยิ่งระดับสูงขึ้น ย่อมทรงอานุภาพมากขึ้นเป็ธรรมดา ผู้ที่มีพร์เท่ากัน แต่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสูง ย่อมมีพลังบำเพ็ญเพียรที่รุดหน้าเร็วกว่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับต่ำอย่างแน่นอน และในระดับพลังเดียวกัน ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสูงมักจะแข็งแกร่งกว่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับต่ำ ไม่ว่าจะเป็ความหนาแน่นหรือความบริสุทธิ์ของลมปราณแท้ ล้วนแตกต่างกันอย่างมหาศาล
ส่วนเคล็ดวิชาที่เฟิงหยางฝึกฝนนั้น เป็เพียงเคล็ดวิชาระดับมนุษย์ขั้นต่ำที่ไร้ชื่อและไร้คุณสมบัติธาตุใดๆ เคล็ดวิชาระดับต่ำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะมีความเร็วในการฝึกฝนที่เชื่องช้า แต่ยังมีขีดจำกัดอีกด้วย ต่อให้มีพร์ดีเพียงใด อย่างมากที่สุดก็สามารถบรรลุได้เพียงระดับแก่นทองคำเท่านั้น หากฝึกฝนจนถึงขีดสุดแล้ว้าจะเลื่อนขั้นต่อไป ก็มีเพียงหนทางเดียวคือเปลี่ยนไปฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับที่สูงขึ้น เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรใหม่อีกครั้ง
เฟิงหยางยังจำได้ว่า เมื่อครั้งเยาว์วัยเขาปรารถนาที่จะฝึกตนเป็อย่างยิ่ง แต่ท่านแม่กลับบอกให้รอโตกว่านี้อีกหน่อยจึงจะให้เขาฝึกฝน ทั้งยังบอกว่าจะมอบเคล็ดวิชาที่ทรงพลังอย่างยิ่งให้เขาฝึกฝนอีกด้วย ซึ่งเคยทำให้เขาตั้งตารอคอยเป็อย่างมากแต่แล้วในภายหลัง...
เมื่อนึกถึงเื่ราวของบิดามารดาขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ความเ็ปก็แล่นปราดขึ้นในใจของเฟิงหยาง แต่เขาก็รีบเก็บงำความเศร้าโศกนั้นไว้ แววตาแปรเปลี่ยนเป็แน่วแน่ยิ่งขึ้น
ตอนนี้คิดไปก็ไร้ประโยชน์ ขอเพียงพยายามแข็งแกร่งขึ้นก็พอแล้ว เคล็ดวิชาระดับต่ำก็ไม่เป็ไร ตอนนี้ข้ามีวิชาซ่อมแซมแล้ว สามารถหาหินิญญาได้มากมาย ในภายภาคหน้าค่อยหาโอกาสซื้อเคล็ดวิชาระดับสูงมาฝึกฝนก็สิ้นเื่!
“เอาล่ะ!! เช่นนั้น...มาเริ่มภารกิจหาเงินครั้งใหญ่ของข้ากันต่อเถอะ!!”
เฟิงหยางตบหน้าตนเองเบาๆ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ ก่อนจะประกาศเจตนารมณ์ออกมาด้วยจิตใจที่ฮึกเหิม
…
หลังจากจัดแจงตนเองเรียบร้อย เฟิงหยางก็นำหินิญญาที่เหลืออยู่ออกจากบ้านไป เมื่อคืนเขาใช้หินิญญาไปสิบสามก้อนในการบำเพ็ญเพียร ทำให้ตอนนี้เหลืออยู่เจ็ดสิบเจ็ดก้อน เงินทุนในครั้งนี้มีมากกว่าครั้งก่อนมาก น่าจะซื้อศาสตราที่ชำรุดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ก่อนจะไปยังตลาดค้าเสรี เฟิงหยางกลับแวะไปที่หอศาสตราล้ำค่าก่อน เขาได้ยื่นใบลาออกต่อพ่อบ้านหลี่ แล้วจึงหมุนกายจากไปท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงพรึงเพริดของอีกฝ่าย
แม้จะไม่ได้ผูกพันกับหอศาสตราล้ำค่า แต่การมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ดีก็เป็สิ่งที่ควรกระทำ เขาจึงได้แวะไปแจ้งให้ทราบเป็การส่วนตัว
จากนั้น เฟิงหยางก็เดินทางไปยังตลาดค้าเสรีอย่างคุ้นเคย เขาเดินชมอยู่สองสามถนน โชคดีที่ซื้อน้ำคั้นหญ้าน้ำแข็งชั้นหนึ่งมาได้หนึ่งกระปุกเล็ก จากนั้นจึงหาทำเลที่เหมาะสม แล้วเริ่มตั้งแผง ณ ที่นั้น
ครั้งนี้เขาเตรียมตัวมาอย่างดี ยังคงปูผ้าปูโต๊ะผืนหนึ่งไว้เบื้องหน้าเช่นเคย แต่กลับมีผ้าขาวผืนเล็กกว่าอีกผืนวางอยู่ข้างๆ บนนั้นเขียนข้อความไว้หลายบรรทัด
“รับซื้อศาสตราเก่าที่ชำรุดเสียหายเกินแปดส่วนขึ้นไป ของที่ยังใหม่เกินไปไม่รับ รับซื้อยันต์อาคมวงแหวนที่เหลืออยู่ด้วยราคาสูงเป็พิเศษ”
หลังจากจัดแผงลอยของตนเรียบร้อย เฟิงหยางก็กระแอมไอ แล้วเริ่มะโเรียกลูกค้า
“อะแฮ่ม!! สหายนักพรตผู้ผ่านไปผ่านมาโปรดฟังทางนี้! รับซื้อศาสตราเก่าทุกชนิด! ของที่ยังดีอยู่ไม่รับนะ ขอรับเฉพาะที่เสียหายแปดส่วนเก้าส่วนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็ศาสตราเวท ศาสตราล้ำค่า หรือศาสตราจิต ศาสตราเต๋า...ที่พังแล้วไม่อยากใช้ก็นำมาขายได้เลย! เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอามาแลกเป็หินิญญาไปซื้อของดีๆ ไม่ดีกว่ารึ! สหายนักพรตผู้ผ่านไปผ่านมาโปรดฟังทางนี้...”
เสียงะโของเขาสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนโดยรอบได้ในทันที และเช่นเดียวกับครั้งก่อน หลายคนต่างมองมาด้วยสายตาประหลาดใจ
“เ้าคนพิสดารนี่มาจากไหนกัน รับซื้อศาสตราที่เสียหายแปดเก้าส่วนรึ? จะเอาไปทำอะไร? กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร?”
“เอ๊ะ? นี่มันมิใช่พ่อค้าของเก่าในตำนานเมื่อวันก่อนหรอกรึ? ไม่คิดว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นอีกจริงๆ!”
“เฮ้ เขาจริงๆ ด้วย! ใช่เลย! แม้แต่คำพูดที่ใช้ะโยังเหมือนกันเป๊ะ! เขาคือนักสะสมศาสตราเก่าผู้เลื่องชื่อในตำนานนั่นเอง!”
“เขาจริงๆ รึ? เช่นนั้นก็ดีเลย ข้ามีศาสตราเวทระดับต่ำที่ใกล้จะพังอยู่สองชิ้น เก็บไว้ก็เป็ได้แค่ของตั้งโชว์ เอามาแลกเป็หินิญญาสักสองสามก้อนก็ยังดี!”
“...”
พฤติกรรมของเฟิงหยางนั้นโดดเด่นเป็เอกลักษณ์อย่างแท้จริง การปรากฏตัวเพียงชั่วครู่เมื่อวันก่อน ก็ได้กลายเป็เื่เล่าขานในวงแคบๆ ของตลาดค้าเสรีไปแล้ว ครั้งนี้เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง จึงดึงดูดผู้คนเข้ามาได้ไม่น้อย
เพียงชั่วครู่ ตรงหน้าของเฟิงหยางก็มีผู้ฝึกตนระดับล่างมายืนล้อมเป็วงเล็กๆ และเขาก็ได้เริ่มต้นภารกิจรับซื้อของเก่าครั้งใหญ่ของตน...
…
เวลา่เช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงตอนเที่ยง เฟิงหยางก็หยุดรับซื้อในที่สุด เขาแบกถุงใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยศาสตราเก่าหลากหลายชนิด แล้วเดินออกจากตลาดไป
ทว่า ในขณะที่เฟิงหยางจากไป กลับมีเงาร่างหลายสายแอบติดตามเขาไปอย่างลับๆ...
เมื่อออกจากตลาดค้าเสรี เฟิงหยางกลับเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ข้างๆ พร้อมกับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แล้วหายลับไปตรงหัวมุมแห่งหนึ่ง
เงาร่างลับๆ ทั้งสามรีบเร่งฝีเท้าตามไป แต่เมื่อเลี้ยวตามไปที่หัวมุมนั้น กลับไม่พบร่องรอยของเฟิงหยางอีกต่อไป
“ชิ! หนีไปได้เร็วดีจริง! เ้าเด็กนั่นมีพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูง แต่กลับระวังตัวไม่น้อย ดูท่าจะรู้ตัวว่าพวกเราตามมา”
ในบรรดาคนทั้งสาม ชายหนุ่มที่ดูมีอายุมากที่สุดขมวดคิ้วแน่น สบถออกมาอย่างหัวเสีย
ชายหนุ่มอีกคนที่มีดวงตาเล็กข้างใหญ่ข้างกล่าวเสริม “ไม่รู้ว่าเป็เ้าเด็กที่ไหนโผล่มา ใช้หินิญญามากมายซื้อศาสตราที่ไร้ประโยชน์พวกนั้น ช่างเป็การสิ้นเปลืองโดยแท้! เมื่อครู่มันคงจะใช้ไปเกือบห้าหกสิบก้อนแล้ว มันมีถุงหินิญญา บางทีข้างในอาจจะมีมากกว่านี้อีก!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชายหนุ่มที่เป็หัวหน้าก็ฉายแววละโมบออกมา กล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “เ้าเด็กนั่นแบกถุงใบใหญ่ขนาดนั้น หาตัวไม่ยากหรอก พวกเราตามไปดูอีกที! หากหาไม่เจอจริงๆ ก็รอให้มันมาที่ตลาดค้าเสรีครั้งหน้า! มันมาสองครั้งแล้ว เป็ไปได้อย่างยิ่งว่าจะต้องมาอีก...ไป!”
พูดจบ คนทั้งสามก็รีบร้อนมุ่งหน้าตามไป
ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่า ที่แผงลอยแห่งหนึ่งทางด้านขวาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก มีชายหนุ่มในชุดคลุมตัวใหญ่กำลังยืนมองพวกเขาจากไปด้วยสายตาอันเ็า...
…
จนกระทั่งคนทั้งสามหายลับไปจากสายตา เฟิงหยางจึงลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของถนน
อันที่จริง เขารู้ตัวว่าถูกคนทั้งสามติดตามมาั้แ่ตอนที่ออกจากตลาดค้าเสรีแล้ว ตอนที่เลี้ยวตรงหัวมุมเมื่อครู่ เขาได้แอบเก็บถุงศาสตราใบใหญ่นั้นเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นก็ได้หยิบเสื้อคลุมตัวใหญ่ออกมาจากแหวนมิติแล้วสวมทับร่างไว้ เป็อันเสร็จสิ้นการแปลงโฉมในชั่วพริบตา
คนทั้งสามที่ติดตามมานั้นย่อมคาดไม่ถึงว่าเฟิงหยางจะมีแหวนมิติ จิตใต้สำนึกจึงยึดติดอยู่กับเป้าหมายที่เป็คนที่แบกถุงใบใหญ่ ประกอบกับเสื้อคลุมที่เฟิงหยางสวมทับได้บดบังรูปพรรณสัณฐานและรูปร่างเดิมของเขาไป พวกเขาจึงไม่คาดคิดเลยว่าคนที่กำลังตามหาอยู่นั้น ที่จริงแล้วยืนอยู่ไม่ไกลจากตนเองเลย ทั้งยังได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของพวกเขาอีกด้วย
“ดูท่าจะต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้ว พฤติกรรมของข้าดูจะสะดุดตาเกินไปจริงๆ แต่ก็ไม่เป็ไร...หลังจากขายศาสตราชุดนี้ออกไป ก็น่าจะได้หินิญญาก้อนใหญ่มา สามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างสบายใจ่เวลาหนึ่งแล้ว รอให้ข้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย ก็ไม่ต้องเกรงกลัวพวกนักเลงอันธพาลเหล่านี้อีกต่อไป...”
เฟิงหยางคิดในใจ พลางหันหลังกลับเข้าไปในตลาดค้าเสรีอีกครั้ง เขาจงใจเลือกถนนที่อยู่ห่างจากจุดที่เขาตั้งแผงเมื่อครู่พอสมควร แล้วเริ่มซื้อหาวัตถุดิบต่างๆ ที่้าอย่างขะมักเขม้น
อีกหนึ่งชั่วยามให้หลัง เฟิงหยางก็ออกจากตลาดค้าเสรีพร้อมกับวัตถุดิบถุงใหญ่ แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านของตนทันที