บทที่ 10
เติบโตขึ้นเสียที!
“…”
กลุ่มของเหอโถวที่เดินใกล้เข้ามาได้ยินคำพูดนี้ของโจวอี้เข้าพอดีก็พากันบื้อใบ้ พากันย้อนคิดถึงท่าทางของเด็กหนุ่มยามที่อยู่บนเขา พากันคิดย้อนทบทวนอยู่ครึ่งค่อนวันก็คิดไม่ออกว่าเขาแสดงความกลัวออกมาเมื่อใด
ไม่มีสักเศษเสี้ยวใดที่บ่งบอกว่ากลัวเลยแม้แต่น้อย!
“ไม่เป็ไร หากกลัวก็ไม่เป็ไร วันหลังไม่ต้องขึ้นเขาแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยลูบมือลูบหัวเขาดั่งจะปลอบใจ มองเห็นแววตาสับสนที่ช้อนมองมาก็ปวดใจขึ้นบ้าง
นางเลี้ยงเขามาเป็อย่างดี จะให้เขาเผชิญอันตรายเป็อาหารหมาป่าได้หรือ!
“แต่ไม่เป็ไรแล้ว วันนี้ข้าโชคดีเลยตีหมาป่าได้ตัวหนึ่ง จวี๋ฮุ่ยเอาขนมันไปทำเสื้อคลุมดีหรือไม่”
“เ้าเด็กคนนี้!” จวี๋ฮุ่ยถอนใจยาว โล่งใจไปเปลาะหนึ่งหลังจากเห็นรอยยิ้มซุกซน แต่นางไม่ทันโล่งใจได้นานเสียงของโจวอี้ก็ดังลั่นขึ้นอีกหน
“คราวหน้าข้าจะล่าเสือ! เหอหลางบอกว่าหากข้าดื้อเขาจะปล่อยให้ข้าเป็อาหารเสือ แต่ถ้าข้าล่าเสือได้มันก็จะกินข้าไม่ได้แล้ว”
คำพูดและแววตาใสซื่อเจื้อยแจ้วที่กำลังพูดนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยหันขวับ มองเหอหลางตาขวาง
นางเลี้ยงดูโจวอี้น้อยมาอย่างยากลำบาก แต่เ้าคนไร้หัวคิดที่ใดไม่รู้จะนำเขาไปเป็อาหารเสืองั้นหรือ!
“จะ จวี๋ฮุ่ย ข้า...”
“เ้าจะนำเขาเป็อาหารเสือจริงหรือ!” จวี๋ฮุ่ยผละจากโจวอี้ปราดเข้าหาเหอหลาง ใบหน้าบึ้งตึงกับแววตาขุ่นเคืองนี้ทำให้เหอหลางอึกอัก
“ว่าอย่างไร เ้าพูดจริงหรือไม่!”
คำถามนี้บีบคั้นเหอหลางยิ่งนัก นึกอยากจะตบปากพล่อยๆ ของตนเองให้บวมเจ่อ จะบอกปัดว่าไม่ได้พูดก็ไม่ได้ในเมื่อเขาพูดออกมาจริงๆ ความกรุ่นโกรธของนางนี้ทำให้เหอโถวผู้เป็บิดารีบรับหน้าไกล่เกลี่ย
“เ้าอย่าโกรธไปเพียงแค่พูดเล่นไปตามประสาเท่านั้นเขากลัวว่าโจวอี้จะได้รับอันตรายจึงพูดออกไปเช่นนั้น ไม่ได้มีเจตนาตามที่พูดเลยแม้แต่น้อย”
“เป็ข้าที่ใจร้อน”
สีหน้าจืดเจื่อนของเหอโถวนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยรู้สึกตัว ปรับอารมณ์ลง สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้นางอ่อนไหวเกินไปสักหน่อย
“ไม่เป็ไร ข้าเข้าใจ” เหอโถวโล่งใจ เหลือบมองโจวอี้ที่กลับบ้านมาด้วยสภาพเืท่วมตัว เห็นแล้วไม่ใไม่กังวลถึงนับว่าแปลก
“โจวอี้บ้านเ้าเก่งกาจนัก อายุเท่านี้ก็กล้าเผชิญหมาป่า ซ้ำยังฆ่ามันได้ด้วยตัวคนเดียว วันนี้หากไม่ใช่เพราะเขาพวกเราคงยากเก็บลมหายใจ”
เหอโถวถอนใจยาว แววตาที่มองโจวอี้แฝงด้วยการยอมรับ ชี้นิ้วไปยังหมาป่าด้านหลังที่ชาวบ้านกำลังรุมล้อม
“หมาป่าตัวนี้ก็เป็เขาที่ล่ามาด้วยตัวคนเดียว ย่อมเป็ของเขาทั้งหมด”
จวี๋ฮุ่ยพยักหน้าเป็การรับรู้ มองโจวอี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยิ้มแย้มชมเชยเขายกใหญ่
“โจวอี้ของข้าเก่งกาจจริงๆ สมแล้วที่เป็น้องชายข้า!”
โจวอี้ยิ้มกว้าง สีหน้าเบิกบานของนางทำให้ใจของเขาพองโตยิ่งกว่ารูปร่างของเอ้อร์เกอ
“แม่หนูจวี๋ฮุ่ยหากเ้าไม่ว่าอะไร ครั้งหน้าหากพวกเราจะขึ้นเขาอีกหนก็อยากพาเขาไปด้วย” เหอโถวเลียบเคียงถาม ถูมือเข้าหากัน หมายมั่นสั่งสอนให้โจวอี้เป็นายพรานมือฉกาจ!
“เื่นี้ต้องถามเขา ข้าเป็พี่สาวเขาก็จริงแต่เื่นี้ข้าจะให้เขาตัดสินใจเอง” จวี๋ฮุ่ยส่ายหัวมองโจวอี้แววตายังคงเจือด้วยความห่วงใย
“ข้าอยากขึ้นเขาล่าสัตว์” โจวอี้แววตาฉายความมุ่งมั่นปรารถนา มองจวี๋ฮุ่ยแล้วกะพริบตาถาม
“ได้หรือไม่...”
“หากเ้าอยากล่าสัตว์ ข้าก็ไม่ห้าม” จวี๋ฮุ่ยยิ้มด้วยความอ่อนใจ เขาเป็เด็กดีเชื่อฟังนางมากเกินไปแล้ว!
เมื่อพูดคุยตกลงกันเสร็จสรรพ นายพรานสกุลเหอก็พาสหายที่กำลังาเ็จากไป ชาวบ้านที่หลังจากได้เห็นหมาป่าตัวโตกันจนพอใจก็เข้ามาพูดคุยชมเชยโจวอี้กับจวี๋ฮุ่ยอยู่พักใหญ่ถึงได้จากไป
โจวอี้ค่อยๆ ลากหมาป่าเข้าบ้านด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ดูอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง กว่าจะลากหมาป่าไปยังลานหลังบ้านได้ก็เหงื่อแตกพลั่ก จวี๋ฮุ่ยเห็นแล้วก็สงสารเขายิ่งนัก กวักมือเรียกเขาให้ยอบกายลงแล้วใช้แขนเสื้อซับเหงื่อบนใบหน้าให้เขาอย่างอ่อนโยน ถามไถ่
“เ้าจะทำอย่างไรกับมันดี”
“เอาหนังทำเสื้อคลุมให้จวี๋ฮุ่ย เนื้อที่เหลือค่อยต้มให้จวี๋ฮุ่ยกิน” โจวอี้ตอบโดยไม่ขบคิด ของที่เขาหามาได้ย่อมต้องให้นางทั้งหมดอยู่แล้ว แต่โจวอี้ไม่ทันได้ร้องขอความชอบกลับเห็นจวี๋ฮุ่ยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งรับรู้ว่าเวลานี้ไม่ปกตินัก กวาดตามองโดยรอบแล้วก็เห็น...
เหล่าถุงหนังเดินได้ที่ร่วมอาศัยในบ้านเดียวกันโดยที่ไม่ได้มีสายเืร่วมกันยืนอยู่เบื้องหน้า...
โจวอี้สูดลมหายใจลึก
ใจกว้างเข้าไว้....
โจวอี้เม้มปาก กลั้นใจพูดด้วยรอยยิ้ม
“…และแน่นอนว่าต้องแบ่งพวกเขาด้วย”
“เด็กดี” จวี๋ฮุ่ยยิ้มแล้วลูบหัวของเขาเช่นเคย โจวอี้ก้มหัวลงเล็กน้อยรู้สึกชมชอบให้นางลูบมากเหลือเกิน
“เ้าไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะต้มน้ำให้เอง ดูสิผมจับกันเป็ก้อนแล้ว”
“อื้อ จวี๋ฮุ่ยดีที่สุด” โจวอี้พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย รีบพลัดอาภรณ์แช่ลงถังน้ำเพื่อไม่ให้คราบเืเหล่านี้ติดผ้าจนทำให้จวี๋ฮุ่ยต้องเหน็ดเหนื่อยซักผ้า
จวี๋ฮุ่ยระบายลมหายใจด้วยความสุขใจ มองโจวอี้น้อยที่เติบโตขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
ไม่เพียงเขามีฝีมือเก่งกาจ ไม่ตามติดนางแจเช่นเคย ซ้ำเขาใจกว้างขึ้นแล้ว
น่ายินดีจริงๆ!
หลังจากนำขนหมาป่าทำเสื้อคลุมตัวใหญ่ให้จวี๋ฮุ่ยก็ยังมีส่วนที่เหลือ ต้าเกอและเสียวเสี่ยวได้พู่กันขนหมาป่ากันคนละด้าม ส่วนเอ้อร์เกอ ซานซาน ก็ได้ผ้าพันคอขนหมาป่ากันคนละผืน ส่วนเสี่ยวหยางและฉู่จีก็ได้หมวกกันลมประดับขนหมาป่ากันคนละใบ นับว่าครบถ้วนพอดี
โจวอี้ยิ้มมองจวี๋ฮุ่ยที่กำลังนั่งคัดเมล็ดผักบนแคร่ด้วยแววตาลึกล้ำ เสื้อคลุมขนหมาป่าที่คลุมบนร่าง เส้นขนหมาป่าระกับข้างแก้มของนางเขาถึงยื่นมือเข้าหา ใช้หลังมือลูบปัดขนหมาป่าออกจากพวงแก้มของนางอย่างแ่เบา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ครั้งหน้าข้าล่าเสือดีหรือไม่ เอาหนังเสือทำเสื้อคลุมให้จวี๋ฮุ่ยสวม”
“ผู้ที่คลุมหนังเสือมีแต่โจรป่าเท่านั้น!”
จวี๋ฮุ่ยหลุดขำ ยิ้มกว้างมองโจวอี้ด้วยแววตาสดใส มองเขาอยู่พักใหญ่ถึงได้พูดขึ้น
“วันหน้าข้าพาเ้าไปซื้อดาบกับธนูดีๆ สักชุดดีหรือไม่”
“ไม่เอา ต้องแพงมากแน่” โจวอี้ส่ายหัวเล็กน้อย ดึงมือกลับคืนด้วยความเสียดาย ยอบกายนั่งอยู่หน้าแคร่มองจวี๋ฮุ่ยไม่ละสายตา
“ถ้าเ้าแขวนดาบถือธนูต้องดูหล่อเหลาน่ามองมากแน่!”
“เช่นนั้นเอาก็ได้”
จวี๋ฮุ่ยยิ้มกว้างจนเผยฟันขาวราวไข่มุก รู้สึกเบิกบานยิ่งนัก ลึกๆ ในใจอดคาดหวังอยู่ไม่ได้ แม้โจวอี้จะกำเนิดใหม่แต่ดวงจิตก็ยังเป็ดวงจิตดวงเดียวกันกับขุนพลอสนี
นางไม่เคยเห็นขุนพลอสนีโจวอี้ชัดๆ เลยสักครา แต่การมายังภพมนุษย์นี้นางมีโอกาสได้เห็นแล้ว!
--------
ลิขิตฟ้ามิอาจขวาง!
อีบุ๊กออกแล้วจ้าา
จำหน่ายทั้งทาง MEB และ Hongsamut
ฟีลกู๊ดนุ่มฟู ไม่ดราม่าเน้นอ่านสบายน้า
ตอนนี้มีโปรโมชันอยู่ด้วยน้า ราคา 199 บาท 636 หน้า (≈ 98,446 คำ)