อวิ๋นเฉิงซิ่ว : หมอหญิงตัวน้อยยอดอัจฉริยะ

    บทที่ 36 นินทาว่าร้าย

            อวิ๋นเฉิงซิ่วรู้สึกขวยเขินเล็กน้อยเมื่อถูกเอ้อร์ยามองด้วยสายตาเลื่อมใสชื่นชม นางกระแอมไอสองทีเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน

     

            “อืม เอาล่ะเอ้อร์ยา อีกสองวันเจ้าค่อยไปหาข้านะ พวกเราจะได้มาฝึกปักผ้าเช็ดหน้าด้วยกัน”

     

            “ได้เลย!”

     

            ความจริงแล้วเอ้อร์ยาเองก็สนใจเรียนปักผ้าอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ว่านิ้วมือของนางยังเคลื่อนไหวไม่ค่อยคล่องแคล่ว นางเองก็อยากปักผ้าเช็ดหน้าสวย ๆ สักผืน เอาไว้อวดในกลุ่มเด็กสาวในหมู่บ้านให้มีหน้ามีตาบ้าง และเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ หากปักได้เยอะ ๆ จะได้นำไปแลกเงินอีแปะไว้ซื้อขนมกิน

     

            “ซิ่วเอ๋อร์ ข้าจะบอกอะไรให้นะ เมื่อเช้าตรู่นี้แม่ของลวี่ผิงวิ่งมาพูดจาใส่ร้ายครอบครัวเจ้ากับแม่ของข้าเสียยกใหญ่ ข้าได้ยินมาคำสองคำ เห็นจะพูดประมาณว่าเงินทองของบ้านเจ้าได้มาจากทางที่ไม่ชอบมาพากล แถมยังบอกว่าจะไปฟ้องที่ทำการอำเภออีกต่างหาก”

     

            เอ้อร์ยายิ่งพูดยิ่งโมโห “แม่ข้าเองก็รำคาญไม่อยากฟังนางพูดจาเพ้อเจ้อ เลยหาข้ออ้างไล่นางกลับไปแล้ว”

     

            “ยัยแก่คนนี้เปรียบเหมือนคนพาลโดยแท้ ถ้านางกล้าไปฟ้องจริง ท่านนายอำเภอจะต้องจับนางเข้าคุก ไม่ให้นางได้ออกมาอีกตลอดไปแน่ เหอะ!” เอ้อร์ยากล่าว

     

            อวิ๋นเฉิงซิ่วตบไหล่เอ้อร์ยาเบา ๆ “เอาล่ะ ๆ เลิกโมโหได้แล้ว พวกเราอย่าไปสนใจนางเลย ตอนนี้หน้าที่สำคัญที่สุดของเจ้าคือรักษาแผลที่มือให้หายดี พวกเราจะได้เริ่มเรียนปักผ้ากันเร็ว ๆ ”

     

            “อืม ข้าฟังเจ้า” เอ้อร์ยาพยักหน้ารับคำ

     

            “งั้นเจ้านอนพักผ่อนก่อนเถอะ ไว้รอบหน้าข้าค่อยมาหาใหม่” อวิ๋นเฉิงซิ่วกล่าว

     

            “อืม รับทราบ” เอ้อร์ยามองส่งอวิ๋นเฉิงซิ่วเดินออกจากบ้านไป รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก มีซิ่วเอ๋อร์คอยดูแลอยู่ข้าง ๆ อีกไม่นานนางต้องเรียนปักผ้าเช็ดหน้าได้สำเร็จแน่ ๆ

     

            เมื่ออวิ๋นเฉิงซิ่วเดินออกจากประตูบ้านของเอ้อร์ยา ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรื่องที่นางกังวลในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้

     

            อู๋กุ้ยฟางเดิมทีก็เป็นพวกปากหอยปากปูหาเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว คราวนี้เพื่อแย่งชิงที่นาจึงตามหาเรื่องนางไม่เลิก การตระเวนพูดจานินทาว่าร้ายใส่ความกันเช่นนี้คงเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่ไม่รู้ว่าขั้นต่อไปนางจะทำเรื่องสุดโต่งอะไรออกมาอีก

     

            ทว่าในเมื่อครอบครัวมีรายได้จากการขายโสมมาแล้ว จะให้เอาแต่ซุกซ่อนปิดบังไว้ตลอดไปได้อย่างไร หากไม่นำออกมาใช้จ่าย แล้วการหาเงินจะมีความหมายอะไรเล่า?

     

            อวิ๋นเฉิงซิ่วยืนคิดไปคิดมาหน้าประตูบ้านตนเองอยู่นานก็ยังคิดหาทางออกไม่ได้ บางทีหากไม่ไปแยแสสนใจ พอเวลาผ่านไปนานเข้าเรื่องนี้ก็คงจะซาลงไปเอง

     

            “ซิ่วเอ๋อร์ ยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ? ทำไมไม่เข้าบ้าน?” เฉินซื่อถือถุงใบหนึ่งเดินมาจากทางถนน

     

            “ท่านแม่ ท่านไปไหนมาหรือเจ้าคะ?” อวิ๋นเฉิงซิ่วรู้สึกแปลกใจ ปกติแล้วเฉินซื่อแทบจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน

     

            “เดิมทีวันนี้พ่อของเจ้าตั้งใจจะเข้าเมืองไปติดต่อเรื่องสำนักศึกษา พอดีเมื่อครู่ไปถามท่านลุงอวิ๋นคนขับรถเกวียนมา เขาบอกว่าช่วงสองสามวันนี้ร่างกายไม่ค่อยสบาย อีกวันสองวันถึงจะขับรถเกวียนเข้าเมืองได้ พ่อของเจ้าเดินมาก ๆ ยังไม่ได้ จึงทำได้แค่รอให้ท่านลุงอวิ๋นหายดีก่อนค่อยเข้าเมือง”

     

            “ขากลับเห็นมีพ่อค้าเร่เข้ามาในหมู่บ้าน พอดีเลยซื้อของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง” เฉินซื่อพูดพลางเดินเข้าบ้านไปพร้อมกับอวิ๋นเฉิงซิ่ว

     

            นางยกถุงเข้าไปในครัว แล้วหยิบของที่ซื้อมาแกะออกมาวาง “ดูสิ แม่ซื้อน้ำตาลแดงมาหนึ่งชั่ง เกลือหนึ่งชั่ง เครื่องตุ๋นเนื้อนิดหน่อย เส้นไหมสำหรับปักผ้าสามสี่สี แล้วก็ด้ายฝ้ายสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า”

     

            “ท่านแม่ น้ำตาลแดงกับเกลือราคาแพงมากไม่ใช่หรือเจ้าคะ? เหตุใดจึงซื้อมามากมายเพียงนี้?” อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

     

            “ตอนนี้เจ้ากำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต ยามปกติจะได้ต้มน้ำต้มไข่ใส่น้ำตาลแดงให้เจ้าบำรุงร่างกายเยอะหน่อย จะได้ช่วยให้อุ่นท้อง พออีกสองปีข้างหน้าตอนมีประจำเดือนจะได้ไม่ปวดท้องทรมาน” เฉินซื่อลูบเรือนผมของอวิ๋นเฉิงซิ่วด้วยความรักใคร่

     

            “อีกอย่าง พ่อกับพี่ชายของเจ้าต้องทำงานใช้แรงงาน หากขาดเกลือร่างกายจะอ่อนเพลีย ยามเสียเหงื่อมาก ๆ ได้ดื่มน้ำเกลือจาง ๆ ก็เป็นเรื่องดี” เฉินซื่อเอ่ยต่อ

     

            ‘ว้าว! ไม่นึกเลยว่าท่านแม่จะมีความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพกับเขาด้วยนะเนี่ย’ อวิ๋นเฉิงซิ่วคิดในใจ

     

            “ท่านแม่ ท่านรอบรู้จริง ๆ เลยเจ้าค่ะ” อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยประจบแนบเนียนไปหนึ่งดอก

     

            “ซิ่วเอ๋อร์นี่ปากหวานขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ” เฉินซื่อหัวเราะร่า ยื่นมือไปบีบแก้มกลม ๆ ของอวิ๋นเฉิงซิ่วเบา ๆ

     

            “ท่านแม่ ท่านเองก็อย่าตรากตรำทำงานหนักเกินไปนะเจ้าคะ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด” อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยเอาใจต่อ

     

            “อืม แม่รู้แล้ว” เฉินเฟิ่งจือเก็บบรรดากระปุกและไหในครัวเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะหยิบเอาเส้นไหมปักผ้าและด้ายฝ้ายสำหรับเย็บเสื้อผ้าเดินกลับเข้าไปในเรือนใหญ่

     

            อวิ๋นเฉิงเฟิงไม่ได้อยู่บ้าน ส่วนอวิ๋นเม่าซานนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงที่ห้องข้างใน ถึงแม้ร่างกายของเขาจะฟื้นตัวดีขึ้นมากแล้ว แต่ที่บ้านยังไม่มีงานอะไรให้ทำ เฉินซื่อจึงอยากให้เขานอนพักผ่อนต่ออีกสักระยะ

     

            “หืม? พี่รองไปไหนเสียแล้วล่ะเจ้าคะ?” อวิ๋นเฉิงซิ่วกวาดสายตามองซ้ายขวา ไม่เห็นร่องรอยของอวิ๋นเฉิงเฟิง

     

            “เขาหรือ นิสัยอยู่นิ่งไม่เป็น วิ่งไปจับไข่เป็ดป่าที่กอพงหนองน้ำแถวแม่น้ำนู้นแน่ะ แถมยังบอกว่าเดี๋ยวกลับมาจะย่างไข่เป็ดให้เจ้ากินด้วยนะ” อวิ๋นเม่าซานได้ยินเสียงพูดคุยของสองแม่ลูกจากห้องด้านใน จึงลุกขึ้นเอ่ยตอบ

     

            “จริงหรือเจ้าคะ ดีจังเลย!” อวิ๋นเฉิงซิ่วฟังจบก็แทบจะกลั้นน้ำลายไว้ไม่ไหว

     

            นางคิดในใจอย่างอดไม่ได้ ‘หรือว่าการข้ามมิติมาคราวนี้ จะทำให้เรากลายเป็นพวกตะกละไปเสียแล้วเนี่ย?’

    คล้ายกับเรื่องอวิ๋นเฉิงซิ่ว : หมอหญิงตัวน้อยยอดอัจฉริยะ ที่คุณอ่าน