ฮ่องเต้เสด็จเข้าวังแล้ว พร้อมกับเหล่าราชวงศ์ที่ออกมาต้อนรับ ยามนี้ในท้องพระโรงจึงเนืองแน่นไปด้วยขุนนางที่มากันครบทุกคน เสียงทักทัยเกิดขึ้นจอแจจนขันทีต้องสั่งให้หยุด ซ่งหรานขึ้นนั่งบัลลังก์ของตนพร้อมกับหันมายกยิ้มมองทุกคนที่ก้มหัวให้
โดยมีองครักษ์ฝีมือดียืนอยู่มิห่างกาย ความชั่วที่ทำมามันสอนให้เขามิอาจประมาทได้ และการที่จากไปนานหลายเดือน มันทำให้เขายิ่งต้องเพิ่มคนปกป้องมากกว่าเดิม เพราะมิรู้ว่าผู้ใดคิดร่วมมือกันอยู่บ้าง แม้จะมีสายของเขาอยู่ที่นี่ก็เถอะ แต่มันน่าแปลกที่มิมีรายงานอันใดเลย นอกจากกิจวัตรปกติทั่วไปของสองอนุชา
“ลุกขึ้นเถอะ วันนี้มิต้องเอ่ยรายงานหรือฎีกาใดๆ เพราะข้าพึ่งมาถึงเอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของขุนนางหมายจะรายงานบางสิ่ง คงมิพ้นเื่ราษฎรร้องทุกข์เป็แน่ ทำเอาขุนนางผู้ถือฎีกาถึงกับต้องถอยหลังกลับมายืนที่เดิม
“ฝ่าางานเลี้ยงที่จะมีในวันพรุ่ง กระหม่อมจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ มีทูตจากต่างแคว้นเดินทางมาร่วมยินดี และส่งบรรณาการมากมายเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี เห็นว่ามีคนจากแคว้นหนานเดินทางมาด้วยพะย่ะค่ะ”
เสนาขวารายงานสิ่งที่ตนได้รับหน้าที่ ทำเอาหรานจวิ้นรู้สึกมิพอใจเป็อย่างมาก เพราะเขาคิดจะกำจัดทูตกลุ่มนี้หากหาตัวซูเยว่มิพบ การร่วมมือที่มิได้พูดคุยกันก่อนกับเสนาขวา กำลังสร้างความลำบากให้เขาเองแล้ว
ต่างจากไป่จวินที่จับตามองฝั่งศัตรูทั้งสองที่ดูเหมือนจะแตกคอกัน คงเพราะเื่ของบุตรสาวเสนาขวาที่หรานจวิ้นตัดสัมพันธ์เป็แน่ แต่มันก็แค่ฉากบังหน้าที่ทำให้ซูเยว่เห็นเท่านั้น อันที่จริงสองคนนี้ก็ยังลักลอบเจอกัน
“ดี ถือว่าเป็เื่ดี หรานจวิ้นเ้าอย่าลืมพาพระชายามาร่วมงานด้วยล่ะ นานแล้วที่มิได้เห็นหน้านางเลย ั้แ่เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์เมื่อสี่ปีก่อน ได้ยินว่าเ้ารังแกนางตลอดเลยนี่ ยามนี้น้องสะใภ้ข้ายังอยู่ดีหรือไม่” ซ่งหรานเอ่ยถามเสียงหยัน ที่เป็แบบนี้ก็เพราะเขารู้ดีว่าอนุชาผู้นี้หาได้มีใจรักมั่นต่อพระชายาไม่
หากมิมีคำสั่งของบิดาคุ้มครองนางก่อนนี้ ซูเยว่คงถูกปลดและระเห็ดกลับบ้านเมืองตนไปแล้ว หรานจวิ้นขบกรามแน่นเมื่อถูกตำหนิกลางผู้คนเช่นนี้
“ซูเยว่สบายดีพะย่ะค่ะ แม้จะเจ็บป่วยบ้างแต่นางก็ยังแข็งแรงดี กระหม่อมจะพามาร่วมงานด้วยเป็แน่” น้ำเสียงของเขาบ่งบอกให้รู้ว่าต้องเก็บกดอารมณ์ไว้เพียงใด ยามนี้ทำสิ่งใดมิได้เลยเพราะต้องรอให้เจรจากับแคว้นหนานเรียบร้อยเสียก่อน แต่ยังมีใครบางคนที่ยืนยิ้มพอใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า
เพราะไป่จวินเชื่อว่าแคว้นหนานอย่างไรเสียก็ต้องยอมทำตามแผนที่ตนวางไว้ ฝ่ายนั้นต้องมิเข้ามายุ่งเื่ของการก่อฏในครานี้ มิว่าจะช่วยฝ่ายใดก็ตาม
เมื่อการหารือและต้อนรับฮ่องเต้จบลง เหล่าขุนนางและข้าราชบริพารรวมถึงราชวงศ์ที่มีก็แยกย้ายกัน มีเพียงอ๋องหรานจวิ้นที่ยังยืนนิ่งมองแท่นบัลลังก์ที่เขาใฝ่ฝัน
“อีกมินานที่ตรงนั้นจะเป็ของข้า” เขาเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนจะออกไปขึ้นรถม้านอกกำแพงวัง ซึ่งมีไป่จวินยืนคุยอยู่กับขุนนางสองสามคน พอเห็นว่าอ๋องผู้น้องออกมาจึงแยกย้ายกันไป หรานจวิ้นยิ้มเยาะอีกฝ่ายราวกับว่ามีเื่ที่เป็ต่อพระเชษฐาอยู่
“เสด็จพี่ไยถึงมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะพะย่ะค่ะ รีบกลับไปเตรียมตัวมางานเลี้ยงวันพรุ่งมิดีกว่าหรือ”
“ข้าหาความจำเป็ที่จะต้องรีบมิมี ว่าแต่เ้าเถอะ จะพาพระชายามาร่วมงานได้จริงหรือ” ไป่จวินเอ่ยก่อนจะยิ้มเยาะอีกฝ่ายบ้าง ทำเอาหรานจวิ้นถึงกับขบกรามแน่นเมื่อนึกถึงตรงนี้ เพราะมิรู้ว่าพระเชษฐาจะรู้เื่ที่ซูเยว่หายไปมากน้อยเพียงใด
“ไยพระองค์ตรัสเช่นนั้น นางก็อยู่ที่จวนกระหม่อม อย่างไรเสียก็พาไปร่วมงานได้อยู่แล้ว ถึงยามนั้นพระองค์อาจจะจำนางมิได้ เพราะซูเยว่ต่างไปจากเดิมมาก”
“หึ! งั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะรอยลโฉมน้องสะใภ้ก็แล้วกัน” ไป่จวินเอ่ยก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าของตนไป อ๋องผู้น้องจึงได้แต่ยืนขบเคี่ยวเคี้ยวฟันมองตามอีกฝ่ายไป
“น่าแปลกนะพะย่ะค่ะ ดูอ๋องไป่จวินจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก ั์ตาที่เคยมองพระองค์อย่างมาดร้ายก็มิปรากฏให้เห็น ดูอ่อนลงจนราวกับเป็คนละคน”
ลี่หยางเอ่ยในสิ่งที่ตนคิดในขณะที่มาถึงจวนแล้ว ซึ่งหรานจวิ้นเองก็คิดมิต่างกัน แต่ยามนี้ใครจะสน เพราะเขากำลังรอข่าวดีที่สั่งไห่เฉิงไปจัดการอยู่
“เ้าตามไปช่วยไห่เฉิงเถอะ ไป่จวินจะเป็เช่นไรก็มิใช่ปัญหาหากเราได้ตัวคนกลางมา” เขาเอ่ยบอกคนของตน ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกับยิ้มร้าย
ต่างจากจวนอ๋องผู้พี่ที่ยามนี้ไป่จวินกำลังรอข่าวจากคนของตนเช่นกัน เพราะความกังวลมันเกิดขึ้นในใจเขาราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เป็ ใจแกร่งที่มันกระตุกวูบเป็บางคราวทำเอาเขานั่งไม่ติด
“ป่านนี้จะเป็เช่นไรกันนะ” เสียงทุ้มดังขึ้น ทำเอาเผิงหยวนถึงกับกังวลตามไปด้วยเมื่อเห็นอาการผู้เป็นาย กว่าจะผ่านพ้นคืนวันไป่จวินก็แทบจะมิได้นอน เพราะมัวแต่ห่วงเมียรักที่มิรู้ว่าการเดินทางนั้นเป็เช่นไรบ้าง จนเขาแทบจะควบม้าออกจากเมืองไปเสียด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะราชครูเอ่ยเตือนสติเอาไว้
“พระองค์รอเวลานี้มานาน อย่าให้เสียเพราะสตรีนางเดียวเลยพะย่ะค่ะ พระชายามิทรงเป็อันตรายหรอก” ราชครูเทียนชิงเอ่ยกับผู้ที่เขาดูแลมาั้แ่เด็ก ทำเอาไป่จวินต้องหยุดคิดมันจริงดั่งคำอีกฝ่ายเอ่ย เขารอโอกาสนี้มานาน อย่างไรก็ต้องตัดใจทำงานใหญ่ให้สำเร็จเสียก่อน ถึงยามนั้นซูเยว่จะได้อยู่เคียงข้างเขาและใช้ชีวิตเช่นสามีภรรยาทั่วไปอย่างที่ควรจะเป็
เมื่อคิดได้อ๋องหนุ่มจึงหันมาหารือวางแผนกับคนของตน และขุนนางที่เข้าร่วม รวมถึงแม่ทัพฟานจงซี ที่มิได้รู้เื่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไป่จวินและซูเยว่เลย แต่ก็นั่นแหละเขาหมายจะสังหารอ๋องหรานจวิ้นให้ได้เสียก่อน ถึงยามนั้นค่อยสานสัมพันธ์กับนางก็มิสาย
“กระหม่อมเกรงว่าแคว้นหนานจะเห็นแก่บรรณาการที่อ๋องหรานจวิ้นมอบให้มากกว่าชีวิตและชื่อเสียงของพระชายานะพะย่ะค่ะ” จงซีเอ่ยขึ้นเพราะคิดว่ารัชทายาทซูหลิน ดูเหมือนจะมิได้ใส่พระทัยในตัวของพระขนิษฐาอย่างซูเยว่เลย เพราะแคว้นหนานมิเคยส่งคนมาดูแลนาง จนต้องถูกอ๋องหรานจวิ้นรังแกอยู่เรื่อยๆ ยังดีที่นางยังมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้
“นั่นสิ รัชทายาทองค์นี้มิรู้ว่านิสัยใจคอเป็เช่นไร ฮ่องเต้ตไปก็เกือบจะหนึ่งปีแล้ว แต่ทางนั้นยังมิขึ้นครองราชย์อีก ได้ยินว่าจะรอไว้ทุกข์เสียก่อน หากเป็เช่นนี้คงมิใช่คนโลภมากเห็นแก่อำนาจกระมังพะย่ะค่ะ”ราชครูเอ่ยในสิ่งที่รู้มา เพราะนามของรัชทายาทซูหลินถือว่าเลื่องลือผู้หนึ่ง เพียงแต่มิมีผู้ใดเข้าถึงได้ง่ายๆ เท่านั้น
จึงเดามิได้ว่าเขาเป็เช่นไร รู้เพียงว่าบริหารบ้านเมืองได้ผาสุขจนน่าชื่นชม ต่างจากแคว้นเหลียนในยามนี้ ที่ดูเหมือนจะถดถอยลงทุกวัน และราษฎรก็ลำบากมากขึ้น จนบางครอบครัวอพยพหนีไปแคว้นอื่นกันบ้างแล้ว พอถูกจับได้ก็ถูกสังหารมิเหลือรอด
“คนหนุ่มเช่นนั้น อาจจะมีความคิดดีกว่าคนแก่ก็เป็ได้ เราคงต้องรอดูว่าฝ่ายนั้นจะเห็นแก่ของกำนัลหรือไม่”
ไป่จวินเอ่ยเสียงเรียบ เขาภาวนาให้รัชทายาทผู้นี้มิตอบตกลงช่วยหรานจวิ้นก่อกบฎ เพราะเขามิอยากทำศึกหรือเป็ศัตรูกับพี่ชายของซูเยว่ แม้นางจะมิใช่น้องสาวแท้ๆ ของอีกฝ่ายแล้วก็เถอะแต่อย่างไรเสียร่างนี้ก็คือองค์หญิงของแคว้นหนานข้อนี้ปฎิเสธไม่ได้
“ถึงเวลาต้องเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงแล้วพะย่ะค่ะ” เผิงหยวนเอ่ยทักเมื่อเห็นว่ามันก็พลบค่ำแล้ว ทั้งหมดจึงแยกย้ายกันเพื่อเตรียมตัวเข้าวัง
ไป่จวินในยามนี้อยู่ในอาภรณ์ดำออกเงินทำให้ดูสง่างามยิ่งนัก ผมที่มักจะปล่อยยาวม้วนครึ่งหัว ก็ถูกรวบเกล้าขึ้นพร้อมกับเครื่องครอบ ที่มีปิ่นสีทองรูปนกอินทรีปักอยู่ ใบหน้าหล่อเหล่าที่ผู้ใดเห็นเป็ต้องเหลียวหลัง ยังคงสะกดทุกสายตาได้มิเว้นแม้แต่เพศเดียวกัน มิต่างจากอ๋องผู้น้องที่รูปงามมิแพ้กันเลย ยามนี้ในตำหนักชิงหลิว ที่ซึ่งฝ่ายจัดเลี้ยงปรุงแต่งขึ้นราว์คราคร่ำไปด้วยขุนนาง
และเหล่าข้าราชบริพารน้อยใหญ่ที่ได้รับเชิญ รวมถึงแม่ทัพฟานที่มางานนี้เช่นกัน เหล่านางกำนัลต่างก็พากันจดจ้องท่านอ๋องทั้งสอง และแม่ทัพหนุ่มรูปงามที่วันนี้แต่งเต็มยศราวกับว่าจะอวดความหล่อกันเสียอย่างนั้น
หรานจวิ้นเดินมานั่งยังที่ของตน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพระเชษฐาอย่างไป่จวิน เขาส่งยิ้มให้ราวกับคนที่เป็มิตรกัน แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยมีเพียงมุมปากเท่านั้นที่มันถูกยกขึ้นเล็กน้อย โดยที่หรานจวิ้นมิทันได้สังเกตเห็น
“ถวายพระพรพะย่ะค่ะท่านอ๋อง” ทูตจากแคว้นหนานเอ่ยพร้อมกับคำนับหรานจวิ้น ทำให้เขาต้องรีบลุกขึ้นในทันที เพราะต้องปฎิบัติต่อคนส่งสาส์นให้ดี เพื่อประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ตามสบายเถอะท่านทูต” เขาเอ่ยบอกก่อนจะเชิญอีกฝ่ายนั่งข้างกัน คราวนี้เป็ไป่จวินที่ดูมีสีหน้ากังวล เพราะดูเหมือนอนุชาจะมั่นใจเหลือเกินว่าเขาจะได้ในสิ่งที่้า
“พระชายาอยู่ที่ใดพะย่ะค่ะ” ผู้รับหน้าที่ทูตเอ่ยถามในทันที เมื่อมิเห็นว่าคนที่ตน้าพบอยู่ที่นี่ด้วย
“ใจเย็นเถอะท่านทูต สตรีงามก็ต้องมาทีหลังเพื่อให้ผู้คนจับจ้องมิใช่หรือถึงจะเป็ที่โดดเด่น” หรานจวิ้นเอ่ยบอก ก่อนจะส่งสายตาให้กับคนของตน มินานร่างเล็กในอาภรณ์งดงามก็เดินเข้ามาพร้อมกับนางกำนัลคนสนิท
ไป่จวินนั่งนิ่งมิไหวติงั์ตาคมนี้จับจ้องไปยังร่างของเมียรักที่งดงามเป็อย่างมาก แต่ยามนี้เขากลับทำสิ่งใดมิได้เลยนอกจากนั่งมองอยู่เช่นนี้ ราชครูจางยื่นมาจับชายผ้าหวังเตือนสติมิให้เขาลุกพรวดขึ้นไป
“ข้ารู้ มิต้องห่วง” เขาเอ่ยบอกเพียงเท่านั้น มองดูการกระทำของฝั่งตรงข้าม ซึ่งยามนี้สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมิต่างจากเขาเท่าใดนัก มีแค่เสนาขวาเท่านั้นที่ดูเหมือนจะมิชอบใจ เพราะสั่งคนให้ตามหาตัวซูเยว่และสังหารนางเสีย เพื่อชำระแค้นให้บุตรสาวของตนแต่กลับหาตัวมิพบ
“นี่อย่างไรล่ะพระชายาของข้า นางยังอยู่ดีเห็นหรือไม่” หรานจวิ้นเอ่ยบอกกับทูตที่นั่งมิไกลจากตน ซึ่งยามนี้ซูเยว่นั่งอยู่ข้างเขาและมันยังอยู่ตรงข้ามกับร่างสูงที่นางได้นอนกอดเมื่อสองวันก่อน แต่ยามนี้ทั้งคู่จำต้องกลายเป็คนที่มิรู้จัก มิเช่นนั้นทุกอย่างที่ไป่จวินทำมาคงพังหมดแน่
“ถวายพระพรพระชายาพะย่ะค่ะ ทรงพระเกษมสำราญดีหรือไม่ ไยสีหน้าจึงดูอิดโรยนัก” เสียงทุ้มอ่อนโยนของทูตผู้นี้ทำเอาหรานจวิ้นเกิดมิพอใจขึ้นมา
“ชายาข้าก็แค่เหนื่อยกับเื่เมื่อคืน ท่านอย่ากังวลให้มากนักเลย สุราตรงหน้ารีบดื่มเถอะ” เขาเอ่ยบอกก่อนจะหันมากุมมือเล็กที่วางอยู่บนตัก
“วันนี้เ้าสวยมากรู้หรือไม่ ข้ามิน่าโง่ปล่อยเ้าไว้นานเพียงนี้เลย นี่ถ้าเ้าตั้งครรภ์บุตรข้าั้แ่แรก ข้าคงมิต้องทนปั้นหน้ายิ้มให้คนที่ตนเกลียดหรอก แต่มันก็ยังมิสายจริงหรือไม่ ในเมื่อเ้ากลับมาแล้วนี่"