สารถีหนุ่มดูประหม่าอยู่บ้าง เขาก้มหน้ากล่าว “บ่าวชื่อจินหลิง เป็บ่าวที่เกิดและเติบโตในจวนขอรับ”
“หัวไวดีจริงๆ ป้านเซี่ย เอาเงินให้เขาหนึ่งตำลึง”
เงินหนึ่งตำลึงสำหรับบุตรสาวจวนแม่ทัพนั้น นับว่าไม่ใช่จำนวนมากนัก แต่สำหรับบ่าวอย่างจินหลิงแล้วนั่นคือเงินก้อนโต
ป้านเซี่ยเองก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังล้วงเงินหนึ่งตำลึงออกมาจากถุงเงิน แล้วยื่นให้เด็กหนุ่ม
จินหลิงรับเงินไปด้วยสีหน้าซาบซึ้ง รีบขอบคุณไม่หยุด
ทางด้านแม่ทัพเสิ่นเพิ่งจะรู้ว่าวันนี้เด็กหนุ่มผู้นี้ก็มีสติปัญญาไม่น้อย เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไร เงินรางวัลก้อนนี้ก็ไม่ควรให้บุตรสาวเป็ผู้ออก
ดังนั้นขณะเดินเข้าไปด้านใน เขาจึงเอ่ยกับบุตรสาว “ม่านซู ่นี้เงินเ้าคงฝืดมือ เดี๋ยวพ่อจะให้เงินเ้าหนึ่งหีบ เอาไว้เป็เงินเบี้ยเลี้ยง”
แม้เสิ่นม่านซูจะรู้ดีว่าบิดาเป็พวกคลั่งรักบุตรสาว แต่พอได้ยินคำว่า ‘หนึ่งหีบ’ กลิ่นอายเศรษฐีใหม่ก็ทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย
นางรีบปรับสีหน้า เลิกคิ้วแล้วยิ้มรับอย่างสุภาพ “ขอบคุณท่านพ่อเ้าค่ะ”
ไม่มีเงิน ย่อมก้าวไปไหนไม่ได้
หลายวันที่ผ่านมา นางตรวจสอบเงินเก็บของตนเองแล้วพบว่าแท้จริงแล้วเหลือเงินไม่มากนัก
บิดามารดารักและเอ็นดูบุตรสาว ก่อนหน้านี้ให้เงินไว้ไม่น้อย
แล้วเงินทองมากมายเช่นนั้นหายไปไหน เ้าของร่างเดิมคงผลาญไปไม่น้อย!
ไม่ว่าเ้าของร่างเดิมจะเคยเอาเงินไปให้ใคร แต่จากนี้ไป คนพวกนั้นก็อย่าหวังจะมาหลอกลวงเงินจากนางได้อีก!
เสิ่นม่านซูที่เดินตามบิดาเข้าไปด้านในหันไปมองด้านหลังเล็กน้อย
จินหลิงเป็บ่าวที่ซื่อสัตย์อย่างยิ่ง ที่สำคัญคือเฉลียวฉลาด แม้ในต้นฉบับจะไม่ได้กล่าวถึงมากนัก แต่เพียงรู้ว่าเขาเป็คนภักดีก็เพียงพอแล้ว
นอกจากป้านเซี่ยกับเจ๋อหลันแล้ว ต่อไปหากนางจะออกนอกจวน ย่อมต้องมีบ่าวชายติดตาม
จินหลิงจึงเป็ตัวเลือกที่เหมาะสม
เมื่อหลินซื่อเห็นสองพ่อลูกกลับมาแล้วก็รีบเอ่ย “ท่านแม่กลับมาจากวัดหลิงอันแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพวกเราไปคารวะท่านย่าที่เรือนว่านโซ่วกันเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคือย่าของเสิ่นม่านซู ปีนี้อายุใกล้เจ็ดสิบแล้ว ในโลกนี้ถือว่าอายุยืนยาวนัก
ครั้งนั้นปู่ของเสิ่นม่านซูได้รับาเ็สาหัสเนื่องจากช่วยชีวิตฮ่องเต้องค์ก่อน ไม่นานก็จากไป ต่อมายังมีข่าวว่าเสิ่นเจิ้นกวงที่ออกศึกนอกเมืองถูกสายลับทรยศ ทำให้กองทัพพ่ายแพ้ย่อยยับ ในยามนั้น จวนแม่ทัพตกอยู่ในความโกลาหล ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นซึ่งเพิ่งสูญเสียสามีไปไม่นาน กลับใช้วิธีการเด็ดขาด ทำให้ทั้งจวนตั้งหลักได้อีกครั้ง
ต่อมา เมื่อมีข่าวว่าเสิ่นเจิ้นกวงสามารถฝ่าวงล้อม พาองค์ชายหย่งอันซึ่งาเ็สาหัสกลับถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ทรุดลงล้มป่วยอย่างหนัก
โชคดีที่ร่างกายของนางแข็งแรง ไม่นานก็ฟื้นตัว
ในนิยายต้นฉบับประเมินฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้นี้ไว้สูงยิ่ง ทั้งฉลาดหลักแหลม สุขุมรอบคอบ และไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ
นี่เป็ครั้งแรกที่เสิ่นม่านซูได้พบฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น
เมื่อก้าวเข้ามาในเรือนว่านโซ่ว เสิ่นม่านซูก็เห็นซูฉินยืนอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยท่าทีเรียบร้อย ไม่รู้ว่ากำลังพูดสิ่งใด บนใบหน้าถึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นนั้น
ด้านข้างคือคุณหนูรองเสิ่นหลิงหลงและคุณหนูสี่เสิ่นอี๋เหวิน ทั้งสองคนเป็บุตรสาวของบ้านสาม ส่วนบุตรสาวภรรยาเอกของบ้านรองคือคุณหนูใหญ่เสิ่นอวิ๋นหย่า นางออกเรือนไปแล้วจึงไม่ได้อยู่ที่นี่
เสิ่นม่านซูชะงักไปเล็กน้อย
นางแทบลืมไปเลยว่า ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้นี้เคยปฏิบัติต่อเ้าของร่างเดิมอย่างไร
เ้าของร่างเดิมนอกจากโง่เขลาในเื่องค์ชายเจ็ดแล้ว ก็แทบไม่มีข้อเสียอื่นใด เพราะนางคือบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก
ทว่าเหตุการณ์กลืนทองฆ่าตัวตายอันเลอะเทอะนั้นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผิดหวังอย่างยิ่ง รวมถึงที่นางเอะอะก็จะขอแต่งกับองค์ชายเจ็ด ยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองว่านางยังเด็ก ไม่รู้จักแยกแยะ
ส่วนซูฉิน เดิมทีเป็ลูกหลานของพี่น้องฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ฐานะยากลำบาก ทำให้คนเฒ่าสงสาร แต่ที่สำคัญคือนางเอาอกเอาใจเก่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เ้าของร่างเดิมอย่างเสิ่นม่านซูก็ถูกลดค่าลงเรื่อยๆ
แต่นางไม่ใช่เ้าของร่างเดิมอีกต่อไป
เสิ่นม่านซูยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินตามบิดามารดาเข้าไป ก่อนจะคำนับให้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม
“ม่านซูขอคารวะท่านย่า”
ในเวลานี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นย่อมรู้เื่ที่นางก่อเหตุคิดสั้นไปแล้ว สายตาที่มองมาจึงแฝงความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
เสิ่นม่านซูไม่กะพริบตา ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างแรง
การคุกเข่าอย่างกะทันหันของเสิ่นม่านซู ทำให้แม่ทัพเสิ่นกับหลินซื่อถึงกับชะงักงัน
แม้แต่ซูฉินที่ถอยไปยืนอยู่ด้านข้างก็ยังตกตะลึง มองเสิ่นม่านซูด้วยความประหลาดใจ
เสิ่นม่านซูเริ่มร้องไห้ในทันที ดวงตางามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาใสแวววาว
ป้านเซี่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับตะลึงค้าง
์ คุณหนูสามร้องไห้เก่งกว่านางเสียอีก!
เสิ่นม่านซูสะอื้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะท้าน “ท่านย่า ก่อนหน้านี้ม่านซูไม่รู้จักคิด ดื้อดึงเอาแต่ใจ ทำเื่โง่เขลาไว้มากมาย ครั้นสำนึกได้ก็รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ต่อไปม่านซูจะระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ฟังคำสั่งสอนของบิดามารดาและผู้าุโ จะไม่ทำเื่โง่เขลาอีกแล้วเ้าค่ะ!”
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็รักหลานสาวผู้นี้อยู่แล้ว ยิ่งเห็นนางร้องไห้เสียใจจริงจัง และเอ่ยคำขอโทษอย่างเด็ดขาด ความขุ่นเคืองในใจก็พลันสลายไปกว่าครึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยกมือขึ้นโบกเบาๆ
“รู้ว่าตนผิดก็ดีแล้ว ลุกขึ้นเถิด พื้นมันเย็น”
ป้านเซี่ยกับเจ๋อหลันรีบเข้ามาประคองเสิ่นม่านซูลุกขึ้นในทันที
เสิ่นเจิ้นกวงเอ่ย “ท่านแม่ ม่านซูรู้ว่าผิดแล้ว และเื่นี้…ยังมีเงื่อนงำขอรับ”
ก่อนหน้านี้ การร้องไห้คร่ำครวญของเสิ่นม่านซูทำให้ซูฉินขมวดคิ้วอยู่แล้ว ครั้นได้ยินคำพูดของเสิ่นเจิ้นกวง สีหน้าของซูฉินก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน!
ทว่าหลินซื่อเป็คนละเอียดรอบคอบ นางจึงหันไปกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น “ท่านแม่ คุณหนูรองกับคุณหนูสี่ก็ยืนอยู่นานแล้ว ให้พวกนางกลับเรือนไปก่อนดีหรือไม่เ้าคะ”
บรรดาผู้ที่เข้ามาคารวะต่างทยอยจากไป เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “อาหลิงกับอาอี๋ พวกเ้ากลับไปก่อนเถิด”
“เ้าค่ะท่านย่า”
เสิ่นหลิงหลงกับเสิ่นอี๋เหวินต่างเป็บุตรสาวของบ้านสาม แต่เสิ่นอี๋เหวินเป็บุตรสาวอนุ จึงมักรู้สึกว่าตนต่ำต้อยกว่าเสิ่นหลิงหลงอยู่เสมอ ทั้งขุ่นเคืองทั้งน้อยใจ
แน่นอนว่านางเก็บซ่อนความคิดเ่าั้ไว้อย่างมิดชิด แต่ภายนอกกลับแสดงความสนิทสนม เอาอกเอาใจเสิ่นหลิงหลงอยู่เสมอ
เสิ่นอี๋เหวินคล้องแขนเสิ่นหลิงหลงอย่างเป็กันเอง แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พี่หญิงรอง ท่านคิดว่าที่ให้พวกเราออกมาก่อน เป็เพราะมีเื่สำคัญจะพูดหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่รู้สิ อาจเพราะอยากอบรมสั่งสอนน้องสาวสามเป็การส่วนตัวกระมัง” เสิ่นหลิงหลงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นอี๋เหวินด่าคนตรงหน้าในใจ โง่เง่า หากจะอบรมพี่หญิงสามจริง เหตุใดถึงให้พวกเราออกมา แต่ซูฉินกลับยังอยู่ข้างในเล่า
แต่ภายนอก นางกลับทำสีหน้าซื่อๆ แล้วตอบ “อาจจะเป็เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ”
เมื่อแยกกับเสิ่นอี๋เหวิน เสิ่นหลิงหลงที่กลับมาถึงเรือนของตนแล้วก็แค่นหัวเราะ “เอาแต่คิดว่าคนอื่นโง่ ระวังวันหนึ่งจะกลายเป็คนโง่เสียเอง!”
สาวใช้นามฮวาหรงเอ่ยถามอย่างสงสัย “คุณหนู ท่านพูดถึงเื่ใดหรือเ้าคะ”
“เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า ข้าจะไปลานฝึก”
นางดูแคลนท่าทีเสแสร้งของน้องสาวสี่ และยิ่งดูแคลนน้องสาวสามที่ถึงกับคิดสั้นเพียงเพราะชายคนหนึ่ง
ช่างโง่เขลานัก!
ในขณะเดียวกัน เสิ่นม่านซูที่ถูกคุณหนูรองมองว่าโง่เขลานั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม ใช้ผ้าเช็ดหางตาเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความเศร้า “ท่านย่า เื่ที่ม่านซูตกลงไปในสระน้ำ แท้จริงแล้วยังมีเงื่อนงำอยู่เ้าค่ะ”
สีหน้าของซูฉินซีดเผือดในทันที นางรีบลุกขึ้นแล้วกล่าวอย่างร้อนรน “ท่านย่า ในเมื่อพวกท่านมีเื่จะสนทนากัน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนดีกว่าเ้าคะ”